เปิดไทม์ไลน์ นักบินโคลัมเบียติดเชื้อ “โอมิครอน” ก่อนแพร่ภรรยาชาวไทย

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ก่อนหน้านี้ที่มีรายงานว่าพบผู้ติดเชื้อโอมิครอนแล้วหลายราย แต่นั่น คือ คนที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ล่าสุดกระทรวงสาธารณสุข แถลงในวันนี้ ว่าพบผู้ติดเชื้อโอไมครอนรายแรกในไทยแล้ว นั่นหมายถึง คนที่ไม่ได้มีการเดินทางไปต่างประเทศเลย แต่เป็นการติดเชื้อในประเทศ

"เช็ก 5 อาการโอมิครอน" ที่แพทย์ตรวจพบในกลุ่มผู้ติดเชื้อโควิด

โดย นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผู้อำนวยการกองโรคระบาด ระบุว่า พบหญิงไทย อายุ 49 ปี ติดเชื้อจากสามีที่เป็นนักบิน สัญชาติโคลัมเบีย โดยสามีวัย 61 ปี มีโรคประจำตัวคือเบาหวาน ได้รับวัคซีนแอสตร้าเซเนก้า 2 เข็ม เดินทางจากไนจีเรียเข้าไทย ผ่านระบบ sandbox ที่ กทม. เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ผลตรวจเบื้องต้น RT-PCR ไม่พบการติดเชื้อ หลังจากนั้น ก็อยู่ในระบบ sandbox ที่โงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ที่สามารถเดินทางออกนอกโรงแรมได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุม

 

ไทม์ไลน์นักบินชาวโคลัมเบียผู้ติดเชื้อ "โอมิครอน" ก่อนแพร่ต่อภรรยาชาวไทย

วันที่ 29 เช่ารถมอเตอร์ไซค์ขับขี่เอง เพื่อไปตรวจตาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง มีไปซื้อของ ร้านค้าใกล้โรงแรม ขี่มอร์เตอร์ไซค์ไปรับประทานข้าวเที่ยง ในห้างแห่งหนึ่ง

วันที่ 30 พฤศจิกายน อยู่ในโรงแรม ตลอด

วันที่ 1 ธันวาคม เดินทางไปที่ รพ.เอกชนแห่งหนึ่ง เพื่อเข้ารับวัคซีนไฟเซอร์ เข็ม3 หลังจากนั้น เริ่มมีไข้ตัวร้อน จึงตรวจ ATK ผลเป็นลบ ต่อมา

วันที่ 2 ธันวาคม จึงไปพบแพทย์ที่ รพ.อีกครั้ง โดยผลตรวจไวรัสอื่นให้ผลลบทั้งหมด ผลเอกซเรย์ปอดปกติ

วันที่ 3 เป็นวันที่ชายคนนี้อยู่ในระบบแซนด์บ็อกซ์ ครบ 7 วันตามโปรแกรมของการกักตัว ออกจากสถานที่กักตัวโดยรถโรงแรมไปส่ง มีแวะร้านสะดวกซื้อ ก่อนจะไปสั่งที่บ้าน ที่ จ.ปทุมธานี อยู่กับภรรยา ต่อมา

วันที่ 4 ธันวาคม ชายชาวโคลัมเบียรายนี้ เริ่มมีอาการไข้ ไอเจ็บคอ อ่อนเพลียมากขึ้น แต่ทว่าเมื่อตรวจ ATK ผลยังเป็นลบอยู่

วันที่ 7 ธันวาคม อาการเริ่มเหนื่อยมากขึ้นแต่ยังมีสติ เดินทางได้ ภรรยาพานั่งแท็กซี่ไป รพ. ขณะที่ผลตรวจ RT-PCR ออกมาพบว่าติดเชื้อ เป็นบวก ซึ่งแพทย์สงสัยว่าจะเป็นสายพันธุ์โอมิครอน จึง ส่งตรวจสายพันธุ์  จากนั้น ภรรยาที่เป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูงก็ให้กลับไปกักตัวที่บ้าน

วันที่ 10 ธันวาคม ไปตรวจ RT-PCR ผลของภรรยา เป็นบวก และในวันเดียวกันนั้นเอง ผลตรวจสายพันธุ์ของของสามีออกมาว่าเป็นโอไมครอน จึงมีการตรวจหาโอไมครอนในภรรยาด้วย หลังจากนั้น พบว่าเป็นโอไมครอนเช่นเดียวกัน และมีการยืนยันว่าเป็นโอไมครอนทั้งคู่


