เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แคมป์คนงานในเขตวัฒนาในซอยปรีดีพนมยงค์ 42 แยก 16 ที่ยังมีผู้ติดเชื้อกว่า 100 คน อยู่ในแคมป์ร่วมกับคนงานที่ไม่ติดเชื้อ มีรั้วสังกะสีล้อมสูง และยังคงมีแถบพลาสติกสีแดงของกทม. กั้นเป็น “เขตอันตรายห้ามเข้า” ทับอีกชั้น คนงานยังคงซื้ออาหารกับร้านค้าข้างแคมป์ผ่านการดึงเชือกข้ามรั้วสังกะสี บางส่วนเดินออกจากห้องพักเพื่อทำกิจวัตรส่วนตัว แต่จากการสังเกตไม่พบมีคนเดินเข้า-ออกจากแคมป์
ถัดจากแคมป์ดังกล่าว มีแคมป์คนงานของอีกบริษัทหนึ่งตั้งอยู่ติดกัน มีรั้วกั้น และมีประตูบานเลื่อนที่รถสามารถเข้าออกได้ แต่ไม่มีแถบพลาสติกของ กทม. กั้นเหมือนแคมป์แรก และด้านหลังของ 2 แคมป์นี้ เข้าไปในซอยร้านค้า มีแคมป์คนงานเล็ก ๆ ที่ไม่มีรั้วกั้น ส่วนบริเวณรอบนอกมีเจ้าหน้าที่เทศกิจเข้ามาเข้ามาดูแลไม่ให้คนเข้าออกจากแคมป์
ข้อมูลจากสำนักงานเขตวัฒนา ระบุว่า แคมป์แรกที่พบคือแคมป์ของบริษัท B (นามสมมุติ) ที่มีคนงาน 357 คน ติดโควิด 148 คน ที่ยังเหลือไม่ได้นำส่งโรงพยาบาล 107 คน ถัดไปเป็นแคมป์ของบริษัท A (นามสมมุติ) ที่มีคนงาน 277 คน ติดโควิด 91 คน ถูกส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลครบแล้ว ขณะที่ด้านหลังของทั้ง 2 แคมป์ ยังมีแคมป์เล็ก ๆ อีกแห่งที่มีคนงาน 14 คน ซึ่งผลตรวจเป็นลบทั้งหมด ขณะที่บริเวณโดยรอบเป็นบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ที่มีรั้วรอบขอบชิด และมีที่ทำการบริษัทเอกชน 2 แห่งตั้งอยู่ที่ทางเข้าแยก
ด้าน ผู้ประสานงานแคมป์คนงานของบริษัท B (นามสมมุติ) ที่ยังมีผู้ติดเชื้ออยู่ในแคมป์ ระบุว่า ความเป็นอยู่ภายในอาศัยห้องละ 2 คน แต่เมื่อทราบผลพบผู้ติดเชื้อ ประมาณวันที่ 10-11 พฤษภาคม ได้แบ่งพื้นที่แคมป์คนงานเป็น 2 โซน ให้คนที่มีผลตรวจเป็นบวกและเป็นลบอยู่แยกฝั่งกัน หากอาศัยห้องเดียวกันแต่ผลตรวจไม่เหมือนกัน ก็จะสลับรูมเมทแยกคนที่ไม่ติดเชื้อออกมาก่อน
โดยฝั่งที่ตรวจพบเชื้อ แต่ละวันจะมีหัวหน้าแคมป์ซึ่งติดเชื้อเหมือนกัน เข้าไปสำรวจอาการตามห้อง โดยวัดอุณหภูมิ ความดัน และค่าออกซิเจนในเลือด จากนั้นจะรายงานค่าที่วัดได้ผ่านกลุ่มไลน์ ซึ่งบริษัทจะส่งข้อมูลใปสำนักงานเขต ส่วนเรื่องของอาหารการกิน บริษัทจะนำมาส่งให้โดยแยกจุดรับของระหว่างผู้ติดเชื้อและไม่ติดเชื้ออยู่คนละโซน และจะมีตัวแทนแต่ละกลุ่มออกมารับอาหารไปกระจายตามห้อง ซึ่งอุปกรณ์วัดค่าต่าง ๆ อาการการกินและยาสามัญประจำบ้าน ทางบริษัทจัดหาให้พนักงานเอง ไม่มีหน่วยงานเข้ามาสนับสนุน มีเพียงบุคลากรทางการแพทย์เข้ามาแนะนำวิธีการใช้ และแวะเวียนมาสอบถามอาการ แต่ก็ไม่ได้เข้ามาทุกวัน โดยอาการของคนงานที่ติดเชื้อพบบางส่วนมีไข้ และบางคนเริ่มมีค่าออกซิเจนในเลือดลดต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ
แม้จะพยายามจัดการกันเองภายในให้ดีที่สุดแล้ว แต่ผู้ประสานงานแคมป์คนงานรายนี้กังวลว่า การที่ไม่มีหน่วยงานนำคนงานที่ติดเชื้อ 107 คนออกไปรักษา จะทำให้คนที่ไม่พบเชื้ออีกกว่า 200 คน พลอยติดไปด้วย และทุกวันนี้คนที่ยังตรวจไม่พบเชื้อก็ได้รับการตรวจไปเพียงครั้งเดียว จึงเริ่มเกิดความรู้สึกทั้งน้อยใจและกังวล
ทีมข่าวสอบถามไปทาง น.ส.สุชิรา ศิลานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตวัฒนา ให้ข้อมูลว่า สาเหตุที่ยังไม่มีการส่งต่อคนงานที่ติดเชื้อไปที่โรงพยาบาล เพราะเป็นแรงงานข้ามชาติ หากไปรักษาที่โรงพยาบาลหรือโรงพยาบาลสนามอาจทำให้สื่อสารกันไม่สะดวก แต่ได้จัดสรรพื้นที่ในแคมป์แทนโรงพยาบาลสนาม โดยมีเจ้าหน้าที่จากศูนย์เอราวัณเข้ามาสอบถามอาการผู้ป่วยทุกวัน ส่วนแคมป์ติดกันที่ได้นำส่งผู้ติดเชื้อไปรักษาที่โรงพยาบาลทั้งหมดแล้ว ขณะนี้คนงานที่ยังอยู่ในแคมป์พ้นระยะเวลากักตัว 14 วันแล้ว
ส่วนกรณีที่มีสื่อโทรทัศน์ช่องหนึ่งสัมภาษณ์คนงานที่เดินออกมา บอกว่าติดโควิดนั้น น.ส.สุชิรา ระบุว่า ตรวจสอบแล้วเป็นคนงานในแคมป์เล็ก ๆ ด้านหลังของ 2 แคมป์ที่พบผู้ติดเชื้อ ซึ่งมีคนงาน 14 คน แต่มีผลตรวจเป็นลบทั้งหมด แต่สาเหตุที่ตอบนักข่าวว่าติดเชื้อ น่าจะเพราะเป็นแรงงานต่างชาติ จึงสื่อสารกันไม่เข้าใจ