นพ.อกนิษฐ์ ศรีสุขวัฒนา (หมอแอร์) อายุรแพทย์โรคหัวใจ และผู้ชำนาญการด้าน Sports Cardiology โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ เปิดเผยผ่านเพจ Akanis Srisukwattana ถึง "12 ข้อที่หมออยากบอกคนออกกำลังกายสายสุขภาพ" โดยระบุว่า การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพไม่จำเป็นต้องซ้อมหนักหรือซ้อมนานเหมือนนักกีฬา แต่ควรใช้หลักคิดเดียวกับการฝึกกีฬา คือมีเป้าหมาย ฝึกให้ครบทุกระบบ เพิ่มความหนักทีละน้อย พักผ่อนให้เพียงพอ และติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ
เป้าหมายที่แท้จริงของการออกกำลังกายไม่ใช่เพียงการลดน้ำหนักหรือเผาผลาญแคลอรี แต่คือการสร้างร่างกายที่มีความสามารถสำรองมากพอ เพื่อให้หัวใจ กล้ามเนื้อ สมอง และระบบเผาผลาญยังทำงานได้ดีไปอีกหลายสิบปี
อย่าออกกำลังกายเพียงเพื่อ "เผาผลาญ"
การออกกำลังกายไม่ควรเป็นเพียงการชดเชยอาหารที่รับประทานเข้าไป เพราะประโยชน์ที่สำคัญกว่าคือการทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดได้ดีขึ้น กล้ามเนื้อรับน้ำตาลได้ดีขึ้น ช่วยลดความดันโลหิต เสริมความแข็งแรงของกระดูก และเพิ่มความสามารถของร่างกายในการรับมือกับความเจ็บป่วย การออกกำลังกายไม่ใช่การลงโทษร่างกาย แต่เป็นการเพิ่มศักยภาพของร่างกาย
VO₂ max คือขนาดเครื่องยนต์ของร่างกาย
VO₂ max เป็นตัวบ่งชี้ความสามารถของหัวใจ ปอด เลือด และกล้ามเนื้อในการส่งและใช้ออกซิเจนระหว่างออกแรง ผู้ที่มีค่า VO₂ max ดี มักเดินขึ้นบันไดได้ง่าย เหนื่อยน้อย ฟื้นตัวเร็ว และมีความสามารถสำรองมากกว่าเมื่อเจ็บป่วย สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (AHA) ยังเสนอให้ความฟิตของระบบหัวใจและปอด (Cardiorespiratory Fitness) เป็นหนึ่งใน "สัญญาณชีพ" ที่ควรให้ความสำคัญ เนื่องจากมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหัวใจและการเสียชีวิต แม้ไม่จำเป็นต้องมีค่า VO₂ max ระดับนักกีฬา แต่ไม่ควรปล่อยให้ความฟิตลดลงตามอายุโดยไม่ดูแล
การซ้อมเบาคือฐานสำคัญ ไม่ใช่การเสียเวลา
หลายคนเข้าใจผิดว่าหากออกกำลังกายแล้วไม่เหนื่อยมากแสดงว่าไม่ได้ผล แต่แท้จริงแล้วการเดินเร็ว วิ่งเบา ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำในระดับที่ยังสามารถพูดเป็นประโยคได้ จะช่วยสร้างระบบแอโรบิก ทำให้หัวใจทำงานมีประสิทธิภาพ เพิ่มไมโทคอนเดรีย และช่วยให้ร่างกายใช้ไขมันเป็นพลังงานได้ดีขึ้น
การฝึกส่วนใหญ่จึงควรอยู่ในระดับเบาถึงปานกลาง เพราะทำได้ต่อเนื่อง ฟื้นตัวง่าย และสะสมผลลัพธ์ได้ในระยะยาว สุขภาพไม่ได้เกิดจากวันที่ซ้อมหนักที่สุด แต่เกิดจากวันที่ทำได้อย่างสม่ำเสมอ
ถ้าซ้อมเบาตลอด ความฟิตก็อาจพัฒนาไม่เต็มที่
เมื่อร่างกายมีพื้นฐานที่ดีแล้ว ควรมีการฝึกที่ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น เช่น Interval Training สัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง โดยอาจเดินเร็วหรือวิ่งแรง 1–3 นาที แล้วผ่อนให้หายเหนื่อย ทำซ้ำ 4–6 รอบ
