1. ต้อหิน
นี่คือโรคที่ไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า เกิดจากความเสื่อมของเส้นประสาทตาส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นได้ในที่สุด ส่วนอาการที่สามารถสังเกต ได้แก่ หากเป็นต้อหินแบบเฉียบพลัน จะปวดตา ตามัวลง และเห็นรุ้งรอบดวงไฟ อาจมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วยได้ แต่ความน่าสนใจของโรคต้อหิน คือผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยไม่มีอาการเลย เหมือนภัยเงียบค่อย ๆ ทำลายเส้นประสาท
2. ต้อกระจก
เป็นภาวะที่เลนส์ตามีความขุ่นมัว ทำให้แสงผ่านเข้าดวงตาลดลง มีผลให้จอประสาทตารับภาพได้ไม่ชัดเจน การมองเห็นก็จะลดลงเรื่อย ๆ สามารถเกิดขึ้นได้ทุกวัย อาการที่สังเกตได้คือ ตาจะค่อย ๆ พร่ามัวลงเหมือนมีหมอกหรือฝ้าบัง เห็นภาพซ้อน เห็นแสงไฟกระจาย มองภาพเป็นสีเหลืองหรือสีผิดเพี้ยนไป อาจมีค่าสายตาเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
3. ต้อเนื้อ ต้อลม
โรคนี้มีความสัมพันธ์กับแสงแดด ทำให้เยื่อบุตาเสื่อมสภาพลง พบบ่อยในผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง โดยความเสื่อมสภาพของเยื่อบุตา ทำให้มีเนื้อเยื่อผิดปกติเป็นเยื่อสีแดงยื่นเข้าไปในตาดำเป็นรูปสามเหลี่ยม ค่อย ๆ ลุกลาม ถ้าเป็นมากใกล้หรือบังปิดรูม่านตา การมองเห็นจะผิดปกติ มีสายตาเอียงมากขึ้นหรือตามัวลงมาก ส่วน ต้อเนื้อพบบริเวณหัวตามากกว่าหางตา ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นคือ ตาแดง ระคายเคือง ไม่สบายตา ถ้าเป็นมากจะเห็นภาพไม่ชัด ส่วนต้อลม (Pinguecula) คือ การเสื่อมสภาพเช่นเดียวกับต้อเนื้อ แต่ยังไม่ลุกลามเข้าตาดำเป็นอยู่บริเวณเยื่อบุตาเท่านั้น จึงมีอาการแค่ระคายเคือง แต่ตาไม่มัวลง
4. วุ้นในตาเสื่อม
โดยปกติแล้วภาวะวุ้นในลูกตาเสื่อมมักเกิดขึ้นกับผู้ที่มีอายุมากตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบันพบว่าภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นกับคนทำงานออฟฟิศมากขึ้น วุ้นตา มีลักษณะเป็นเจลหนืดใสเหมือนวุ้นอยู่ภายในส่วนหลังของลูกตาโดยอยู่ติดกับจอประสาทตาที่ล้อมรอบมันอยู่ เมื่อวุ้นตาเสื่อม (Vitreous Degeneration) น้ำวุ้นในตามีการเปลี่ยนสภาพ บางส่วนจะกลายเป็นของเหลวและบางส่วนจับเป็นก้อนหรือเป็นเส้นเหมือนหยากไย่ และวุ้นตาอาจจะหดตัวลอกออกจากผิวจอประสาทตา ทำให้มองเห็นเป็นเงาดำ จุดเล็ก ๆ เส้น ๆ
วง ๆ หรือเส้นหยากไย่ลอยไปลอยมา ขยับไปมาได้ตามการกลอกตา หรือมีแสงวาบคล้ายฟ้าแลบหรือแสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูป
