เปิดวิจัยฮาร์วาร์ด! ค้นพบ ความสุข ความสัมพันธ์ คือ ความลับอายุยืนยาว


โดย BDMS Wellness Clinic

เผยแพร่




จากการศึกษาของฮาร์วาร์ดที่ยาวนานเกือบ 80 ปี พบว่าการมีส่วนร่วมกับชุมชน ทำให้เรามีอายุยืนยาวขึ้นและมีความสุขมากขึ้น

ในปี ค.ศ. 1938 ระหว่างภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ นักวิจัยเริ่มศึกษาสุขภาพนักศึกษาชั้นปีที่สองของฮาร์วาร์ด จำนวน 268 คน พวกเขาหวังว่า การศึกษาในระยะยาวจะช่วยค้นพบเบาะแสของชีวิตที่มีสุขภาพดีและมีความสุข แต่พวกเขากลับได้ผลลัพธ์เกินกว่าที่ต้องการ
การศึกษาติดตามผู้ชายที่จบการศึกษาจากฮาวาร์ด ระยะเวลาเกือบ 80 ปี เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาพัฒนาผู้ใหญ่ของฮาร์วาร์ด (Harvard Study of Adult Development) และเป็นหนึ่งในการศึกษาชีวิตวัยผู้ใหญ่ที่ยาวที่สุดในโลก โดยนักวิจัยได้รวบรวมข้อมูล ทั้งด้านร่างกาย และจิตใจ 

ทำไม? "เราถึงทำร้ายคนที่เรารัก" และ "เรายังรักคนที่ทำร้าย"

