เปิดใจกู้ภัย ยันช่วยเต็มที่แล้วสาวท้องถูกแท็กซี่ชน ชี้ทีมแพทย์ รพ.ยื้อเวลา ถามหาบัตร ปชช.

โดย PPTV Online

เผยแพร่

กรณีสาวท้อง 6เดือน ถูกแท็กซี่พุ่งชนจนเสียชีวิต ทำให้ตายท้องกลมทั้งแม่และลูก ซึ่งทางสามีและครอบครัวผู้เสียชีวิต ตั้งคำถามถึงเจ้าหน้าที่กู้ภัย ถ้านำตัวส่งโรงพยาบาลเร็วกว่านี้ ภรรยา-และลูกในท้องของเธอก็อาจจะไม่เสียชีวิต ล่าสุดเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้เปิดใจกับทีมข่าว PPTV ว่าสาเหตุที่นำตัวคนเจ็บส่งโรงพยาบาลไม่ได้ในช่วงแรก เพราะต้องรอรถแอดวานซ์ขั้นสูงจากโรงพยาบาลเท่านั้น ส่วนรถกู้ภัยทำได้แค่ช่วยเหลือเบื้องต้น และไม่สามารถเคลื่อนย้ายผู้ป่วยได้เพราะเป็นเคสสีแดง

เมื่อวันที่ 27 ต.ค. 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเปิดใจให้สัมภาษณ์ของเจ้าหน้าที่กู้ภัย ที่เข้าไปช่วยเหลือผู้เสียชีวิตในคืนวันเกิดเหตุ คือ นายนวพล พงษ์ทอง เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู เล่าให้ฟังว่า ทีมของเขาเป็นทีมอาสาสมัครกู้ชีพ ที่เดินทางไปที่เกิดเหตุเป็นทีมแรก ที่บริเวณหน้าตลาดบางแค ถนนเพชรเกษม ฝั่งขาออก คืนวันที่24 ตุลาคมที่ผ่านมา เมื่อไปถึงเลยรีบลงไปตรวจสอบ ซึ่งขณะนั้นผู้เสียชีวิตยังมีชีพจรอยู่ จึงทำการช่วยเหลือและเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บขึ้นมาที่รถ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน  
 

แต่จากการประเมินพบว่า คนเจ็บเป็นเคสสีแดง คืออาการสาหัส จึงจำเป็นต้องประสานไปยังเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลใกล้เคียง เนื่องจากเขาเป็นเพียงเจ้าหน้าที่กู้ชีพ ไม่มีอำนาจในการเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บเคสสีแดง รวมถึงภายในรถก็ไม่มีอุปกรณ์ในการกู้ชีพขั้นสูง และที่สำคัญไม่มีบุคลากรทางการแพทย์เฉพาะทางจึงทำได้เพียงช่วยเหลือเบื้องต้น และตามกฎหมายก็ไม่มีอำนาจเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเคสสีแดงเพราะต้องรอทีมแพทย์ฉุกเฉินเท่านั้น

“ถ้าเป็นเคสสีเหลืองผมสามารถดำเนินการ ได้กับเคสสีแดงผมก็สามารถดำเนินการได้ แต่ต้องได้รับคำสั่งจากศูนย์สั่งการ มีการยืนยันว่าถ้าเกิดอาการระหว่างทางถ้าคนไข้เกิดเสียชีวิตบนรถเรา บนรถเบสิกนะครับ ทางศูนย์สั่งการต้องเป็นผู้รับผิดชอบในตัวผมในตัวผู้นำส่ง เพราะผมสามารถได้แค่เหลืองกับเขียวอะครับ ผมนำส่งได้แค่นี้ แต่สีแดงต้องมีคนกำกับ”   นายนวพล

