เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย อาจทำให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่รู้สึกไม่สบาย ภูมิคุ้มกันร่างกายลดลง จนทำให้เป็นหวัดได้
โรคหวัด เป็นโรคยอดฮิตของคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะในเด็กเล็ก สามารถเป็นได้ในทุกช่วงเวลาของปี โดยสาเหตุของหวัด ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งสามารถหายได้เองด้วยภูมิคุ้มกันของร่างกาย มีเพียงส่วนน้อยประมาณร้อยละ 5-10 เท่านั้นที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
สำหรับโรคหวัดที่แพทย์หมายถึง คือ คนไข้มีอาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน คือ ส่วนอยู่เหนือเส้นเสียงในหลอดลมขึ้นมา จนถึงช่องคอและจมูก เช่น มีน้ำมูก คัดจมูก จาม คัน ระคายคอ มีเสมหะ เสียงแหบ เป็นต้น ซึ่งบางครั้งก็จะมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น เป็นไข้ คลื่นไส้ เวียนหัว เบื่ออาหาร ซึ่งอาการของแต่ละคนก็จะแตกต่างกันไป อาจจะปรากฎแค่บางอาการตามที่กล่าวมา หรืออาจะมีอาการร่วม c]tปกติอาการมักไม่รุนแรง หายได้เองใน 7-10 วัน ยกเว้นอาการไอที่อาจนานได้ถึง 2-3 สัปดาห์
อย่างไรก็ตาม ก็มีความเชื่อผิด ๆ ที่ว่า เมื่อเราเป็นหวัด ให้นำน้ำแข็งก้อนมาประคบที่ท้ายทอย จะช่วยรักษาได้นั้น แต่ว่าข้อเท็จจริงแล้ว การวางน้ำแข็งบนท้ายทอย “ไม่ได้ช่วยให้หายหวัดได้”
ซึ่งน้ำแข็งประคบ สามารถใช้เพื่อรักษาในบางอาการ เช่น คอเคล็ด นอนตกหมอน หรือลดอาการอักเสบและอาการปวดในระยะเริ่มแรก แต่ไม่เหมาะที่จะทำต่อเนื่องในระยะยาว เพราะถ้าความเย็นเข้ามากระทบในขณะที่ร่างกายอ่อนแอ จะส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดติดขัด อาจเป็นอีกสาเหตุที่ก่อให้เกิดอาการปวดเรื้อรังและเจ็บป่วยตามมา
การดูแลเบื้องต้นเมื่อเป็นหวัด
สามารถทำได้โดย ดื่มน้ำมากๆ พักผ่อนให้เพียงพอ สำหรับการกินยาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ยาลดไข้ ยาลดน้ำมูก หรือ ยาบรรเทาอาการอื่นๆ ควรกินเมื่อมีอาการเท่านั้น เนื่องจากหวัดที่เกิดจากเชื้อไวรัสสามารถหายได้เอง
อาการหวัดแบบไหน ที่ควรไปพบแพทย์
1. เป็นไข้เจ็บคอ ที่สงสัยว่าเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ได้แก่ ไข้สูง ไม่ไอ เจ็บคอมาก มีจุดสีขาวที่ทอนซิล หรือต่อมน้ำเหลืองที่ขากรรไกรโตกดเจ็บ
2. มีอาการที่สงสัยภาวะติดเชื้อแทรกซ้อน เช่น อาการไม่ดีขึ้นภายใน 7 วัน มีไข้สูงขึ้น ไอหรือเสมหะมากขึ้น เจ็บบริเวณใบหน้า หอบเหนื่อย เป็นต้น
3. มีอาการที่สงสัยว่าเป็นไข้เลือดออก คือ มีไข้สูงกว่า 40 องศาเซลเซียส และปวดเมื่อยกล้ามเนื้อค่อนข้างมากกว่า มีจุดเลือดออก และในบางรายที่มีอาการรุนแรงมากๆ อาจพบอาการซึม เหงื่อออก มือเท้าเย็น ชีพจรเต้นเบาแต่เร็ว ปวดท้องโดยเฉพาะบริเวณใต้ชายโครงขวา ปัสสาวะลดลง อาจถึงกับช็อกได้
ที่มา รพ.วิชัยยุทธ,คณะกรรมการอาหารและยา