ทำไมยิ่งพยายามยิ่งหมดไฟ? แพทยสภาชี้สังคมยุคใหม่เร่งความคาดหวังจน Burnout

โดย PPTV Online

เผยแพร่

แพทยสภาระบุ Burnout หรือภาวะหมดไฟ ไม่ใช่โรคจิตเวช แต่เป็นภาวะที่กระทบทั้งกายและใจ แนะพบจิตแพทย์หากอาการรุนแรง พร้อมแก้ต้นเหตุ ลดความคาดหวัง และดูแลสุขภาพจิตควบคู่กัน

แพทยสภา เปิดเผยว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จิตแพทย์พบว่ามีผู้คนจำนวนมาก ทั้งวัยเรียน นักศึกษา และวัยทำงาน เข้ามาปรึกษาด้วยปัญหาที่เรียกว่า Burnout หรือ ภาวะหมดไฟ ไม่ว่าจะเป็นการหมดไฟจากการเรียน การทำงาน หรือแรงกดดันจากการใช้ชีวิต

หลายคนเชื่อว่า Burnout เป็นโรคทางจิตเวช แต่ในความเป็นจริง Burnout ไม่ใช่ชื่อโรคทางการแพทย์ หากเป็นคำศัพท์ทางจิตวิทยาที่ใช้อธิบายภาวะของคนทั่วไป ซึ่งหากแปลเป็นภาษาไทย มักใช้คำว่า "ภาวะหมดไฟ" โดย "ไฟ" ในที่นี้หมายถึง แรงจูงใจ ความมุ่งมั่น และกำลังใจ ที่เคยมีอยู่

 

Burnout แพทยสภา
Burnout
เช่น คนที่เคยเป็น "น้องใหม่ไฟแรง" เมื่อเวลาผ่านไป ไฟที่เคยลุกโชนค่อย ๆ แผ่วลง จนรู้สึกหมดแรงและหมดใจ

Burnout ไม่ได้กระทบแค่จิตใจ แต่ส่งผลต่อร่างกายด้วย

ภาวะหมดไฟไม่ได้เป็นเพียงปัญหาทางอารมณ์หรือความคิดเท่านั้น เพราะธรรมชาติของมนุษย์มีความเชื่อมโยงระหว่างจิตใจและร่างกาย (Psycho-somatic) ผู้ที่อยู่ในภาวะ Burnout จึงมักมีอาการร่วม เช่น

  • รู้สึกอ่อนล้า เหนื่อยเรื้อรัง
  • เครียด
  • หมดแรงจูงใจ
  • รู้สึกหน่ายกับสิ่งที่เคยทำ

เมื่อคนคนหนึ่งไม่มีความสุขกับเรื่องสำคัญในชีวิต ย่อมยากที่จะส่งต่อความสุขให้ผู้อื่น ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ต่อคนรอบตัวก็มักลดลง ไม่พร้อมจะดูแลหรือเข้าใจคนอื่น แต่กลับต้องการได้รับความเห็นใจเสียมากกว่า

"ไฟ" ที่มอดลง เกิดจากอะไร?

ความเหนื่อยของ Burnout มักเป็น "ความเหนื่อยใจ" มากกว่าความเหนื่อยกาย หลายครั้งคนเราเหนื่อยกายแต่ยังมีความสุข เช่น

  • ออกกำลังกายอย่างหนัก
  • ทำงานจนประสบความสำเร็จ
  • ทุ่มเทเพื่อคนที่รักและได้รับความรักตอบกลับ

แต่เมื่อทุ่มเทกับสิ่งใดอย่างเต็มที่ แล้วกลับรู้สึกว่า ไม่ได้รับผลตอบแทนอย่างที่คาดหวัง หรือผิดหวังอย่างรุนแรงจนกลายเป็น ความสิ้นหวัง ความเชื่อมั่นในตัวเองที่เคยมีว่า "เราเก่ง" หรือ "เราทำได้" ก็เริ่มสั่นคลอน และนำไปสู่การหมดไฟในที่สุด ในอีกมุมหนึ่ง ยิ่งความคาดหวังในช่วงเริ่มต้นสูงมากเท่าไร โอกาสผิดหวังก็ยิ่งสูงตาม ทั้งความคาดหวังที่มีต่อตนเอง และความคาดหวังที่คนรอบข้างฝากไว้ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ญาติ หรือสังคม