นายนวพล เล่าอีกว่า ต่อมาเมื่อแพทย์ฉุกเฉินของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งมาถึงจุดเกิดเหตุ เขาได้ยินเจ้าหน้าที่ถามหาบัตรประชาชนกับสามีเพื่อจะตรวจสอบสิทธิ์การรักษา ตอนนั้นเขาเห็นว่าคนเจ็บเริ่มมีอาการแย่ลง เลยอาสาว่าจะขอไปส่งผู้บาดเจ็บที่โรงพยาบาลใกล้เคียงที่สุดก่อน โดยขอให้เจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลนำอุปกรณ์ขั้นแอดวานซ์ขึ้นมาบนรถของเขาเพื่อเร่งส่งผู้ป่วย  แต่เจ้าหน้าที่แพทย์ของโรงพยาบาลดังกล่าวไม่ยอม ต้องรอเอาบัตรประชาชนก่อน สุดท้ายทราบว่าสิทธิ์ของคนเจ็บอยู่ที่โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุไปอีก 9 กิโลเมตร ตอนนั้นเขาพยายามทักท้วงเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลแล้วว่า ขอให้ส่งคนเจ็บไปที่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ บางแค เพราะว่าเป็นโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด และอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุเพียง 3 กิโลเมตรเท่านั้น และตามหลักการแพทย์หากเป็นเคสฉุกเฉินสีแดงก็สามารถรักษาได้ทุกโรงพยาบาล แต่เจ้าหน้าที่แพทย์ของโรงพยาบาลกลับบอกว่า คนเจ็บยังไหวอยู่ ซึ่งยอมรับว่าส่วนตัวก็ไม่เข้าใจ พร้อมยืนยันว่า เขาทำเต็มที่ที่สุดแล้ว

“อย่างเคสนี้มันเป็นเคสสีแดง ผมคิดว่าใกล้เคียงยังไงก็รับ เพราะผมก็ยืนยันแล้วว่าไปใกล้เคียงดีกว่า จะได้ช่วยชีวิตได้ทัน ไปไกลก็ใช้เวลานาน ระหว่างทางก็มีโทรสอบถามเรื่องบัตรประชาชนอยู่ สอบถามว่าได้หรือยัง ได้เลข 13 หลัก หรือยัง ก็ยังหาไม่ได้ จนเขาพูดกับญาติว่า ถ้าไม่มีบัตรประชาชนคนไข้เกิดอะไรบนรถ เพราะระหว่างทางคนไข้ยังไม่เสียชีวิต ยังหายใจยังมีชีพจรอยู่” นายนวพล

ขณะที่ นพ.ชัยโชติ นุตกุล เลขานุการคณะกรรมการข้อร้องเรียน โรงพยาบาลตากสิน ออกมาชี้แจงถึงกรณีดังกล่าวว่า ระบุว่ารถพยาบาลคันดังกล่าวซึ่งเป็นของโรงพยาบาลตากสิน ได้รับการประสานจากศูนย์เอราวัณ ตอนเที่ยงคืน 25 นาที ของวันที่ 25 ตุลาคม กระทั่งถึงที่เกิดเหตุ ตอนประมาณ เที่ยงคืน 41 นาที ซึ่งใช้เวลาเดินทางเพียง 16 นาที หลังจากนั้น ใช้เวลาเพียง 1นาที ในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกมาจากที่เกิดเหตุ และไปถึงที่ห้องฉุกเฉิน ของโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ ตอน 01.02 น ส่วนประเด็นที่ญาติตั้งข้อสงสัย ว่าทำไมจึงนำส่งโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากจุดเกิดเหตุกว่า 9 กิโลเมตร  โรงพยาบาลชี้แจงว่า ทางศูนย์เอราวัณจะเป็นผู้ประสานให้ ซึ่งประเมินจากโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดมีศักยภาพเพียงพอในการดูแลผู้ป่วย และไปตรงกับสิทธิ์ของผู้บาดเจ็บพอดี

