เมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลการตรวจสอบในวันนี้ได้รับการเปิดเผยจาก นายพรภิรม อุระแสง ผู้อำนวยการศูนย์ป่าไม้ จังหวัดมุกดาหาร โดยระบุว่า ไม้ที่นำมาตั้งศาลแม่ตะเคียนโสรภี ข้างบ้านลุงพล ไม่ใช่ไม้ตะเคียนตามที่มีการกล่าวอ้างและแจ้งเบาะแสมายังป่าไม้ แต่เป็น ไม้มะค่าแต้ หรือชื่ออย่างเป็นทางการ คือ ไม้มะค่าหนาม
โดยระหว่างเข้าตรวจสอบ นายไชย์พล วิภา หรือ ลุงพล ชี้แจงที่มาของไม้ท่อนนี้ว่า ไม้ที่นำมาตั้งศาลแม่ตะเคียนโสรภี เป็นไม้ที่ไหลตามน้ำลงมาจากภูเขา ก่อนตัวเองจะมาพบติดอยู่บริเวณคลองข้างบ้าน จึงตัดสินใจตัดด้านหัวและด้านท้ายของไม้ พบว่า ภายในเนื้อไม้เป็นสีเหลือง จึงเข้าใจว่า เป็นไม้ตะเคียน ก่อนจะนำขึ้นมาจากคลองให้คนกราบไหว้ และตั้งเป็นศาลแม่ตะเคียนโสรภี
ผู้อำนวยการศูนย์ป่าไม้ จังหวัดมุกดาหาร ระบุว่า หากข้อเท็จจริงเป็นเช่นนี้ ลุงพล อาจเข้าข่ายความผิดหลายประการ เพราะแม้ไม่ใช่ ไม้ตะเคียน และเป็นไม้มาค่าแต้ แต่ไม้ชนิดนี้ จัดอยู่กลุ่มไม้หวงห้าม การครอบครองโดยถูกกฎหมาย จะต้องเป็นไม้ที่มาจากที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ถือครองถูกต้องเท่านั้น และการนำไม้หวงห้ามขึ้นมาตั้งศาล ถือว่ามีเจตนาครอบครอง ส่วนจะเข้าข่ายหลอกลวงประชาชนหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่า จะมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความหรือไม่ ในกรณีที่ลุงพลประกาศว่า เป็นศาลที่สร้างขึ้นจากไม้ตะเคียน แต่ข้อเท็จจริง ไม่ใช่อย่างนั้น ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องพิจารณาข้อกฎหมายในส่วนนี้ เบื้องต้น นายพรภิรม อุระแสง ผอ.ศูนย์ป่าไม้มุกดาหาร ได้นำหลักฐานเข้าแจ้งความกับ ร้อยเวร สภ.กกตูม แล้ว
ขณะที่หลังจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้ จังหวัดมุกดาหาร ตรวจสอบไม้บ้านลุงพล และพบว่าไม่ใช่ตะเคียน แต่เป็นไม้มะค่าแต้ ทีมข่าว PPTV ย้อนคุยกับ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ในฐานะผู้ร้องเรียนเรื่องนี้ นายอัจฉริยะ เปิดเผยว่า ผลตรวจสอบไม่ได้ผิดคาด เพราะตัวเองเป็นวิศวกรมาก่อน และรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่า ไม้ดังกล่าวไม่ใช่ไม้ตะเคียน แต่ที่ไปแจ้งให้กรมป่าไม้ตรวจสอบ เพราะอยากให้เห็นนิสัยที่แท้จริงของนายไชย์พลว่า ขนาดเรื่องไม้ ยังกล้าหลอกคนทั้งประเทศ แล้วเรื่องอื่น คนจะมั่นใจได้อย่างไรว่าพูดความจริง
ส่วนกรณีวันนี้ที่นายไชย์พล ได้แย่งไมค์และทำร้ายนักข่าว นายอัจฉริยะ บอกว่า ไม่แปลกใจอีกเช่นเดียวกัน เพราะนิสัยนายไชย์พลเป็นคนอารมณ์ร้อน โมโหง่ายอยู่แล้ว วันหนึ่งก็ต้องหลุดเผยธาตุแท้ออกมา