การฝึกหนักมีหน้าที่เพิ่มเพดานความฟิต ขณะที่การฝึกเบาช่วยสร้างฐานและทำให้รองรับการฝึกหนักได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องฝึกหนักทุกวัน เพราะความหนักเป็นเพียง "เครื่องปรุง" ไม่ใช่อาหารจานหลัก สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มออกกำลังกาย ผู้มีโรคประจำตัว หรือมีอาการผิดปกติ ควรสร้างฐานด้วยการออกกำลังกายระดับเบาถึงปานกลาง และประเมินความปลอดภัยก่อนทำ HIIT
เวทเทรนนิ่งไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็น
Cardio ช่วยพัฒนาหัวใจและความทนทาน แต่การฝึกกล้ามเนื้อ (Strength Training) ช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อ กระดูก ข้อต่อ การทรงตัว และความสามารถในการใช้ชีวิต กล้ามเนื้อยังมีบทบาทสำคัญในการควบคุมระบบเผาผลาญ เพราะช่วยรับและเก็บน้ำตาลจากเลือด ผู้ที่มีกล้ามเนื้อน้อยจึงอาจควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี แม้น้ำหนักตัวจะไม่มากก็ตาม
งานวิจัยพบว่าการฝึกกล้ามเนื้อสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงเสียชีวิต โรคหัวใจ และโรคเบาหวาน โดยเริ่มเห็นประโยชน์แม้ออกกำลังกายเพียง 30–60 นาทีต่อสัปดาห์ และยิ่งได้ผลดีเมื่อทำร่วมกับการออกกำลังกายแบบแอโรบิก
แนะนำให้ฝึกสัปดาห์ละ 2–3 วัน ครอบคลุมการเคลื่อนไหวหลัก ได้แก่ ดัน ดึง ย่อ ยก แบก และฝึกแกนกลางลำตัว
มีกล้ามเนื้ออย่างเดียวไม่พอ ต้องมี "พลังกล้ามเนื้อ"
Strength คือความสามารถในการออกแรง ส่วน Power คือความสามารถในการออกแรงได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งมีความสำคัญต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การลุกจากเก้าอี้ การก้าวข้ามสิ่งกีดขวาง หรือการทรงตัวไม่ให้ล้ม
เมื่ออายุมากขึ้น พลังกล้ามเนื้อมักลดลงเร็วกว่ามวลกล้ามเนื้อ ดังนั้นเมื่อมีพื้นฐานที่ดีแล้ว ควรฝึกการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วแต่ยังควบคุมได้ เช่น ลุกจากเก้าอี้เร็วแล้วนั่งลงช้า ทำ Step-up อย่างกระฉับกระเฉง หรือยกน้ำหนักขึ้นเร็วและลดลงอย่างควบคุม
ทำให้ถึงปริมาณขั้นต่ำ ก่อนมองหาโปรแกรมซับซ้อน
สำหรับผู้ใหญ่ ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิกระดับปานกลาง 150–300 นาทีต่อสัปดาห์ หรือระดับหนัก 75–150 นาที พร้อมฝึกกล้ามเนื้ออย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ ส่วนผู้สูงอายุควรเพิ่มการฝึกการทรงตัว
แนวทางปฏิบัติ ได้แก่
- Cardio 30–45 นาที สัปดาห์ละ 4–5 วัน
- Strength Training สัปดาห์ละ 2–3 วัน
- HIIT หรือ Tempo 1–2 วัน เมื่อร่างกายพร้อม
- มีวันเบาหรือวันพักจริง
ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาตามหาโปรแกรมที่ดีที่สุด หากยังทำพื้นฐานได้ไม่สม่ำเสมอ
ออกกำลังกายแล้ว ก็ยังต้องขยับตัวระหว่างวัน