"ฟินแลนด์" ครองแชมป์สุขที่สุดในโลก 5 ปีติด "ไทยแลนด์" ร่วงที่ 61

ตามการคัดเลือกผู้เข้าร่วมงานวิจัยของแกรนท์ (Grant) ผู้เข้าร่วมตั้งแต่เริ่มแรกที่ยังมีชีวิตอยู่ จำนวน 19 คน ในขณะนี้มีอายุเกิน 90 ปี หนึ่งในผู้เข้าร่วมงานวิจัย คือ ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี และเบน แบรดลี อดีตบรรณาธิการของวอชิงตันโพสต์ (ผู้หญิงไม่ได้เข้าร่วมการศึกษาตั้งแต่เริ่มต้น เพราะในเวลานั้นวิทยาลัยไม่มีนักศึกษาหญิง)
นอกจากนี้ นักวิจัยได้ขยายการศึกษาไปถึงทายาทของผู้เข้าร่วมวิจัย ที่ตอนนี้มีจำนวน 1,300 คน อยู่ในช่วงอายุ 50 - 70 ปี เพื่อค้นหาว่าประสบการณ์ในวัยเด็กส่งผลต่อสุขภาพและกระบวนการแก่ชราหลังจากนั้นอย่างไร ผู้เข้าร่วมวิจัยบางคนกลายเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ แพทย์ นักกฎหมาย และบางคนกลายเป็นโรคจิตเภทหรือติดสุรา แต่ไม่ได้รุนแรงขนาดรักษาไม่ได้
ช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา กลุ่มควบคุมมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ในปี ค.ศ. 1970 ชาวเมืองชั้นในของบอสตันจำนวน 456 คน เข้าร่วมการศึกษาของกลูเด็ค (Glueck) และในจำนวนนี้ 40 คนยังมีชีวิตอยู่ เป็นเวลามากกว่า 10 ปี ที่นักวิจัยเริ่มนำภรรยาของผู้เข้าร่วมวิจัยเข้าในการศึกษาของแกรนท์และกลูเด็คด้วย
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นักวิจัยได้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสุขภาพผู้เข้าร่วมและชีวิตในแง่มุมอื่นๆที่กว้างขึ้น รวมถึงความสำเร็จและความล้มเหลวในอาชีพการงานและการแต่งงาน การค้นพบนี้ได้มอบความรู้ที่แสนมหัศจรรย์ให้กับเราทุกคน
"ผลลัพธ์ที่น่าตื่นเต้นคือ ความสัมพันธ์ของเราและความสุขในความสัมพันธ์นั้น มีอิทธิพลอย่างมากต่อสุขภาพ” โรเบิร์ต วาลดิงเจอร์ (Robert Waldinger) ผู้อำนวยการฝ่ายการศึกษา จิตแพทย์ที่โรงพยาบาล Massachusetts General Hospital และศาสตราจารย์ด้านจิตเวชที่ Harvard Medical School กล่าว “การดูแลร่างกายเป็นสิ่งสำคัญ แต่การดูแลความสัมพันธ์ก็เป็นการดูแลตนเองเช่นเดียวกัน ฉันคิดว่า นั่นคือความจริงที่ถูกเปิดเผย”
    การศึกษาเผยให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด คือ สิ่งที่ทำให้ผู้คนมีความสุขตลอดชีวิต มากกว่าเงินทองหรือชื่อเสียง ความผูกพันเหล่านี้ปกป้องผู้คนจากความไม่พึงพอใจในชีวิต ช่วยชะลอความเสื่อมของจิตใจและร่างกาย ทั้งยังเป็นตัวทำนายชีวิตที่ยืนยาวและมีความสุขได้ดีกว่าชนชั้นทางสังคม ไอคิว (IQ) หรือแม้แต่ยีน การค้นพบดังกล่าวถูกพิสูจน์ว่าเป็นความจริงและเป็นที่ยอมรับในวงกว้างจากทั้งกลุ่มประชากรชายในฮาวาร์ดเและกลุ่มประชากรชายในตัวเมืองชั้นใน
    แม้ว่าการวิจัยในระยะยาวจะได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิเอกชน แต่เงินทุนวิจัยส่วนใหญ่ มาจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (National Institutes of Health) โดยครั้งแรกสนับสนุนผ่านสถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติ (National Institute of Mental Health) และล่าสุดผ่านทางสถาบันผู้สูงอายุแห่งชาติ (National Institute on Aging)
