นพ.อกนิษฐ์ ศรีสุขวัฒนา หรือ หมอแอร์ อายุรแพทย์โรคหัวใจ และผู้ชำนาญการด้าน Sports Cardiology โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ เผยแพร่ข้อมูลผ่านเพจ Akanis Srisukwattana อธิบายว่า ทั้ง 2 การตรวจไม่สามารถใช้แทนกันได้ทั้งหมด โดยหลักง่าย ๆ คือ
- คนอายุน้อยที่ต้องการค้นหาความผิดปกติของหลอดเลือดตั้งแต่ระยะเริ่มต้น Carotid Ultrasound น่าสนใจ
- คนที่อายุมากขึ้นและต้องการประเมินความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจอย่างเป็นระบบ CAC มีข้อมูลสนับสนุนมากกว่า
ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจำเป็นต้องตรวจ และการเลือกตรวจควรพิจารณาจากความเสี่ยงของแต่ละคนร่วมด้วย
CT Calcium Score ตรวจอะไร?
CT Coronary Calcium Score หรือ CAC เป็นการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เพื่อดูว่ามี **แคลเซียมหรือหินปูนสะสมอยู่ในคราบไขมันของหลอดเลือดหัวใจหรือไม่
- จุดเด่นคือเป็นการตรวจ หลอดเลือดหัวใจโดยตรง และมีการให้คะแนนที่เรียกว่า Agatston Score โดยทั่วไป ยิ่งคะแนนสูง ก็ยิ่งสะท้อนว่ามีคราบไขมันที่มีแคลเซียมสะสมในหลอดเลือดหัวใจมากขึ้น และสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจในอนาคตที่สูงขึ้น
ผลตรวจยังสามารถรายงานทั้งคะแนนที่ได้จริง หรือ Absolute Score และคะแนนเปรียบเทียบกับคนที่มีอายุและเพศเดียวกัน หรือ Percentile ทำให้แพทย์สามารถนำผลไปประกอบกับปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เพื่อประเมินความเสี่ยงและวางแผนป้องกันโรคหัวใจได้
แนวทาง ACC/AHA ปี 2026 สนับสนุนการใช้ CAC แบบเลือกตรวจ โดยเฉพาะ ผู้ชายอายุ 40 ปีขึ้นไป และผู้หญิงอายุ 45 ปีขึ้นไป ในกรณีที่ประเมินความเสี่ยงแล้ว แต่ยังไม่แน่ใจว่าควรป้องกันโรคหัวใจอย่างเข้มข้นเพียงใด ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่อายุถึงเกณฑ์ต้องไปตรวจ CAC
Carotid Doppler Ultrasound ตรวจอะไร?
Carotid Doppler Ultrasound หรือ Carotid Duplex Ultrasound คือการใช้อัลตราซาวนด์ตรวจหลอดเลือดแดงบริเวณคอ โดยไม่ต้องใช้รังสี การตรวจสามารถดูได้หลายอย่าง เช่น
- มีคราบไขมัน หรือ Plaque ในหลอดเลือดหรือไม่
- คราบไขมันอยู่บริเวณใดและมีขนาดมากน้อยเพียงใด
- ความหนาของผนังหลอดเลือด หรือ CIMT
- การไหลเวียนของเลือด
- มีภาวะหลอดเลือดคอตีบหรือไม่
หลายคนอาจคุ้นกับคำว่า CIMT แต่จริง ๆ แล้ว CIMT เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการตรวจ Carotid Ultrasound เท่านั้น หากต้องการดูว่ามีภาวะหลอดเลือดแข็งหรือไม่ สิ่งสำคัญไม่ได้มีเพียงค่า CIMT แต่ควรดูด้วยว่า มีคราบไขมันในหลอดเลือด หรือ Carotid Plaque หรือไม่ และมีมากน้อยเพียงใด
ทำไมคนอายุน้อย Carotid Ultrasound จึงน่าสนใจ?
ภาวะหลอดเลือดแข็งไม่ได้เริ่มต้นจากการมีหินปูนทันที ในระยะแรกอาจมีคราบไขมันเกิดขึ้นแล้ว แต่ยังมีแคลเซียมไม่มากพอที่จะตรวจพบด้วย Calcium Score จึงเป็นไปได้ที่คนอายุน้อยบางคนจะมีผล CAC = 0 แต่เมื่อตรวจ Carotid Ultrasound กลับพบคราบไขมันในหลอดเลือดคอ ตัวอย่างจากการศึกษา PESA ซึ่งศึกษาคนที่ไม่มีอาการ อายุ 40–54 ปี มากกว่า 4,000 คน พบว่า
- พบ Carotid Plaque ประมาณ 31%
- พบ CAC > 0 ประมาณ 18%
ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่า ในคนวัยกลางคน Carotid Ultrasound อาจตรวจพบความผิดปกติของหลอดเลือดในระยะเริ่มต้นได้ แม้ Calcium Score จะยังเป็น 0 แต่ไม่ได้หมายความว่า “ไขมันต้องเกาะหลอดเลือดคอก่อนหลอดเลือดหัวใจ” หรือสามารถบอกได้ว่า Carotid Plaque จะเกิดก่อน CAC กี่ปี เพราะปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลที่สรุปเช่นนั้นได้
ทำไมไม่ตรวจ Carotid Ultrasound อย่างเดียว?
