เด็กอ่อนติดโควิดในแคมป์ 10 วัน ไม่ได้เตียง

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาปัญหาผู้ป่วยรอเตียงรักษากลับมาอีกครั้ง ทีมข่าวพีพีทีวีพูดคุยกับคนงานในแคมป์ก่อสร้างแห่งหนึ่ง ระบุว่า นอกจากผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อเกือบ 70 คน ยังมีเด็กวัย 3 เดือน 5 เดือน และ 9 ขวบ ที่ติดเชื้อมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 วัน แต่ยังไม่มีรถมารับไปรักษา จนอาการทั้งแม่และเด็กแย่ลงเรื่อย ๆ

หญิงวัย 22 ปี บอกเล่าอาการของเธอและลูกชายวัย 5 เดือน หลังติดเชื้อโควิด-19 และต้องดูแลกันเองในแคมป์คนงาน ซอยวิภาวดี 20 มานานกว่า 10 วัน เธอมีอาการหายใจได้ไม่เต็มที่มาเป็นสัปดาห์แล้ว โดยเมื่อหายใจเข้าลึก ๆ จะเจ็บหน้าอก ขณะที่ลูกชายวัย 5 เดือนมีไข้สูง เธอได้ให้กินยาพาราเซตามอลชนิดน้ำ และแปะเจลลดไข้บรรเทาอาการ ระหว่างรอการส่งตัวไปรักษาในโรงพยาบาล

หญิงสาวรายนี้ เล่าว่า เธอเริ่มทราบผลว่าตัวเองติดเชื้อโควิด-19 หลังเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจคัดกรองเมื่อวันที่  17 มิถุนายน ที่ผ่านมาพร้อมสามี ลูกชายวัย 5 เดือน

จากนั้นก็พยายามสอบถามหัวหน้างานเรื่อยมา เรื่องความคืบหน้าในการประสานเตียง แต่ก็ได้คำตอบว่าเตียงยังไม่ว่าง โดยเมื่อวานนี้มีเจ้าหน้าที่ติดต่อมา บอกว่าจะส่งรถมารับไปรักษาช่วงเที่ยงวันนี้ เธอก็เก็บกระเป๋ารอ แต่รอจนถึงเย็นก็ยังไม่มีใครมารับ  โดยภายในแคมป์นอกจากลูกชายของเธอวัย 5 เดือนแล้ว ยังมีเด็กวัย 9 ขวบ และ 3 เดือน ที่ติดเชื้อและยังรอเตียงรักษาเช่นเดียวกัน

ขณะที่ นายสกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร วันนี้ลงพื้นที่แคมป์คนงานดังกล่าว พร้อมสำนักงานเขตจตุจักร ตำรวจ และทหาร ก่อนเปิดเผยว่า สภาพความเป็นอยู่ด้านใน ไม่น่ากังวล เพราะมีการแยกเต็นท์ระหว่างผู้ติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ โดยในแคมป์มีคนงานราว 200 คน ติดโควิด 72 คน มีเด็กเล็กด้วย แต่ทั้งหมดเป็นผู้ป่วยสีเขียว ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ทยอยนำส่งโรงพยาบาลสนามแล้วบางส่วน ยังเหลือรอนำส่งอีก 56 คน ที่จะมีการประสานส่งต่อไปยังโรงพยาบาลสนาม เขตหนอกจอก ที่ยังมีเตียงว่าง พร้อมรองรับผู้ป่วยสีเขียวเกือบ 100 เตียง โดยนายสกลธี ยืนยันว่าเตียงสำหรับผู้ป่วยสีเขียวใน กทม. ยังค่อนข้างว่างอยู่ แต่เตียงผู้ป่วยสีเหลืองและแดงเหลือน้อย ซึ่งในวันพรุ่งนี้ช่วงบ่ายจะมีการประชุมสรุปตัวเลขอีกครั้ง