นักวิจัยพิจารณาข้อมูลต่างๆ อย่างละเอียด ทั้งเวชระเบียนจำนวนมาก แบบบันทึกการสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัวและแบบสอบถามจำนวนหลายร้อยฉบับ พบว่า ชีวิตที่เจริญก้าวหน้าของผู้ชายมีความเกี่ยวข้องกันในระดับสูง กับความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว เพื่อนฝูง และชุมชน ในหลายการศึกษาพบว่า ระดับความพึงพอใจที่มีต่อความสัมพันธ์ของพวกเขา ในวัย 50 ปี เป็นตัวทำนายสุขภาพร่างกายได้ดีกว่าระดับคอเลสเตอรอลเสียอีก
“เมื่อเรารวบรวมข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับพวกเขาเมื่ออายุ 50 ปี ระดับคอเลสเตอรอลในตอนนั้น ไม่ได้เป็นตัวทำนายว่า พวกเขาจะแก่ขึ้นอย่างไร” วาลดิงเจอร์กล่าวในการบรรยาย TED Talks “มันอยู่ที่ว่าพวกเขาพึงพอใจในความสัมพันธ์ของตัวเองมากแค่ไหน คนที่พึงพอใจในความสัมพันธ์มากที่สุดเมื่ออายุ 50 ปี จะมีสุขภาพดีที่สุดเมื่ออายุ 80”
 ในปี ค.ศ. 2015 เขาบันทึกการบรรยาย TED Talks ในหัวข้อ “What Makes a Good Life? Lessons from the Longest Study on Happiness” และมียอดผู้ชมมากถึง 13 ล้านครั้ง
    นักวิจัยยังพบว่า ความพึงพอใจในชีวิตสมรสมีผลต่อสุขภาพจิต ส่วนหนึ่งของการศึกษาพบว่าผู้ที่ชีวิตแต่งงานมีความสุข ในวัย 80 ปี แม้พวกเขาจะมีอาการเจ็บป่วยทางกายมากขึ้น แต่อารมณ์ของพวกเขากลับไม่รู้สึกทุกข์ทรมานตามร่างกาย ส่วนผู้ที่ชีวิตสมรสไม่มีความสุข จะรู้สึกเจ็บปวดมากขึ้น ทั้งทางอารมณ์และทางร่างกาย
วาลดิงเจอร์กล่าวว่า ผู้ที่มีความสัมพันธ์อันอบอุ่นจะมีชีวิตยืนยาวและมีความสุขมากขึ้น และผู้ที่รู้สึกโดดเดี่ยวมักเสียชีวิตก่อนวัยอันควร “ความเหงาฆ่าคนได้” เขากล่าว “มันมีพลังเท่ากับการสูบบุหรี่หรือโรคพิษสุราเรื้อรัง”
จากการศึกษาพบว่า ผู้ที่มีอายุยืนยาว และมีสุขภาพที่ดี จะหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป นักวิจัยยังพบว่าผู้ที่มีแรงสนับสนุนทางสังคมที่แข็งแกร่ง จะมีภาวะบกพร่องทางจิตน้อยกว่าปกติ
ในการศึกษาล่าสุด พบว่าผู้หญิงที่มีความสัมพันธ์ที่มั่นคงกับคู่สมรสของตน  จะรู้สึกหดหู่น้อยลงและมีความสุขมากขึ้นในความสัมพันธ์ไปอีก 2 ปีครึ่ง และยังมีความสามารถในการจดจำได้ดีกว่าผู้หญิงที่มีปัญหาในชีวิตสมรส
“ความสัมพันธ์ที่ดีไม่เพียงแต่ปกป้องร่างกายของเราเท่านั้น แต่ยังช่วยปกป้องสมองของเราอีกด้วย” วาลดิงเจอร์ กล่าวในการบรรยาย TED Talks ของเขา “และความสัมพันธ์ที่ดี ไม่จำเป็นต้องราบรื่นตลอดเวลา คู่ชีวิตวัยแปดสิบบางคู่สามารถทะเลาะกันได้ทุกวัน แต่ตราบใดที่พวกเขารู้สึกไว้วางใจที่จะพึ่งพาอีกฝ่าย เมื่อต้องเผชิญกับความยากลำบาก ความขัดแย้งเหล่านั้น ไม่ได้อยู่ในความทรงจำของพวกเขา”
นักวิจัยกล่าวว่า การแก่ชราเริ่มขึ้นตั้งแต่แรกเกิด ทุกคนควรเริ่มดูแลตัวเองในทุกช่วงอายุของชีวิต
“ความชราเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง” วาลดิงเจอร์กล่าว “คุณจะเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงสุขภาพของผู้คนในช่วงอายุ 30 ดังนั้นการดูแลตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อย จะทำให้คุณสามารถกำหนดเส้นทางสุขภาพของตัวเองให้ดีขึ้นได้ คำแนะนำที่ดีที่สุดที่ผมสามารถให้ได้คือ 'ดูแลร่างกายของคุณ ราวกับว่าคุณต้องการมันเป็นเวลา 100 ปี' เพราะคุณอาจต้องการมันจริงๆก็ได้”
