แพทยสภา เปิดเผยว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จิตแพทย์พบว่ามีผู้คนจำนวนมาก ทั้งวัยเรียน นักศึกษา และวัยทำงาน เข้ามาปรึกษาด้วยปัญหาที่เรียกว่า Burnout หรือ ภาวะหมดไฟ ไม่ว่าจะเป็นการหมดไฟจากการเรียน การทำงาน หรือแรงกดดันจากการใช้ชีวิต
หลายคนเชื่อว่า Burnout เป็นโรคทางจิตเวช แต่ในความเป็นจริง Burnout ไม่ใช่ชื่อโรคทางการแพทย์ หากเป็นคำศัพท์ทางจิตวิทยาที่ใช้อธิบายภาวะของคนทั่วไป ซึ่งหากแปลเป็นภาษาไทย มักใช้คำว่า "ภาวะหมดไฟ" โดย "ไฟ" ในที่นี้หมายถึง แรงจูงใจ ความมุ่งมั่น และกำลังใจ ที่เคยมีอยู่
Burnout ไม่ได้กระทบแค่จิตใจ แต่ส่งผลต่อร่างกายด้วย
ภาวะหมดไฟไม่ได้เป็นเพียงปัญหาทางอารมณ์หรือความคิดเท่านั้น เพราะธรรมชาติของมนุษย์มีความเชื่อมโยงระหว่างจิตใจและร่างกาย (Psycho-somatic) ผู้ที่อยู่ในภาวะ Burnout จึงมักมีอาการร่วม เช่น
- รู้สึกอ่อนล้า เหนื่อยเรื้อรัง
- เครียด
- หมดแรงจูงใจ
- รู้สึกหน่ายกับสิ่งที่เคยทำ
เมื่อคนคนหนึ่งไม่มีความสุขกับเรื่องสำคัญในชีวิต ย่อมยากที่จะส่งต่อความสุขให้ผู้อื่น ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ต่อคนรอบตัวก็มักลดลง ไม่พร้อมจะดูแลหรือเข้าใจคนอื่น แต่กลับต้องการได้รับความเห็นใจเสียมากกว่า
"ไฟ" ที่มอดลง เกิดจากอะไร?
ความเหนื่อยของ Burnout มักเป็น "ความเหนื่อยใจ" มากกว่าความเหนื่อยกาย หลายครั้งคนเราเหนื่อยกายแต่ยังมีความสุข เช่น
- ออกกำลังกายอย่างหนัก
- ทำงานจนประสบความสำเร็จ
- ทุ่มเทเพื่อคนที่รักและได้รับความรักตอบกลับ
แต่เมื่อทุ่มเทกับสิ่งใดอย่างเต็มที่ แล้วกลับรู้สึกว่า ไม่ได้รับผลตอบแทนอย่างที่คาดหวัง หรือผิดหวังอย่างรุนแรงจนกลายเป็น ความสิ้นหวัง ความเชื่อมั่นในตัวเองที่เคยมีว่า "เราเก่ง" หรือ "เราทำได้" ก็เริ่มสั่นคลอน และนำไปสู่การหมดไฟในที่สุด ในอีกมุมหนึ่ง ยิ่งความคาดหวังในช่วงเริ่มต้นสูงมากเท่าไร โอกาสผิดหวังก็ยิ่งสูงตาม ทั้งความคาดหวังที่มีต่อตนเอง และความคาดหวังที่คนรอบข้างฝากไว้ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ญาติ หรือสังคม
สังคมยุคใหม่ยิ่งผลักให้คน Burnout มากขึ้น
นักปรัชญา Byung-Chul Han กล่าวไว้ในแนวคิด Burnout Society (2015) ว่า สังคมร่วมสมัยให้คุณค่ากับ "ภาพลักษณ์ของความสำเร็จ" อย่างมาก ผู้คนถูกปลูกฝังให้เชื่อว่า หากขยันและพยายามมากพอ ทุกอย่างย่อมเป็นไปได้ ส่งผลให้ความคาดหวังต่อชีวิตสูงขึ้นเรื่อย ๆ ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีและการแข่งขันก็เร่งให้ทุกคนต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้นตลอดเวลา
