ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายคนใช้ชีวิตอยู่กับสังคมก้มหน้า ติดอยู่หน้าจอโทรศัพท์ , คอมพิวเตอร์ ชีวิตจึงมีความเสี่ยงด้าน “โรคตา” และจากการศึกษาพบว่ากลุ่มคนวัยทำงานมีแนวโน้มที่เกิด “ภาวะน้ำวุ้นตาเสื่อม” มากขึ้น
โดยปกติลูกตาจะมีวุ้นตา (Vitreous) อยู่ภายในช่องตาส่วนหลังเพื่อคงรูปร่างของลูกตา ตั้งแต่เกิดวุ้นตาจะมีลักษณะเป็นเจลหนืด ใส ยึดติดกับจอตาที่บุอยู่ภายในลูกตาโดยรอบ ซึ่ง 99% ของวุ้นตาเป็นน้ำ
ส่วนที่เหลือประกอบด้วยโปรตีน เส้นใย เช่น คอลลาเจน กรดไฮยาลูโรนิก และสารเกลือแร่ต่าง ๆ เมื่อเข้าสู่วัยกลางคนหรืออาจจะเร็วขึ้นในบางภาวะ วุ้นตาจะเสื่อมตัวกลายสภาพเป็นน้ำ เส้นใยไฟเบอร์ขนาดเล็กในตาจะหดจับกันเป็นก้อนตะกอนขุ่น และวุ้นตาจะลอกออกจากผิวจอตา ทำให้เห็นเป็นเงาดำ อาจเป็นจุดเล็ก ๆ เส้น ๆ หรืออาจเป็นวง ๆ ลอยไปมาในตา เรียกภาวะนี้ว่า Posterior Vitreous Detachment (PVD) ซึ่งเกิดจากการหลุดลอกของวุ้นตาที่เกาะอยู่เป็นวงรอบขั้วประสาทตา
ขณะที่วุ้นตาลอกตัวจากจอตา อาจมีการฉีกขาดของหลอดเลือดบริเวณจอตา ทำให้มีเลือดออกในวุ้นตาและเกิดเป็นเงาดำบังการมองเห็นบางส่วน หรือหากมีการดึงรั้งของวุ้นตาที่จอตาบางบริเวณที่ยึดติดแน่น อาจทำให้เกิดการฉีกขาดที่จอตา พบได้ 10 – 20% ของผู้ป่วยที่มีอาการวุ้นในตาเสื่อม ซึ่งมักทำให้มีอาการเห็นแสงไฟวาบขึ้นในตา โดยจะเห็นชัดเจนในที่มืด หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาจะนำไปสู่ภาวะจอตาหลุดลอก (Retinal Detachment) ซึ่งอาจมีอาการเห็นคล้ายม่านบังตาบางส่วน และทำให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้
ส่วนปัจจัยเสี่ยงอื่นๆที่เป็นสาเหตุให้ “วุ้นตาเสื่อม” อาจเกิดจาก สายตาสั้น เคยมีอุบัติเหตุที่ตา อายุที่มากขึ้น เบาหวานขึ้นจอตา
สำหรับการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะวุ้นตาเสื่อม เราควรหลีกเลี่ยงการใช้สายตาเป็นเวลานานๆ พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ และที่สำคัญต้องรู้จักใช้ดวงตาอย่างทะนุถนอม อย่างไรก็ตามเมื่อเริ่มสังเกตเห็นอาการผิดปกติควรพบจักษุแพทย์อย่างเร่งด่วนเพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุอื่นๆที่อาจเกี่ยวข้องและเข้ารับการรักษาที่เหมาะสมโดยเร็วที่สุด
ขอขอบคุณข้อมูลสุขภาพจาก : ศูนย์จักษุ โรงพยาบาลกรุงเทพ