แม้ Carotid Ultrasound อาจช่วยค้นหาคราบไขมันได้เร็ว แต่การตรวจพบความผิดปกติเร็วกว่า ไม่ได้หมายความว่าจะทำนายความเสี่ยงโรคหัวใจได้ดีกว่าเสมอไป หากต้องการตอบคำถามว่า “มีความเสี่ยงจะเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจมากแค่ไหน?” CAC มีข้อมูลสนับสนุนมากกว่า เพราะตรวจภาวะหลอดเลือดแข็งใน **หลอดเลือดหัวใจโดยตรง** และมีระบบคะแนนที่เป็นมาตรฐาน
งานวิจัยจาก MESA ซึ่งเปรียบเทียบการตรวจทั้ง 2 วิธี พบว่า CAC สามารถช่วยทำนายและจัดกลุ่มความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจได้มากกว่า Carotid Plaque Score จึงสรุปง่าย ๆ ได้ว่า
- Carotid Ultrasound เด่นเรื่องการค้นหาคราบไขมันในหลอดเลือดระยะเริ่มต้น
- CAC เด่นเรื่องการประเมินความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ และมีระบบคะแนนที่นำไปใช้ทางการแพทย์ได้เป็นระบบมากกว่า
แล้วอายุเท่าไร ควรตรวจอะไร?
คนอายุน้อย หากมีเหตุผลที่ต้องการค้นหาความผิดปกติของหลอดเลือดตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เช่น
- มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจตั้งแต่อายุน้อย
- มี LDL หรือ ApoB สูงมาเป็นเวลานาน
- มีปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจหลายอย่าง
การตรวจ Carotid Ultrasound ที่ดูคราบไขมันร่วมกับ CIMT อาจให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เพราะสามารถเห็นคราบไขมันได้โดยไม่ต้องรอให้เกิดแคลเซียมสะสมในหลอดเลือด
ผู้ชายประมาณ 40 ปีขึ้นไป และผู้หญิงประมาณ 45 ปีขึ้นไป
หากประเมินความเสี่ยงเบื้องต้นแล้ว แต่ยังต้องการข้อมูลเพิ่มเติมว่า มีคราบไขมันสะสมในหลอดเลือดหัวใจมากน้อยเพียงใดการตรวจ CT Calcium Score มักมีข้อมูลสนับสนุนมากกว่า โดยเฉพาะในกรณีที่ผลตรวจจะนำไปช่วยแพทย์ตัดสินใจเรื่องการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด
หมอแอร์ย้ำว่า CAC = 0 แปลว่าไม่ได้แปลว่าหลอดเลือดสะอาด ซึ่งยังตรวจไม่พบคราบไขมันที่มีแคลเซียมสะสมในหลอดเลือดหัวใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีคราบไขมันชนิดอื่นเลย เพราะโดยเฉพาะในคนอายุน้อย ยังสามารถมี Non-calcified Plaque หรือคราบไขมันที่ยังไม่มีแคลเซียมสะสมได้
ข้อมูลจาก MESA พบว่า คนที่มี CAC = 0 ยังสามารถพบ Carotid Plaque ได้ประมาณหนึ่งในสาม นอกจากนี้ บางคนอาจไม่พบคราบไขมันในหลอดเลือดคอ แต่กลับพบแคลเซียมในหลอดเลือดหัวใจได้ ซึ่งเป็นความแตกต่างของผลตรวจ หรือ Discordance ดังนั้น CAC = 0 ถือเป็นข้อมูลที่ดีในแง่ความเสี่ยง แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีภาวะหลอดเลือดแข็งอยู่เลย
ถ้าต้องการติดตามผลการรักษาไขมัน ควรตรวจอะไร?
หากต้องการติดตามว่าการรักษาภาวะไขมันในเลือดสูงได้ผลหรือไม่ ไม่ควรเลือกตรวจ CAC หรือ CIMT เพียงเพราะต้องการดูว่าหลอดเลือดดีขึ้นหรือแย่ลง เนื่องจาก Calcium Score สามารถเพิ่มขึ้นได้ตามเวลา และในคนที่รับยาลดไขมัน การที่ Calcium Score เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความโดยตรงว่าโรคแย่ลง
ส่วนการเปลี่ยนแปลงของ CIMT ก็ยังไม่ใช่ตัวชี้วัดที่ดีพอสำหรับใช้แทนการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดจริง ดังนั้น หลังพบว่ามีความเสี่ยงแล้ว การติดตามผลการรักษาควรดูตัวชี้วัดอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ApoB, LDL และ HbA1c ตามความเหมาะสม
ส่วนจะต้องตรวจอะไรเพิ่มเติม เมื่อไร หรือจำเป็นต้องตรวจภาพหลอดเลือดซ้ำหรือไม่ ควรให้แพทย์พิจารณาเป็นรายบุคคล และ ไม่จำเป็นต้องตรวจหลอดเลือดซ้ำทุกปี
สรุปควรตรวจแบบไหนดี?
ทั้ง CT Calcium Score และ Carotid Ultrasound มีประโยชน์ แต่ไม่ได้ตอบคำถามเดียวกัน
- หากต้องการ ค้นหาคราบไขมันในหลอดเลือดระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะในคนอายุน้อยที่มีปัจจัยเสี่ยง Carotid Ultrasound อาจให้ข้อมูลที่น่าสนใจ
- ส่วนหากต้องการ ประเมินความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยเฉพาะในคนที่อายุมากขึ้นและผลตรวจจะนำไปช่วยตัดสินใจเรื่องการป้องกันโรค CAC มีข้อมูลวิจัยรองรับมากกว่า
ทั้งนี้ไม่ใช่ทุกคนที่จำเป็นต้องตรวจ และไม่ควรเลือกตรวจจากอายุเพียงอย่างเดียว ควรพิจารณาประวัติครอบครัว ระดับไขมันในเลือด ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ และความเสี่ยงโรคหัวใจโดยรวม แล้วให้แพทย์ช่วยเลือกวิธีตรวจที่เหมาะสมกับแต่ละคน