หลักฐานการใช้กัญชาที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่หลงเหลืออยู่ คือ เมล็ดกัญชาแห้ง พบในโถดินเหนียวทางใต้ของเกาะคิวชู ประเทศญี่ปุ่น หลังจากนั้นกัญชาก็แพร่หลายไปในยุโรปและเอเชีย ผ่านทางเส้นทางสายไหมและเส้นทางการเลี้ยงม้าในฐานะของ “เครื่องดองของเมา” ปัจจุบันกัญชาเป็นที่กล่าวถึงอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะ หลังจากการปลดล็อคกัญชาเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2565 ทำให้เกิดคำถามมากมายว่า การใช้กัญชาต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน จะส่งผลกระทบต่อร่างกายโดยเฉพาะต่อระบบสมองหรือไม่ ?
มีงานวิจัยเรื่อง กัญชาทำให้ไอคิวของผู้ใช้ลดลงหรือไม่? งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการเก็บข้อมูลย้อนหลังระยะยาว โดยสอบถามความถี่ของการใช้กัญชาจากประชากรจำนวน 1,037 คน แบ่งผู้เข้าร่วมออกเป็น 4 กลุ่ม คือ
1.กลุ่มผู้ที่ไม่เคยใช้กัญชา
2.กลุ่มผู้ที่ใช้กัญชาอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งต่อเนื่องกันอย่างน้อย 1 ปี
3.กลุ่มผู้ที่ใช้สารเสพติดประเภทอื่นต่อเนื่องกันอย่างน้อย 1 ปี
4.กลุ่มใช้กัญชา 6-51 วันใน 1 ปี หรือเลิกใช้กัญชาแล้ว
โดยงานวิจัยชิ้นนี้ได้วัดระดับสติปัญญาไอคิวในช่วงอายุ 45 ปี พบว่า ผู้ที่ใช้กัญชาเป็นเวลานานติดต่อกันมากกว่า 1 ปี จะมีไอคิวน้อยกว่าผู้ที่ไม่ใช้กัญชาถึง 8 เท่า และมีปัญหาด้านความจำมากขึ้น แต่เมื่อเปรียบเทียบระหว่างผู้ที่ไม่ได้ใช้กัญชากับผู้ที่ใช้กัญชานาน ๆ ที (6-51 วันต่อปี) พบว่าทั้งไอคิวและปัญหาด้านความจำไม่แตกต่างกัน
นี่เป็นเพียงตัวอย่าง การวิจัยเรื่องกัญชากับสมอง โดยแท้จริงแล้วการใช้กัญชาในภาวะสมองเสื่อมปัจจุบันนี้ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันในวงการแพทย์ การนำกัญชามาใช้ในกลุ่มผู้สูงอายุต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากทั่วโลกยังมีการศึกษาน้อยและผลการวิจัยบางครั้งก็ขัดแย้งกันเอง ยกตัวอย่างเช่น ในบางการวิจัยพบว่ากัญชาลดอาการกระสับกระส่าย และช่วยให้การนอนหลับดีขึ้น แต่บางการวิจัยกลับพบว่า กัญชาไม่ช่วยลดอาการทางจิตประสาท
กล่าวโดยสรุปนั่นก็คือความตื่นตัวเรื่องกัญชาในประเทศไทยนั้นได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างยิ่ง แต่การนำกัญชามาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทางการแพทย์ยังต้องมีการกำกับและควบคุมดูแลให้เหมาะสมตามหลักการวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือต่อไป
ที่มา : บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) : BDMS