ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปยังเคหะคลอง4 ลำลูกกา สถานที่แห่งนี้เป็นคลัสเตอร์ใหม่ที่มีผู้ป่วย 100 กว่าราย และยังไม่ได้รับการตรวจหาเชื้ออีกหลายราย เคหะลำลูกกานี้มีทั้งหมด 240 ห้อง จากการสอบถามข้อมูลจากนิติบุคคลได้ข้อมูลว่า มีผู้ป่วยติดโควิดห้อง 408 ที่อาศัยกันอยู่ 4 คน พ่อแม่ลูกมีอาการหนักเกือบทั้งครอบครัว มีเด็ก 7 เดือนมีอาการหยุดหายใจไป 5 นาที และแม่เด็กเริ่มหายใจเองไม่ได้
ทางนิติบุคคลจึงติดต่อโรงพยาบาลให้มารับไปรักษาแต่ก็ไร้ผล จึงประสานทีมงาน”สายไหมต้องรอด”ให้เข้ามาดูอาการก่อน จากนั้นทีมงานสายไหมต้องรอดได้เข้ามาดูอาการทันที
นายชัย เล่าให้ฟังว่า พวกเราเป็นชาวไทยใหญ่ติดโควิดกันทั้งครอบครัว 4 คน ตนเองอายุ 40 ภรรยาอายุ 38 ลูกคนโตอายุ 4 ขวบ ลูกคนเล็กอายุ 7 เดือน ติดเชื้อมาแล้ว 1 อาทิตย์ ได้แต่นอนเก็บตัวอยู่ภายในห้อง คนที่มีอาการหนักคือเด็ก 7 เดือน มีอาการตัวร้อนจนช็อกหมดสติไป 5 นาที ตนเองจึงอุ้มลูกขึ้นมาเขย่าๆอยู่สักพักลูกจึงมีสติดกลับคืนมา ส่วนภรรยาก็มีอาการหายใจไม่สะดวกเริ่มหายใจเองไม่ได้ จตนเองจึงวิ่งไปแจ้งนิติบุคคลให้ทราบในเรื่องนี้ เพื่อให้นิติบุคคลช่วยประสานหน่วยงานต่างๆเข้ามารักษาภรรยาและลูก จากนั้นก็มีทีมงานสายไหมต้องรอด เข้ามาดูอาการและนำเครื่องออกซิเจนมาใส่ให้ลูกกับภรรยา และพาไปรักษาต่อที่โรงพยาบาล
นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ แอดมินเพจsurviveสายไหมต้องรอด กล่าวว่า ได้รับแจ้งจากนิติบุคคลว่ามีเด็ก 7 เดือนหยุดหายใจไป 5 นาที แต่ผู้เป็นพ่อจับตัวเด็กเขย่าๆจนตัวเด็กฟื้นขึ้นมา ทางทีมเราจึงลงพื้นที่พร้อมอุปกรณ์ถังออกซิเจนทันที ไปถึงพบเด็ก 7 เดือนมีอัตราการเต้นของหัวใจเร็วผิดปกติ ส่วนแม่เด็กมีค่าออกซิเจนในเลือดต่ำมาก ต้องนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน จากการสอบถามประวัติข้อมูลของผู้ป่วย ปรากฎว่าทั้งครอบครัวเป็นชาวไทยใหญ่ จึงทำให้ไม่มีสิทธิ์การรักษาที่โรงพยาบาลไหน ได้แต่นอนเก็บตัวกันอยู่ในห้อง ทางทีมงานเราติดต่อโรงพยาบาลทันทีให้รอรับผู้ป่วย เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้ที่ห้องแม่กับเด็ก 7 เดือนน่าจะไม่รอด