นพ.จักรรัฐ กล่าวต่อว่า ดังนั้น หญิงไทยรายนี้น่าจะเป็นการติดเชื้อโอไมครอนในประเทศเป็นรายแรก โดยติดเชื้อจากสามีที่เดินทางจากต่างประเทศและ ส่วนผู้สัมผัสบนเครื่องบินของสามี ไม่มี เนื่องจากนั่งห่างกันตามมาตรการ อย่างไรก็ตาม ผู้สัมผัสเสี่ยงสูงของภรรยารายนี้คือ คนขับแท็กซี่ไปส่งรพ. การตรวจ RT-PCR ให้ผลลบ และอยู่ระหว่างการกักตัว 14 วัน และตรวจยืนยันครั้งที่ 2 คาดว่าผลออกพรุ่งนี้ เบื้องต้น อาการของสามีขณะที่อยู่รพ. มีอาการเชื้อลงปอด อาการหนักขึ้น แต่ไม่ได้ใส่ท่อช่วยหายใจ ทั้งนี้ ล่าสุด อาการดีขึ้นแล้ว ส่วนภรรยา ได้รับวัคซีนแอสตร้าฯ 2 เข็มแล้ว และไม่มีอาการรุนแรงมาก

 

คลัสเตอร์แสวงบุญ พบติดเชื้อโอมิครอนเพียบ

นอกจากผู้ติดเชื้อโอมิครอนในประเทศไทยรายแรกแล้ว ยังมีคลัสเตอร์ของผู้ติดเชื้อที่เดินทางกลับมาจากการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา จากซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเข้าข่ายติด เชื้อโอมิครอน 2 คลัสเตอร์ด้วยกัน  โดยคลัสเตอร์ แรก เป็นคลัสเตอร์ของผู้เดินทางกลับมาจากการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา จากซาอุดิอาระเบีย 3 ราย ที่เดินทางเข้ามาทางภาคใต้ จ.ภูเก็ต โดยการสอบสวนโรคพบว่าวันที่ 13-14 ธ.ค. 64 มีผู้เดินทางกลับมาจากซาอุดิอาระเบียทั้งสิ้น 133 ราย ที่จังหวัดภูเก็ต ในระบบ Test & Go ถือเป็นผู้สัมผัสทั้งหมด จากการตรวจ RT-PCR รอบแรกพบติดเชื้อ 3 ราย ในจำนวนนี้เป็นเชื้อเดลตา 2 ราย เป็นเพศชาย สัญชาติไทย อายุ 48 ปี และหญิงไทยอายุ 40 ปี ส่วนอีก 1 รายพบเป็นสายพันธุ์โอไมครอน เป็นชายไทยอายุ 36 ปี โดยมีอาการวันที่ 13 ธ.ค. เริ่มจาก ปวดศีรษะ คัดจมูก มีประวัติได้รับวัคซีน 3 เข็มแล้ว เป็น ซิโนแวค ซิโนแวค และไฟเซอร์ ทั้งนี้ พบผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 1 ราย ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมห้องนอนระหว่างทำกิจกรรม ขณะนี้รักษาตัวที่รพ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี



ส่วนคลัสเตอร์ที่สอง ถือว่าเป็นโอมิครอรที่มีขนาดใหญ่ คือ เป็นคณะที่เดินทางไปแสวงงบุญที่ ซาอุดิอาระเบีย เช่นกัน แต่คนละวัน โดยคณะนี้เดินทางมาทั้งหมด 31 คน กลับเข้าไทยในระบบ Test and Go เบื้องต้นพบผู้ ติดเชื้อโควิค 14 ราย อยู่ระหว่างการตรวจหาสายพันธุ์ ซึ่งสงสัยว่าจะเป็นเชื้อโอไมครอนทั้งหมด ขระที่ เมื่อวานนี้ มีการติดตามตรวจหาเชื้อเพิ่มเติม ซึ่งพบติดเชื้อเพิ่มอีก 2 ราย ซึ่งในคลัสเตอร์นี้มีการกระจายกักตัวไปใน 4 จังหวัด ได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี อยุธยา และนครราชสีมา

 

ญาติผู้ติดเชื้อ "โอมิครอน" ขอชุมชนอย่าตกใจ

ที่จังหวัดนนทบุรี ทีมข่าวได้ลงพื้นที่ ตำบลท่าอิฐ อำเภอปากเกร็ด ซึ่งบ้านของหนึ่งในผู้ที่เดินทางไปแสวงบุญ ที่ประเทศซาอุฯ แต่ปรากฎว่าที่บ้านปิดไม่มีใครอยู่ พบแต่เพียงญาติของผู้ติดเชื้อที่อยู่บ้านใกล้เคียง เล่าว่า คนในชุมชนที่ไปแสวงบุญในทริปนี้ ติดเชื้อ 7 คน ส่วนอีก 6 คน ถูกกักตัวอยู่ ยังไม่มีใครเดินทางกลับมาบ้าน ก็ไม่อยากให้คนในชุมชนตกใจ

เช่นเดียวกับ นายสุริยะ ปานพุ่ม อายุ 64 ปี เพื่อนบ้านผู้ติดเชื้อ บอกว่าได้วิดีโอคอลคุยกับกลุ่มผู้ติดเชื้อแล้ว ทุกคนไม่มีอาการอะไรมากนัก เหมือนกับเป็นไข้หวัดธรรมดา