ส่วนประเด็นเกี่ยวกับ การถามหาบัตรประชาชน นายแพทย์ ชัยโชติ ยืนยัน จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล พบว่าไม่เป็นความจริง การขอเอกสารเกิดขึ้นระหว่างเดินทาง ไม่ได้เป็นการรอในที่เกิดเหตุ ระหว่างนั้นมีกระบวนการนำส่งเกิดขึ้นอยู่ตลอด

 

ด้าน ว่าที่ร้อยตรี การันต์ ศรีวัฒนบูรพา ผู้ช่วยโฆษกสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ สพฉ. ระบุถึงขั้นตอนการนำตัวผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลว่า ตามหลักทั่วไปแล้วเมื่อหน่วยกู้ชีพมาถึงจุดเกิดเหตุจะต้องช่วยเหลือชีวิตคนหรือผู้ป่วยที่ประสบอุบัติเหตุเบื้องต้นก่อน จากนั้นจะต้องประสานไปยังสายด่วน 1669 เพื่อสอบถามโรงพยาบาลปลายทางว่า มีโรงพยาบาลไหนบ้างที่สามารถพร้อมรับผู้ป่วยฉุกเฉินได้ และต้องประเมินว่าเป็นโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้กับจุดเกิดเหตุที่สุด

ส่วนประเด็นเรื่องที่ญาติผู้เสียชีวิตร้องเรียนว่า เจ้าหน้าที่ถามหาแต่บัตรประชาชนของผู้ป่วย และไม่ยอมนำตัวส่งในทันนี้ // ประเด็นนี้ ว่าที่ร้อยตรี การันต์ ระบุว่า ตามขั้นตอนแล้วทางเจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นของผู้ป่วยก่อน และจะต้องประเมินอาการว่ามีความวิกฤตระดับไหน แต่ต้องคำนึงถึงชีวิตของผู้ป่วยเป็นหลักสำคัญ ซึ่งตามหลักแล้วประชาชนทุกคนมีสิทธิ UCEP (ยูเซป) หากเกิดเหตุการณ์วิกฤตฉุกเฉิน สามารถรักษาฟรี ภายใน 72ชั่วโมง

สำหรับ 6 อาการที่เข้าข่าย ภาวะฉุกเฉินวิกฤต  1. หมดสติ ไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ 2. หายใจเร็ว หอบเหนื่อยรุนแรงหายใจติดขัดมีเสียงดัง 3.ซึมลง เหงื่อแตก ตัวเย็น 4. เจ็บหน้าอกเฉียบพลัน รุนแรง  5. แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีกพูดไม่ชัด หรือชักต่อเนื่องไม่หยุด 6. อาการอื่นที่มีผลต่อการหายใจ ระบบการไหลเวียนโลหิต และระบบสมองที่เป็นอันตรายต่อชีวิต  ซึ่งกรณีเข้าเกณฑ์ฉุกเฉินวิกฤต จะได้รับความคุ้มครองตามสิทธิ UCEP ทันที แต่ไม่เกิน 72 ชั่วโมง แต่หากกรณีไม่เข้าเกณฑ์ฉุกเฉินวิกฤต ให้รีบประสานโรงพยาบาลตามสิทธิรักษา หรือหากประสงค์รักษาต่อผู้ป่วยต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง

 

ด้าน พลตำรวจตรี พงศ์อานันต์ คล้ายคลึง ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 9 เปิดเผยว่า เบื้องต้นพนักงานสอบสวน สน.หลักสอง ได้แจ้งข้อหากับคนขับรถแท็กในข้อหาขับรถประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม ทั้งภาพจากกล้องวงจรปิด และพยานแวดล้อม โดยหลังจากนี้เมื่อเสร็จสิ้นงานศพพนักงานสอบสวนจะเชิญสามีผู้เสียชีวิตมาให้ปากคำเพิ่มเติม ยืนยันว่าตำรวจทำทุกอย่างตามขั้นตอน และพร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

 

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