สถาบันวัคซีนแห่งชาติ เปิดผลวิจัยการศึกษาล่าสุดของคณะผู้วิจัยภาควิชาโลหิตวิทยาและภูมิคุ้มกันวิทยา สถาบันการแพทย์ศึกษา Hannover Medical School ประเทศเยอรมนี ระบุถึง
ผลการสร้างภูมิคุ้มกันและประสิทธิผลของการฉีดวัคซีนโควิด-19 แบบผสม (mix and match) ต่อเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ดั้งเดิมและสายพันธุ์กลายพันธุ์ โดยใช้วัคซีนที่มีอยู่ในปัจจุบันอย่าง วัคซีนของแอสตร้าเซเนก้า และ วัคซีนของไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค
ซึ่งจากการศึกษาพบว่า เมื่อทำการทดสอบโดยการฉีดวัคซีนผสมสองชนิด (combination vaccine) ในกลุ่มอาสาสมัคร 88 คน คือ ให้วัคซีนแอสตร้าเซเนก้า ก่อนเข็มที่ 1 ตามด้วยไฟเซอร์เข็มที่ 2
ปรากฏว่า การฉีดวัคซีนผสมนี้ ให้ผลการสร้างภูมิคุ้มกันที่มากกว่าการฉีดวัคซีนแอสตร้าเซเนก้า 2โดส โดยมีค่าการกระตุ้นระดับของภูมิคุ้มกัน ต่อเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์พันธุ์อัลฟา สายพันธุ์พันธุ์แกมมา สายพันธุ์พันธุ์เบตา สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพิ่มระดับแอนติบอดีชนิด lgG ต่อโปรตีน spike ของไวรัส ได้มากถึง 11.5 เท่า เมื่อเทียบกับการฉีดวัคซีนชนิดเดียวกัน
จากผลการวิจัยข้างต้นชี้ให้เห็นว่า การผสมและการจับคู่วัคซีนในสัดส่วนที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสสายพันธุ์กลายพันธุ์ได้ เมื่อเทียบกับการฉีดวัคซีนยี่ห้อเดียวกัน
ขณะเดียวกัน การศึกษาของมหาวิทยาลัยอ็อกฟร์อด ยังพบว่า การฉีด วัคซีนผสมสองชนิด มีประสิทธิในการต่อต้านไวรัสโควิด-19 กลายพันธุ์ สายพันธุ์เดลตา และ แคปปา ซึ่งกำลังเป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล และมีความสามารถในการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในประเทศอินเดีย
ตรงกับผลการศึกษาโดย Public Health England (PHE) แสดงให้เห็นว่าการฉีดวัคซีนแอสตร้าเซเนก้า และ ไฟเซอร์มีแนวโน้มที่จะให้ประสิทธิผลในการป้องกันสายพันธุ์เดลตามากกว่าฉีดแบบดั้งเดิม