คำยืนยันจาก นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ที่ระบุว่า อาหารทะเลที่จังหวัดระยอง ในเวลานี้ ยังรับประทานได้ เพียงแต่ขอให้มีการปรุงสุก เพราะมั่นใจว่า เจ้าหน้าที่จะจัดการปัญหานี้ได้
ทั้งนี้ น้ำมันดิบ ถือเป็นสารเคมี ต้องรีบจัดการแก้ปัญหาให้เร็ว เนื่องจาก ต้องเฝ้าระวังด้านสุขภาพ 3 ด้านคือ เฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม เฝ้าระวังว่าจะมาสู่ประชาชน เฝ้าระวังผู้ที่เข้าไปกู้ภัย เพราะหากมีอุปกรณ์ป้องกันที่ไม่เหมาะสมก็อาจเกิดอันตรายได้
หากมีการสัมผัสมาก จะส่งผลกระทบ ในระยะสั้น จะทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหนัง มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ ส่วนในระยะยาวก็มีโอกาสเกิดโรคมะเร็ง แต่ก็จะต้องดูไปเป็นกรณีไป
ทีมข่าวได้สัมภาษณ์ นายสนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย อาจารย์สนธิ ได้ประเมินสถานการณ์ว่า มีความรุนแรง มากกว่าเหตุการณ์ท่อน้ำมันของ ปตท. หรือ บริษัท พีทีทีโกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) รั่ว เมื่อปี 2556 มีน้ำมันรั่วออกมา 5 หมื่น 4 พันลิตร ซึ่งครั้งนั้น คลื่นลมได้พัดพาน้ำมันเข้าสู่อ่าวพร้าว เกาะเสม็ด ได้รับผลกระทบทั้ง ระบบนิเวศน์ทางทะเล ชายหาดเป็นสีดำ มีความสกปรก การท่องเที่ยวเสียหาย รวมทั้ง ประมงพื้นบ้านไม่สามารถออกไปทำมาหากินได้เกือบ เดือน ซึ่งขณะนี้ยังมีปัญหาฟ้องร้องไม่จบ
แต่ครั้งนี้ มองว่า น้ำมันรั่วออกมาเป็นแสนลิตร จะทำให้เกิดปัญหามากกว่ามาก และจะกระทบต่อชายหาดแน่นอน ซึ่งในการทำ ออย บูม (Oil Boom) ล้อมรอบซับน้ำมัน อุปกรณ์เพื่อดูดซับคราบน้ำมันขึ้นมาเพื่อนำไปกำจัดต่อ อาจทำไม่ได้มากนัก เพราะน้ำมันมีปริมาณมาก การทำ Oil Boom จะได้ผลดีเมื่อพื้นที่เล็ก
ดังนั้น อาจจะต้องเลือกวิธีใช้สารเคมี กำจัดคราบน้ำมัน โปรยลงไปในทะเล ซึ่งอาจมีผลกับพื้นที่ใกล้ชายฝั่ง เนื่องจากน้ำมันและสารเคมีที่จมลงในทะเลจะไปปกคลุมปะการัง หญ้าทะเล แพลงตอนพืช แพลงตอนสัตว์ จุลชีพในทะเล ทำให้ขาดก๊าซออกซิจนจนตายได้ รวมทั้งน้ำมันและสารเคมียังไปสะสมในห่วงโซ่อาหาร สะสมในตัวสัตว์ทะเล ในระยะยาวสารเคมีผสมน้ำมันดังกล่าวจะทำลายไข่ของและมีผลต่อการฟักตัวของตัวอ่อนของสัตว์ทะเลด้วย ดังนั้นจึงต้องระวัง
ในความเห็น ตอนนี้ ควรประเมินสถานการณ์ และตอบโต้ฉุกเฉินอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเรื่องท่อน้ำมัน เพราะอะไรท่อจึงแตก ทั้งๆที่ควรจะมีแผนบำรุงรักษา และในเมื่อมีทำ EIA อยู่แล้ว ปัญหาเกิดขึ้นจากอะไรกันแน่ และที่สำคัญ แม้ความผิด มี พ.ร.บ.เดินเรือน่านน้ำไทย และ พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 แต่อยากให้บริษัทแสดงความรับผิดชอบอย่างรวดเร็วมากกว่า
ควรเอาเรื่องนี้มาถอดเป็นบทเรียน แก้ปัญหา และพยายามไกล่เกลี่ยเรื่องการเยียวยา ไม่เช่นนั้นมองว่า ชาวบ้านในท้องที่อาจเกิดการต่อต้านได้ในอนาคต