จะเห็นได้ว่า สายพันธุ์โอมิครอน กำลังรุกคืบเข้ามาใกล้ตัวเราเข้าไปทุกที โดยใน การแถลงข่าวอัพเดตสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนในไทย วันนี้ นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ระบุว่า หากรวบรวมข้อมูลจนถึงเมื่อวานนี้ พบการติดเชื้อโอไมครอนแพร่กระจายไปแล้วอย่างน้อง 89 ประเทศ ซึ่งความจริงอาจมีมากกว่านี้ เนื่องจากบางประเทศไม่มีขีดความสามารถในการถอดรหัสพันธุกรรม

 

พบ โอมิครอน ในคนเดินทางเข้าประเทศ 63 ราย

สำหรับประเทศไทยและจากการถอดรหัสพันธุกรรมในสัปดาห์ที่ผ่านมา พบสายเดลต้า 1,541 ราย เบต้า 1 ราย ขณะที่ สายพันธุ์โอไมครอน 52 ราย รวมของเดิม 9 ราย เป็น 63 ราย โดยในจำนวนนี้ เป็นการคอนเฟิร์มด้วยการตรวจยืนยัน 20 ราย คิดเป็น 0.13% ของสัดส่วนสายพันธุ์ในไทย แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตว่า ช่วงหลังโอไมครอนเพิ่มขึ้นค่อนข้างรวดเร็ว สัดส่วนที่ตรวจพบในไทยเพิ่มขึ้น 3% กว่าจากสัปดาห์ที่แล้วที่ไม่ถึง 1% ซึ่งยังเป็นการเดินทางเข้ามาจากต่างประเทศที่เราตรวจจับได้เช่น สนามบินสุวรรณภูมิ

 

สธ.ชี้อาจต้องทบทวน ระบบTeast&Go หวั่น “โอมิครอน” หลุด

และจากการที่พบสายพันธุ์ โอมิครอนมากขึ้น และมีบางราย ที่ตรวจด้วย RT-PCR 72 ชั่วโมงก่อนเดินทาง และเมื่อมาถึงประเทศไทยตามระบบแซนด์บ็อกซ์ (Sand box) ก็ยังปรากฎผลลบ จนผ่านไปอีก2-3 วันเมื่อตรวจซ้ำ กลับพบติดเชื้อได้ ซึ่งจากกรณีเช่นนี้ น่าจะนำไปสู่การพิจารณา ระบบ Test and go แบบเดิมซึ่งอาจจะมีกรณีที่หลุดแบบนี้ ได้

และในส่วนของเป้าหมายการฉีดวัคซีน วันนี้กระทรวงสาธารณสุขเผยว่า ไทยบรรลุเป้าหมายการฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้ครบ 100 ล้านโดสแล้ว เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. เดินหน้าให้บริการฉีดต่อเนื่อง เร่งรณรงค์ให้ประชาชนที่ฉีดวัคซีนชนิดเดียวกันครบ 2 เข็ม ตั้งแต่ช่วงแรกจนถึงเดือนก.ย.ฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน


นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดเป้าหมายการฉีดวัคซีนโควิด-19 แก่ประชาชน ให้ได้ 100 ล้านโดส เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกัน ช่วยลดการป่วยหนักและเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 นั้น ข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ที่รายงานผ่านสำนักตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2564 สามารถฉีดวัคซีนได้บรรลุเป้าหมายแล้ว มียอดการฉีดวัคซีนสะสมอยู่ที่ 100,054,961 โดส ครอบคลุมประชากรตามทะเบียนราษฎร์และประชากรแฝงซึ่งมี 72 ล้านคนดังนี้

  • เข็มที่ 1 จำนวน 50,553,268 คน คิดเป็น 70.21%
  • เข็มที่ 2 จำนวน 44,378,448 คน คิดเป็น 61.63%

อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุข จะยังคงเดินหน้าจัดบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง และให้หน่วยงานสาธารณสุขเร่งค้นหาผู้ที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน โดยเฉพาะกลุ่ม 608 เพื่อสื่อสารทำความเข้าใจถึงประโยชน์ของวัคซีนและให้เข้ารับการฉีด ร่วมมือกับฝ่ายปกครองและท้องถิ่นจ้ดบริการเชิงรุกในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก เช่น
ชุมชนชาวเขา กลุ่มผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงที่ไม่สามารถเดินทางเองได้ รวมถึงเปิดโอกาสให้กลุ่มแรงงานต่างด้าวทั้งที่ได้รับอนุญาตแล้วและยังไม่ได้รับอนุญาต เข้ารับการฉีดวัคซีนให้มากที่สุด เพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ประชากรทุกกลุ่มที่อยู่ในประเทศ

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