ส่วนสถานการณ์เตียงโควิดในกทม. พบว่า ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง โฆษกกรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความระบุว่า กทม.มีแผนจะเพิ่มเตียงผู้ป่วยสีเหลืองและสีแดงอีก 526 เตียง ซึ่งในอาทิตย์นี้จะเริ่มเปิดรับผู้ป่วยวิกฤต ที่ รพ.สนามกองทัพบก มทบ. 11และ รพ.สนามราชพิพัฒน์ 1 ส่วนผู้ป่วยสีเขียว กทม.ร่วมกับโรงพยาบาลเอกชน ช่วยกันขยายเตียง จะเปิดให้ได้มากขึ้นอีก 1,694 เตียง

ขณะเดียวกันวันนี้กรมการแพทย์ปรับแนวทางการรักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ไม่แสดงอาการ หรือผู้ป่วยสีเขียว สามารถกักตัวได้ที่บ้าน หรือ Home Isolation ภายใต้การควบคุมของแพทย์ และพยาบาล ซึ่งจะช่วยทำให้โรงพยาบาลสามารถบริหารจัดการเตียงสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการหนักได้ 

เริ่มต้นจาก แพทย์จะเป็นผู้ประเมินผู้ป่วยก่อน ว่าจะสามารถทำ Home Isolation ได้หรือไม่ โดยผู้ป่วยจะต้องมีอายุน้อยกว่า 60 ปี เป็นผู้ป่วยกลุ่มสีเขียวไม่มีอาการ  สุขภาพแข็งแรง  อยู่คนเดียว แต่หากมีคนอยู่ด้วยต้องไม่เกิน 1 คน ไม่มีภาวะอ้วน น้ำหนักเกิน 90 กิโลกรัม และต้องไม่เป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง  ไตเรื้อรัง  หัวใจและหลอดเลือด หลอดเลือดสมอง และเบาหวานที่คุมน้ำตาลไม่ได้ ที่สำคัญผู้ป่วยจะต้องยินยอมที่จะรักษาตัวในบ้านก่อน

ส่วนแนวทางการรักษาขณะอยู่ที่บ้าน แพทย์จะส่งปรอทวัดไข้  เครื่องวัดระดับออกซิเจน ให้กับผู้ป่วยวัด แล้วส่งข้อมูลกลับมา รวมถึงยังมีระบบติดตามอาการผ่านระบบที่จะเห็นทั้งภาพและเสียง พร้อมสั่งจ่ายยาฟ้าทะลายโจรให้ผู้ป่วยไม่มีอาการ แต่เมื่อเริ่มมีอาการ ก็จะสั่งจ่ายยาฟาวิพิราเวียร์ เพื่อไม่ให้อาการแย่ลง นอกจากนี้ยังมีแนวคิด จัดส่งอาหารให้ 3 มื้อต่อวัน เหมือนรักษาที่โรงพยาบาล โดยโรงพยาบาลจะเซททีมดูแลผู้ป่วยขึ้นมาโดยเฉพาะ

ทั้งนี้ค่าอุปการณ์ทางการแพทย์ ค่ายา และค่าอาหารที่โรงพยาบาลจัดส่งให้กับผู้ป่วยระหว่างรักษาตัวที่บ้าน ทางโรงพยาบาลที่รักษาจะเบิกจ่ายกับ สปสช. ตามสิทธิ์ 30 บาท โดยค่าอุปกรณ์ไม่เกิน 1,100 บาท  ค่ายา และค่าอาหาร 3 มื้อ ไม่เกิน 1,000 บาทต่อวัน ส่วนกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่ไม่มีสิทธิ์การรักษา สิทธิ์ประกันยังอยู่ระหว่างการหารือ คาดจะได้ข้อสรุปเร็วๆนี้

