นายแพทย์กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กรมสุขภาพจิตขอเป็นตัวแทนส่งมอบกำลังใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบทุกท่าน และขอให้ประชาชนมั่นใจว่าหน่วยงานภาครัฐได้บูรณาการความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง โดยกรมสุขภาพจิตได้เตรียมทีมเยียวยาจิตใจ (MCATT) เพื่อปฏิบัติงานร่วมกับสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร กว่า 10 ทีม รวมถึงทีมเฉพาะทางที่เชี่ยวชาญด้านการเยียวยาเด็กและเยาวชนอีก 1–2 ทีม เพื่อดูแลผู้ได้รับผลกระทบอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง
จากรายงานสรุปผลการดำเนินงานปฐมพยาบาลทางใจ (Psychological First Aid) ในระหว่างวันที่ 13 - 15 กรกฎาคม 2569 กับกลุ่มญาติผู้ได้รับบาดเจ็บ ผู้ประสบภัย และผู้สูญเสียทรัพย์สิน จำนวน 75 ราย พบว่าสถานการณ์โดยรวมอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถดูแลและเยียวยาได้ ผู้ประสบภัย 41 ราย มีภาวะความเครียดระดับต่ำ 20 รายอยู่ในระดับปานกลาง และมีความเครียดสูงจำนวน 14 ราย ซึ่งยังไม่พบผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย ทั้งนี้เพื่อเป็นการรองรับและดูแลจิตใจผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง กรมสุขภาพจิตได้เตรียมแผนบูรณาการความร่วมมือเชิงรุก ดังนี้ 1. เพิ่มทีมสนับสนุนเพิ่มเติมจำนวน 40 คน 2. ส่งทีมเยียวยาจิตใจจาก รพ.ศรีธัญญา และศูนย์สุขภาพจิตที่ 13 ปฏิบัติงานที่ รพ.ราชวิถี 3. ทีมจากสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยาปฏิบัติงานที่ สถาบันนิติเวชวิทยา รพ.ตำรวจ 4. ทีมรพ.ศรีธัญญา ปฏิบัติงานร่วมกับกองอำนวยการร่วม ซึ่งประกอบด้วยกรมอนามัย กรุงเทพมหานคร และศูนย์บริการสาธารณสุข โดยกรมสุขภาพจิตจะเร่งประสานความร่วมมือกับโรงพยาบาลที่รับรักษาผู้ป่วยจากเหตุไฟไหม้เพื่อวางแผนการดูแลจิตใจอย่างต่อเนื่องต่อไป
นายแพทย์กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมสุขภาพจิตขอความร่วมมืองดส่งต่อภาพหรือคลิปความรุนแรง ภาพผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ หรือภาพจากสถานที่เกิดเหตุที่อาจกระทบต่อจิตใจ เพื่อเคารพศักดิ์ศรีและความเป็นส่วนตัวของผู้ประสบเหตุและครอบครัว รวมถึงลดความหวาดกลัวและความเครียดสะสมในสังคม โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก เยาวชน และกลุ่มเปราะบาง พร้อมขอขอบคุณและส่งกำลังใจให้ทีมกู้ภัย เจ้าหน้าที่ฉุกเฉิน บุคลากรทางการแพทย์ และทุกภาคส่วนที่เข้าช่วยเหลือผู้ประสบเหตุอย่างเต็มกำลัง ทั้งนี้ กรมสุขภาพจิตได้วางแผนดูแลสุขภาพจิตผู้ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ตั้งแต่การประเมินและปฐมพยาบาลทางใจ การติดตามเฝ้าระวังและ ส่งต่อกลุ่มเสี่ยงเข้าสู่ระบบบริการ ตลอดจนการฟื้นฟูสภาพจิตใจและติดตามผลกระทบในระยะยาว นอกจากนี้ ขอแนะนำประชาชนใช้เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนในการรับมือวิกฤตในชีวิตประจำวัน ดังนี้
- มีสติและสังเกตสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะทางหนีไฟและทางออกฉุกเฉินเมื่ออยู่ในอาคาร
- ซักซ้อมแผนในใจ มองหาทางออกและเส้นทางสำรองไว้ล่วงหน้า
- ติดตามข่าวสารอย่างมีสติ จากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ และหลีกเลี่ยงการเสพข่าวต่อเนื่องจนกระทบต่อสภาพจิตใจ
- ดูแลซึ่งกันและกัน พูดคุย ให้กำลังใจ และจดจำหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินที่สำคัญ เพราะการมีสติ การเตรียมพร้อม และการดูแลกัน จะช่วยลดผลกระทบและเพิ่มความสามารถในการรับมือกับเหตุวิกฤตได้อย่างเหมาะสม
ทั้งนี้ หากท่านใดไม่ว่าจะเป็นผู้ประสบเหตุ ครอบครัว หรือประชาชนทั่วไปที่ติดตามข่าวสาร รู้สึกเครียด วิตกกังวล นอนไม่หลับ หรือต้องการคนรับฟัง สามารถโทรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญได้ฟรีที่ สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือศึกษาข้อมูลการดูแลสุขภาพจิตเพิ่มเติมได้ที่ www.สุขภาพจิต.com