การวิจัยนี้มีช่วงเวลาที่ยาวนาน ตามหัวข้อที่ศึกษาเกี่ยวกับอายุที่ยืนยาว แม้เปลี่ยนผ่านผู้อำนวยการไปถึง 4 ท่าน ซึ่งช่วงเวลาที่แต่ละท่านดำรงตำแหน่ง สามารถสะท้อนความสนใจและมุมมองทางการแพทย์ในช่วงเวลานั้น
ภายใต้ผู้อำนวยการท่านแรก คลาร์ก ฮีธ (Clark Heath) ผู้ดำรงตำแหน่งในช่วง 1938-1954 การศึกษาสะท้อนมุมมองเกี่ยวกับพันธุกรรมและการกำหนดลักษณะทางชีวภาพที่โดดเด่นในยุคนั้น นักวิจัยในยุคแรกเชื่อว่าร่างกาย สติปัญญา และบุคลิกภาพเป็นตัวกำหนดการพัฒนาการของมนุษย์ พวกเขาวัดสัดส่วนของกะโหลกศีรษะ สันคิ้ว และไฝต่างๆ อย่างละเอียด จดบันทึกเชิงลึกเกี่ยวกับการทำงานของอวัยวะหลัก ตรวจสอบการทำงานของสมองผ่านคลื่นไฟฟ้า และแม้แต่วิเคราะห์ลายมือของผู้เข้าร่วมวิจัย
ปัจจุบัน นักวิจัยเจาะเลือดของผู้เข้าร่วมวิจัย เพื่อตรวจ DNA และใช้เครื่อง MRI ตรวจสอบอวัยวะและเนื้อเยื่อในร่างกาย กระบวนการเหล่านี้ฟังดูเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์ในปี ค.ศ. 1938 ดังนั้นการศึกษานี้สะท้อนให้เห็นถึงชีวิตที่นำมาซึ่งประวัติศาสตร์ที่มีการเปลี่ยนแปลง
จิตแพทย์จอร์จ เวลแลนต์ (George Vaillant) เข้าร่วมทีมในฐานะนักวิจัย ในปี ค.ศ. 1966 และเริ่มนำทีมวิจัย ตั้งแต่ปี 1972 จนถึงปี 2004 คุณหมอเวลแลนต์ผ่านการฝึกอบรมเป็นนักจิตวิเคราะห์ จึงตระหนักถึงความสำคัญในความสัมพันธ์และยอมรับว่าความสัมพันธ์นั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการมีชีวิตยืนยาวและเปี่ยมสุข
ในหนังสือ “Aging Well”   เวลแลนต์เขียนถึงปัจจัยหกประการที่ทำนายการแก่ชราไปอย่างมีสุขภาพดีในประชากรชายของฮาร์วาร์ด ได้แก่ การออกกำลังกาย การไม่ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป การไม่สูบบุหรี่ การรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของชีวิต การมีน้ำหนักตัวที่ได้มาตรฐาน และชีวิตแต่งงานที่มั่นคง สำหรับผู้ชายในเมืองชั้นใน จะมีปัจจัยด้านการศึกษาเพิ่มเติมเข้ามา “ผู้ชายในเมืองนั้น ยิ่งได้รับการศึกษามากเท่าไหร่ ยิ่งมีแนวโน้มที่พวกเขาจะหยุดสูบบุหรี่ เลือกรับประทานอาหารและดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่เหมาะสม”  เวลแลนต์เขียนไว้ในหนังสือ
การวิจัยของเวลแลนต์ เน้นถึงบทบาทของปัจจัยป้องกันเหล่านี้ในการแก่ชราไปอย่างมีสุขภาพดี ยิ่งมีปัจจัยเหล่านี้มากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะมีอายุยืนยาวอย่างความสุขมากขึ้นเท่านั้น
“เมื่อเริ่มต้นการศึกษา ไม่มีใครให้ความสนใจเกี่ยวกับความเห็นอกเห็นใจหรือความผูกพัน แต่กุญแจสำคัญในการแก่ชราไปอย่างมีสุขภาพดี คือความสัมพันธ์ ความสัมพันธ์ ความสัมพันธ์”  เวลแลนต์กล่าว