สังคมยุคใหม่ยิ่งผลักให้คน Burnout มากขึ้น

นักปรัชญา Byung-Chul Han กล่าวไว้ในแนวคิด Burnout Society (2015) ว่า สังคมร่วมสมัยให้คุณค่ากับ "ภาพลักษณ์ของความสำเร็จ" อย่างมาก ผู้คนถูกปลูกฝังให้เชื่อว่า หากขยันและพยายามมากพอ ทุกอย่างย่อมเป็นไปได้ ส่งผลให้ความคาดหวังต่อชีวิตสูงขึ้นเรื่อย ๆ ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีและการแข่งขันก็เร่งให้ทุกคนต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้นตลอดเวลา

เมื่อไม่สามารถไปถึงเป้าหมายได้ หลายคนจึงเริ่มรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่า ล้มเหลว และหันมาโทษตัวเอง ทั้งที่ความสำเร็จเองก็ไม่ใช่สิ่งถาวร เพราะเมื่อประสบความสำเร็จแล้ว ความคาดหวังใหม่ก็มักตามมาไม่สิ้นสุด จึงไม่น่าแปลกใจที่คนยุคปัจจุบันจะเผชิญภาวะ Burnout กันมากขึ้น เพราะไม่ว่าจะเก่งหรือขยันเพียงใด ก็ยังต้องเผชิญแรงกดดันและมาตรฐานความสำเร็จที่เพิ่มสูงขึ้นตลอดเวลา

Burnout ส่งผลต่อองค์กรและคนรอบข้าง

ปัจจุบันทั้งองค์กรและสถานศึกษาต่างให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตมากขึ้น เพราะเมื่อบุคลากรเกิดภาวะหมดไฟ ประสิทธิภาพในการทำงานหรือการเรียนย่อมลดลง นอกจากผลงานจะถดถอยแล้ว พฤติกรรมที่มีต่อผู้อื่นก็เปลี่ยนแปลง เช่น

  • ไม่อยากพูดคุย
  • สีหน้าบูดบึ้ง
  • ขาดความกระตือรือร้น
  • ทำงานแบบซังกะตาย
  • ความใส่ใจในการบริการลดลง

หลายองค์กรจึงเริ่มประเมินภาวะ Burnout ของบุคลากร โดยอาศัยการสื่อสารที่เปิดกว้างและแบบประเมินคัดกรองต่าง ๆ เช่น แบบประเมินของกรมสุขภาพจิต เพื่อช่วยค้นหาผู้ที่กำลังเผชิญปัญหา

Burnout แก้อย่างไร?

เมื่อผู้ป่วยเข้าพบจิตแพทย์ การรักษาในระดับบุคคลมักพบว่า Burnout มีลักษณะคาบเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าค่อนข้างมาก แพทย์จึงอาจวินิจฉัยร่วมว่าเป็นโรคซึมเศร้า และให้ยาต้านซึมเศร้าเพื่อลดอาการ เช่น

  • ความรู้สึกเศร้า
  • ความเหนื่อยล้า
  • การนอนไม่หลับ

อย่างไรก็ตาม ยาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ต้นเหตุได้ หากสาเหตุที่แท้จริงคือ

  • ความกดดันจากที่ทำงาน
  • ความไม่เป็นธรรม
  • ภาระงานที่หนักเกินไป
  • การถูกกลั่นแกล้ง (Bully)
  • ปัญหาในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย

สิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขควบคู่กันไป หากยังไม่รู้ว่าจะเริ่มแก้ปัญหาอย่างไร การเข้าพบจิตแพทย์ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะแม้การใช้ยาจะช่วยบรรเทาอาการได้ แต่การทำความเข้าใจต้นเหตุของความทุกข์ก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน มนุษย์ไม่ได้เศร้าเพียงเพราะ "สารเคมีในสมองไม่สมดุล" แล้วใช้ยาแก้เพียงอย่างเดียว ทุกคนควรได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม มีคุณค่า และมีความมั่นคงพื้นฐานในชีวิตขณะเดียวกัน สิ่งที่ควรทบทวนคือ ระดับความคาดหวังที่มีต่อตนเอง

หากความคาดหวังสูงจนกลายเป็นแรงกดดัน การเรียนรู้ที่จะเมตตาตัวเอง ลดการเปรียบเทียบ ไม่เร่งรัดชีวิต และกำหนดนิยามความสำเร็จในแบบของตนเอง โดยไม่ปล่อยให้สื่อหรือสังคมเป็นผู้กำหนด อาจช่วยให้แม้จะรู้สึก "หมดไฟ" ในบางช่วงของชีวิต แต่ไฟนั้นจะไม่มอดดับจนหมดสิ้น

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

ทันโลก express

ทันโลก express

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