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ ยอมรับว่า หากเป็นไปได้ ไม่อยากจะให้ผู้ป่วยโควิดรักษาตัวที่บ้าน เพราะแม้จะช่วยทำให้การบริหารจัดการเตียงสำหรับผู้ป่วยหนักทำได้ดีขึ้น แต่วิธีการนี้ก็มีข้อเสียเช่น ผู้ป่วยอาจแย่ลงระหว่างอยู่ที่บ้าน  สภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย และเชื้อมีโอกาสที่จะหลุดรอดออกไปได้ แต่เมื่อในพื้นที่กทม.เกิดวิกฤตเตียงไม่พอ จึงจำเป็นต้องทำ โดยจะนำร่องในพื้นที่โรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ และโรงเรียนแพทย์ก่อน  ซึ่งหากทำได้ก็จะช่วยทำให้สถานการณ์เตียงเริ่มดีขึ้นใน 1-2 สัปดาห์

นายแพทย์สมศักดิ์ ระบุว่า เมื่อเดือนเมษายน เคยนำวิธีนี้มาใช้แล้วที่โรงพยาบาลราชวิถีกับคนไข้ 18 คน พบว่า คนไข้ 16 คน อาการดีขึ้น ส่วนที่เหลืออีก 2 คน อาการแย่ลง จึงต้องรีเฟอร์กลับมาที่โรงพยาบาล จนอาการดีขึ้น จึงขอให้มั่นใจว่า มีความปลอดภัย ส่วนผู้ที่อยู่ในชุมชน หรือ ที่อยู่อาศัยไม่เอื้อต่อการแยกกักตัว ก็จะมีการให้ทำจุดพักคอย หรือ Community isolation ซึ่งจะมีการประสานกับกลุ่มจิตอาสาและผู้นำชุมชน ร่วมกันดูแล

นอกจากนี้ยังมีข้อปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยที่รักษาตัวในบ้าน โดยระหว่างรักษา ขอให้งดเยี่ยม  ไม่เข้าใกล้ผู้สูงอายุ และเด็ก  แยกห้องพัก ของใช้ส่วนตัว หากแยกไม่ได้นอนให้ห่าง เปิดหน้าต่าง ไม่เปิดแอร์  ไม่กินข้าวด้วยกัน  สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่จะออกมาจากห้อง  ล้างมือทุกครั้งที่สัมผัสกับผู้อื่น หรือของใช้ที่ต้องใช่ร่วมกับผู้อื่น แยกซักเสื้อผ้า แยกห้องน้ำ หากแยกไม่ได้ให้เข้าคนสุดท้าย และล้างให้สะอาด

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่าวันนี้จะไปหารือกับเจ้าของพื้นที่ตั้งโรงพยาบาลบุษราคัมเพื่อขอเงื่อนไขในการใช้พื้นที่ต่อ ซึ่งสามารถใช้พื้นที่นี้ได้ถึงสิ้นเดือนสิงหาคม และตอนนี้จะเปิดฮอลล์เพิ่มเพื่อขยายเตียงให้ได้อีกหลายพันเตียง รวมทั้งกองทัพที่ใช้พื้นที่มณฑลทหารบกที่ 11 จัดตั้งเป็นโรงพยาบาลสนาม จะมีการตั้งเตียง Cohort-ICU เพิ่มด้วย คาดว่ารองรับได้อีกประมาณ 180 เตียง

ส่วนเรื่องยาฟาวิพิราเวียร์ที่ใช้ดูแลผู้ป่วยโควิด-19 นายอนุทินยืนยันว่ามีเพียงพอแน่นอน ล่าสุดได้รับรายงานจากองค์การเภสัชกรรมว่า ภายในเดือนกรกฎาคมนี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จะอนุญาตให้องค์การเภสัชกรรมสามารถผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ได้ และเมื่อได้รับอนุญาตจาก อย.แล้วจะสามารถผลิตได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้ โดยตั้งชื่อว่า ฟารเวียร์ อัตรากำลังการผลิตในช่วงแรกอยู่ที่เดือนละ 2 ล้านเม็ด เป็นส่วนเสริมกับที่สั่งนำเข้ามา เพราะหากใช้ที่ผลิตเองอย่างเดียวอาจจะไม่พอ น่าจะทำให้ภารกิจเรื่องของเวชภัณฑ์เป็นสิ่งที่ไม่น่าห่วง

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