การศึกษาแสดงให้เห็นว่า การมีอายุยืนยาวนั้น บทบาทของพันธุกรรมและการมีบรรพบุรุษที่มีอายุยืนยาวมีความสำคัญน้อยกว่าความพึงพอใจในความสัมพันธ์ของช่วงวัยกลางคน  ซึ่งปัจจุบันได้รับการยอมรับว่าเป็นตัวทำนายการแก่ชราไปอย่างมีสุขภาพดี การวิจัยนี้ยังหักล้างความคิดที่ว่าบุคลิกภาพจะถูกกำหนดในวัย 30 ปี “เหมือนรูปหล่อปูนปลาสเตอร์” และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
“คนที่มีปัญหาชีวิตในช่วง 20 หรือ 25 ปี สามารถกลายเป็นคนอายุแปดสิบปีที่ยอดเยี่ยม” เขากล่าว “ในทางกลับกัน โรคพิษสุราเรื้อรังและภาวะซึมเศร้ารุนแรง อาจทำให้ผู้ที่เริ่มต้นชีวิตอย่างรุ่งโรจน์ พบกับความยากลำบากในช่วงบั้นปลายชีวิต” 
วาลดิงเจอร์เป็นผู้อำนวยการคนที่สี่ของการศึกษานี้ ท่านได้ขยายการวิจัยไปยังภรรยาและลูกของผู้เข้าร่วมวิจัย ซึ่งถือเป็นการศึกษาทายาทรุ่นที่สอง และวาลดิงเจอร์หวังว่าจะขยายการศึกษาไปยังรุ่นที่สามและสี่ด้วย “งานนี้อาจจะไม่มีโอกาสถูกทำซ้ำ” เขากล่าวถึงการวิจัยที่ยาวนาน พร้อมเสริมว่ายังมีเรื่องอีกมากมายที่ต้องเรียนรู้
    “เรากำลังพยายามศึกษาว่าผู้คนจัดการกับความเครียดอย่างไร และจะมีผลอย่างไรต่อร่างกาย หากพวกเขาอยู่ในภาวะ 'สู้หรือหนี' (fight or flight) เป็นเวลานาน” วาลดิงเจอร์กล่าว “เราอยากทราบว่า ชีวิตวัยเด็กอันยากลำบาก สามารถส่งผลต่อร่างกายในช่วงวัยกลางคน ซึ่งเวลาล่วงเลยมาหลายทศวรรษได้อย่างไร”
ลาร่า ทัง (Lara Tang) วัย 18 ปี นักชีววิทยาผู้ศึกษาเกี่ยวกับมนุษย์และวิวัฒนาการ ที่เพิ่งเข้าร่วมทีมในฐานะผู้ช่วยวิจัย เธอเพิ่งคว้าโอกาสที่จะค้นหาคำตอบเหล่านั้น เธอตัดสินใจเข้าร่วมกับทีมวิจัย หลังจากได้ฟังการบรรยาย TED Talks ของวาลดิงเจอร์ในชั้นเรียนของเธอ
“นั่นเป็นแรงบันดาลใจให้ฉันค้นคว้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับการพัฒนาของผู้ใหญ่” ทังกล่าว “ฉันต้องการดูว่าประสบการณ์ในวัยเด็กส่งผลต่อพัฒนาด้านร่างกาย สุขภาพจิต และความสุขในชีวิตต่อไปอย่างไร”
เมื่อถามถึงบทเรียนที่เขาได้เรียนรู้จากการศึกษานี้ วาลดิงเจอร์ผู้เป็นนักบวชนิกายเซน กล่าวว่า เขาฝึกสมาธิทุกวัน ทุ่มเทเวลาและพลังงานให้กับความสัมพันธ์ของเขามากกว่าเดิม
“มันง่ายที่จะแยกตัวออกไป ยุ่งอยู่กับงานและจำไม่ได้ว่า 'โอ้ ฉันไม่ได้เจอเพื่อนเหล่านี้มานานแล้ว'” วาลดิงเจอร์ กล่าว “ดังนั้นฉันจึงพยายามให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ของฉันมากกว่าที่เคย”

BDMS Wellness Clinic มุ่งมั่นพัฒนาและวิจัยเรื่องสุขภาพ เพื่อมอบเป็นของขวัญสุขภาพแก่คนไทยทุกคน เพราะสุขภาพที่ดี คือของขวัญที่ดีที่สุด Live longer, Healthier and Happier
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก (BDMS Wellness Clinic)  ไลน์ : @bdmswellnessclinic or  https://lin.ee/rdIDv1A เว็บไซต์ : www.bdmswellness.com

ที่มา : Mineo L. Over nearly 80 years, Harvard study has been showing how to live a healthy and happy life [Internet]. The Harvard Gazette. 2017 [cited 2 August 2022]. Available from: https://news.harvard.edu/gazette/story/2017/04/over-nearly-80-years-harvard-study-has-been-showing-how-to-live-a-healthy-and-happy-life/
 

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์


TOP สุขภาพ