นายแพทย์นเรศฤทธิ์ ขัดธะสีมา นายแพทย์ สาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร สะท้อนปัญหาการแพร่ระบาดของตลาดกลางกุ้ง ที่เกิดจากโรงงานขนาดใหญ่ 9 โรงงานในช่วงระบาดระลอก 2 สิ่งที่ต้องเร่งทำคือลดการเคลื่อนที่ แต่ธุรกิจต้องไปต่อได้ไม่เช่นนั้นจะเกิด ปรากฏการณ์ผึ้งแตกรัง จึงไม่มีการปิดโรงงาน ซึ่งการบับเบิ้ล แอนด์ซีล จะจำกัดพื้นที่เสี่ยง ซึ่งคนในพื้นที่ยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันและประกอบอาชีพได้ แต่ต้องไม่เคลื่อนที่ออกจากพื้นที่เพราะ 1 คน มีโอกาสไปสัมผัสคนที่มีความเสี่ยงสูงได้ 10 คน และมีความเสี่ยงติดเชื้อได้ 1-2 คน
ส่วนคนที่มาจากนอกพื้นที่จะต้องหาพื้นที่ให้อยู่ในพื้นที่ หรือที่เรียกว่าบับเบิ้ล ส่วนคนในพื้นที่จะต้องซีลให้ปลอดภัยคือทำงานกลับบ้านไม่ออกนอกพื้นที่ โดยยึดหลักให้อยู่ในบริเวณ 28 วัน หรือ 1 เท่าจากปกติ หากใช้วิธีนี้กับกรุงเทพมหานครด้วยจะทำให้ลดการระบาดได้
มาตรการทำการบับเบิ้ลแอนด์ซีล จะต้องแยกประชากรเป็น 4 กลุ่ม 1.กลุ่มติดเชื้อ 2.กลุ่มเสี่ยงสูง 3.กลุ่มเสี่ยงต่ำ และ4.กลุ่มทั่วไป หลังจากนั้นกำหนดพื้นที่ โดยต้องเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง หรือ กลุ่มเปราะบาง ต้องรีบคัดออกจากบับเบิ้ล อาหารการกิน ต้องมีการส่งเข้าไป หรือ เจ้าของกิจการดูแล มีระบบขนส่งระหว่างบับเบิ้ลกับจุดที่มีการซีล มีหน่วยความมั่นคง ไม่ให้คนในบับเบิ้ลออกนอกพื้นที่ หลังครบ 28 วัน จะเปลี่ยนจากตรวจหาเชื้อเป็นตรวจหาภูมิคุ้มกันแทน
ส่วนเรื่องการจัดการกับกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ที่มีทั้งกลุ่มที่ลงทะเบียนและไม่ลงทะเบียน ส่วนตัวนายแพทย์นเรศฤทธิ์มองว่า การนิรโทษอาจไม่ตอบโจทย์เสมอไป เพราะควรทำควบคู่ไปกับการสร้างเครือข่าย อาสาสมัครที่ส่วนใหญ่จะรู้จักและใกล้ชิดกับแรงงานเหล่านี้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตนของแรงงานที่อาจไม่ได้ลงทะเบียนอย่างถูกกฎหมายแต่จะทำให้ดูแลการแพร่ระบาดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