หากปล่อยทิ้งไว้ไม่เข้ารับการรักษาอาจร้ายแรงถึงขั้นจอประสาทตาฉีกขาด หลุดลอก และสูญเสียการมองเห็นถาวรได้
5.จอประสาทตาเสื่อมตามวัย
ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าตามวัย โรคนี้จะเกิดขึ้นตามวัยที่สูงขึ้น จะพบมากในผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยเกิดจากจุดรับภาพบริเวณกลางจอประสาทตาเสื่อม อาการที่สังเกตได้คือ มองภาพไม่ชัด มองเห็นบิดเบี้ยว ตาพร่ามัว มีจุดดำหรือเงาตรงกลางภาพ ซึ่งจอประสาทตาเสื่อมเป็นโรคที่ต้องรีบทำการรักษากับจักษุแพทย์โดยเร็วเพื่อรักษาและช่วยควบคุมไม่ให้การมองเห็นแย่ลงจนรบกวนคุณภาพชีวิต
6.เบาหวานขึ้นตา
พบในผู้ป่วยเบาหวาน โดยมีสาเหตุมาจากการที่น้ำตาลในเลือดสูง ทำให้หลอดเลือดและระบบประสาทเสื่อมลง ส่งผลให้ชั้นจอประสาทในลูกตาเกิดความเสื่อม ถ้าทิ้งไว้ไม่ได้รับการรักษาจะทำให้ตามัวและตาบอดได้ ความน่าสนใจของโรคนี้คือ ผู้ป่วยเบาหวานบางคนไม่เคยตรวจตาเลยจึงไม่ทราบว่าการมองเห็นแต่ละข้างเป็นอย่างไร เพราะโดยรวม 2 ข้างยังมองยังเห็นอยู่ แต่อาจมีด้านหนึ่งที่แย่กว่าแล้ว และบางคนรู้สึกว่ามองเห็นโดยรวมยังปกติจึงไม่มาพบจักษุแพทย์ ทำให้บางครั้งรักษาช้าเกินไปและตาบอดได้ในที่สุด
7.ตาแห้ง
เป็นโรคตาที่พบได้บ่อยในกลุ่มสูงวัยและในวัยทำงาน โดยมีกลไกการทำงานผิดปกติของต่อมไขมันที่เปลือกตา โดยเฉพาะการใส่คอนแทคเลนส์ การใช้หน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์นาน ๆ หากปล่อยไว้ไม่ได้รักษาอาจทำให้การมองเห็นมัวลง มีการอักเสบของเยื่อบุตาหรือกระจกตา การรักษาตาแห้งขึ้นกับสาเหตุ มักต้องใช้น้ำตาเทียมร่วมด้วย ปรับพฤติกรรมการใช้งาน หรือประคบอุ่น นวดและทำความสะอาดเปลือกตากรณีมีเปลือกตาผิดปกติ
8.ตาบอดสี
เป็นความบกพร่องในการแยกแยะความแตกต่างของสี เช่น ตาบอดสีแดงกับเขียวอาจเห็นเป็นสีเทา ไม่สามารถบอกสีได้ถูกต้อง หรือตาบอดสีแบบไม่เห็นสีอาจเห็นแค่สีขาวกับดำ ความน่าสนใจของโรคนี้คือ ผู้ชายมีโอกาสเป็นตาบอดสีมากกว่าผู้หญิงและจะรู้ว่าตาบอดสีต่อเมื่อได้รับการตรวจกับจักษุแพทย์ ที่สำคัญตาบอดสีไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด อาจเกิดจากกรรมพันธุ์แต่กำเนิดได้เช่นกัน
เฉลย....แบบทดสอบตาบอดสี ที่คนสายตาปกติ กับตาบอดสีจะอ่านไม่เหมือนกัน
อย่างไรก็ตาม เพราะดวงตาเป็นอวัยวะที่เปราะบาง และต้องการการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ ราควรเริ่มต้นดูแลดวงตาวันนี้ รวมถึงปรึกษากับจักษุแพทย์ที่มีความชำนาญและมากประสบการณ์จะช่วยให้เรามองเห็นโลกได้สดใสไปอีกนาน
ขอขอบคุณข้อมูลสุขภาพจาก : ศูนย์จักษุ โรงพยาบาลกรุงเทพ