การวิ่งตอนเช้า 45 นาที ไม่สามารถชดเชยการนั่งทำงานตลอดทั้งวันได้ เพราะการนั่งนานทำให้กล้ามเนื้อใหญ่แทบไม่ทำงาน ส่งผลต่อการจัดการน้ำตาลและไขมันหลังอาหาร
วิธีลดผลกระทบ ได้แก่ ลุกเดินทุก 30 นาที เดิน 3 นาที เดินหลังอาหาร 5–10 นาที โทรศัพท์ไปเดินไป หรือเลือกใช้บันไดในบางชั้น โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้ลดเวลานั่งนิ่ง และเพิ่มการเคลื่อนไหว แม้เป็นกิจกรรมเบาก็ยังมีประโยชน์
อย่าเพิ่มทุกอย่างพร้อมกัน
ความผิดพลาดของหลายคนคือเพิ่มทั้งระยะทาง ความเร็ว จำนวนวัน เวทเทรนนิ่ง และการแข่งขันพร้อมกัน ทำให้ร่างกาย โดยเฉพาะเส้นเอ็น กระดูก ข้อต่อ และระบบฟื้นตัว ปรับตัวไม่ทัน
หลักที่ควรยึดคือเพิ่มทีละอย่างและสังเกตการตอบสนองของร่างกาย หากเพิ่มความหนักควรลดปริมาณบางส่วน หากเพิ่มระยะทางไม่ควรเพิ่มความเร็วมากเกินไปในเวลาเดียวกัน หากมีอาการปวดสะสม นอนหลับไม่ดี หัวใจขณะพักเต้นเร็วขึ้น หรือสมรรถภาพลดลง ควรลดภาระการฝึกก่อน
Recovery คือส่วนหนึ่งของการพัฒนา
การออกกำลังกายเป็นเพียงสิ่งกระตุ้น แต่ร่างกายจะพัฒนาในช่วงพักฟื้น หากฝึกหนักต่อเนื่องแต่พักผ่อน กินอาหาร หรือจัดการความเครียดไม่ดี อาจทำให้สะสมความล้า ภูมิคุ้มกันลดลง บาดเจ็บง่าย และสมรรถภาพถดถอย
การฝึกที่ดีควรมีวันหนัก วันเบา นอนหลับให้เพียงพอ รับโปรตีนและพลังงานเหมาะสม มีช่วงลดโหลด และมีวันพักโดยไม่รู้สึกผิด เพราะการพักไม่ใช่การขาดวินัย แต่เป็นส่วนหนึ่งของวินัย
อย่าดูแค่น้ำหนัก แต่ให้ดูความสามารถของร่างกาย
น้ำหนักที่ลดลงไม่ได้หมายความว่าสุขภาพดีขึ้นเสมอไป หากสิ่งที่สูญเสียคือมวลกล้ามเนื้อ ตัวชี้วัดที่ควรติดตาม ได้แก่ รอบเอว ความฟิตหรือ VO₂ max แรงบีบมือ การลุกนั่งจากเก้าอี้ มวลกล้ามเนื้อ ระดับน้ำตาล ไขมันในเลือด รวมถึงความสามารถในการเดิน ขึ้นบันได และใช้ชีวิตประจำวัน เป้าหมายที่ดีคือ ไขมันลด กล้ามเนื้อคงอยู่ ความฟิตเพิ่มขึ้น และใช้ชีวิตได้ดีขึ้น
ไม่มีโปรแกรมเดียวที่เหมาะกับทุกคน
อายุ โรคประจำตัว ประวัติการออกกำลังกาย ยาที่ใช้ การนอน การบาดเจ็บ และเป้าหมายของแต่ละคน ล้วนทำให้โปรแกรมออกกำลังกายที่เหมาะสมแตกต่างกัน แม้ผู้สูงอายุที่มีภาวะเปราะบาง ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยโรคหัวใจ หรือผู้ที่ใส่อุปกรณ์ช่วยการทำงานของหัวใจ ก็ยังได้รับประโยชน์จากการออกกำลังกาย หากมีการออกแบบชนิด ความหนัก และการติดตามที่เหมาะสม
ควรเข้ารับการประเมินก่อนออกกำลังกายหนัก หากมีอาการเจ็บหน้าอก เป็นลมหรือเกือบเป็นลม ใจสั่นร่วมกับหน้ามืด เหนื่อยผิดปกติ สมรรถภาพลดลงอย่างชัดเจน หรือมีประวัติคนในครอบครัวเสียชีวิตกะทันหันตั้งแต่อายุน้อย
หมอแอร์ ระบุว่า การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพและอายุที่ยืนยาว (Longevity) ไม่ใช่การซ้อมให้หนักที่สุดหรือยาวนานที่สุด แต่คือการรักษาความสามารถสำคัญของร่างกายไว้ให้นานที่สุด ผ่านการฝึกอย่างเหมาะสม ทำอย่างสม่ำเสมอ พักฟื้นเพียงพอ และปรับให้เหมาะกับสภาพร่างกายของแต่ละคน