เมื่อไม่สามารถไปถึงเป้าหมายได้ หลายคนจึงเริ่มรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่า ล้มเหลว และหันมาโทษตัวเอง ทั้งที่ความสำเร็จเองก็ไม่ใช่สิ่งถาวร เพราะเมื่อประสบความสำเร็จแล้ว ความคาดหวังใหม่ก็มักตามมาไม่สิ้นสุด จึงไม่น่าแปลกใจที่คนยุคปัจจุบันจะเผชิญภาวะ Burnout กันมากขึ้น เพราะไม่ว่าจะเก่งหรือขยันเพียงใด ก็ยังต้องเผชิญแรงกดดันและมาตรฐานความสำเร็จที่เพิ่มสูงขึ้นตลอดเวลา
Burnout ส่งผลต่อองค์กรและคนรอบข้าง
ปัจจุบันทั้งองค์กรและสถานศึกษาต่างให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตมากขึ้น เพราะเมื่อบุคลากรเกิดภาวะหมดไฟ ประสิทธิภาพในการทำงานหรือการเรียนย่อมลดลง นอกจากผลงานจะถดถอยแล้ว พฤติกรรมที่มีต่อผู้อื่นก็เปลี่ยนแปลง เช่น
- ไม่อยากพูดคุย
- สีหน้าบูดบึ้ง
- ขาดความกระตือรือร้น
- ทำงานแบบซังกะตาย
- ความใส่ใจในการบริการลดลง
หลายองค์กรจึงเริ่มประเมินภาวะ Burnout ของบุคลากร โดยอาศัยการสื่อสารที่เปิดกว้างและแบบประเมินคัดกรองต่าง ๆ เช่น แบบประเมินของกรมสุขภาพจิต เพื่อช่วยค้นหาผู้ที่กำลังเผชิญปัญหา
Burnout แก้อย่างไร?
เมื่อผู้ป่วยเข้าพบจิตแพทย์ การรักษาในระดับบุคคลมักพบว่า Burnout มีลักษณะคาบเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าค่อนข้างมาก แพทย์จึงอาจวินิจฉัยร่วมว่าเป็นโรคซึมเศร้า และให้ยาต้านซึมเศร้าเพื่อลดอาการ เช่น
- ความรู้สึกเศร้า
- ความเหนื่อยล้า
- การนอนไม่หลับ
อย่างไรก็ตาม ยาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ต้นเหตุได้ หากสาเหตุที่แท้จริงคือ
- ความกดดันจากที่ทำงาน
- ความไม่เป็นธรรม
- ภาระงานที่หนักเกินไป
- การถูกกลั่นแกล้ง (Bully)
- ปัญหาในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย
สิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขควบคู่กันไป หากยังไม่รู้ว่าจะเริ่มแก้ปัญหาอย่างไร การเข้าพบจิตแพทย์ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะแม้การใช้ยาจะช่วยบรรเทาอาการได้ แต่การทำความเข้าใจต้นเหตุของความทุกข์ก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน มนุษย์ไม่ได้เศร้าเพียงเพราะ "สารเคมีในสมองไม่สมดุล" แล้วใช้ยาแก้เพียงอย่างเดียว ทุกคนควรได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม มีคุณค่า และมีความมั่นคงพื้นฐานในชีวิตขณะเดียวกัน สิ่งที่ควรทบทวนคือ ระดับความคาดหวังที่มีต่อตนเอง
หากความคาดหวังสูงจนกลายเป็นแรงกดดัน การเรียนรู้ที่จะเมตตาตัวเอง ลดการเปรียบเทียบ ไม่เร่งรัดชีวิต และกำหนดนิยามความสำเร็จในแบบของตนเอง โดยไม่ปล่อยให้สื่อหรือสังคมเป็นผู้กำหนด อาจช่วยให้แม้จะรู้สึก "หมดไฟ" ในบางช่วงของชีวิต แต่ไฟนั้นจะไม่มอดดับจนหมดสิ้น