เอกสารดังกล่าวเป็นคำพิพากษาฎีกาที่ 3332/2562 เป็นคดีระหว่างอดีตภรรยาเสี่ยโจ้ หรือที่เราขอเรียกว่า "เจ๊ญา" ถูก ปปง.ฟ้องในความผิดมูลฐานตามมาตร 3 วงเล็บ 7 แห่งพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับการหลบเลี่ยงภาษีศุลกากรในการทำน้ำมันเถื่อนของเสี่ยโจ้
และศาลฎีกาพิจารณาแล้วว่าฎีกาของ"เจ๊ญา"ฟังไม่ขึ้น โดยเสี่ยโจ้ เจ๊ญา ภรรยา และพวกกระทำผิดจริงตามความผิดมูลฐาน จึงมีคำสั่งยึดทรัพย์สินบางส่วนจากที่ ปปง.เสนอไป 42 รายการ มูลค่ารวมประมาณ 12.4 ล้านบาท
สิ่งสำคัญในเอกสารคำพิพากษาคดี 3332 ที่ทีมข่าวพีพีทีวีได้มา มีการสอบคำให้การของเจ้าหน้าที่ด้านการข่าวหลายคน ที่สืบสวนเชิงลึกคดีเสี่ยโจ้ และเราได้นำคำเบิกความทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเสี่ยโจ้ ผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีหมายจับขณะนี้ มาเรียบเรียงให้เห็นถึงอาณาจักร อิทธิพล ของมาเฟียอันดับ 1 แห่งท้องทะเลไทย ที่ลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนมานานกว่า 20 ปี
เริ่มจากปฐมบทของเสี่ยโจ้ ในแวดวงการค้าน้ำมันเถื่อนในท้องทะเลแถบอ่าวไทย จังหวัดปัตตานี เริ่มค้าน้ำมันเถื่อนมาตั้งแต่ปี 2544 แต่เพิ่งจะร่ำรวยในปี 2554 หรือใช้ระยะเวลากว่า 10 ปี ได้รับการสนับสนุนจากอดีตนายตำรวจใหญ่จังหวัดปัตตานี ที่สมรสกับภรรยาที่มีเชื้อสายเจ้าเมืองเก่า มีความสนิทสนมกับบุคคลระดับสูงในรัฐกลันตัน และเริ่มทำธุรกิจด้วยกัน
รวบ "เสี่ยโจ้" เจ้าพ่อค้าน้ำมันเถื่อน
โดยเสี่ยโจ้ ได้ช่องทางจัดหาน้ำมันจากประเทศมาเลเซีย ที่มีการจัดสรรน้ำมันราคาถูกพิเศษให้กับชาวประมง โดยใช้คอนเนคชั่นของภรรยาอดีตนายตำรวจใหญ่คุ้มครอง ประสานงานกับเจ้าหน้าที่มาเลเซียผ่านบริษัทนายหน้า นำน้ำมันดีเซลราคาพิเศษที่ทางการมาเลเซียอุดหนุนกิจการประมง ได้ถึงเดือนละ 100-150 ล้านลิตร
โดยบริษัทนายหน้า ได้ผลประโยชน์ 2-4 บาทต่อลิตร เป็นเงิน 200-300 ล้านบาทต่อเดือน ขณะที่้เสี่ยโจ้ ได้ผลประโยชน์จากการจำหน่ายน้ำมันในอ่าวไทย 2 - 2.40 บาทต่อลิตร เป็นเงิน 200-300 ล้านบาทต่อเดือน แต่ต้องจ่ายส่วยจำนวนมาก ทั้งเจ้าหน้าที่ ผู้ร่วมลงทุน ข้าราชการระดับสูงและนักการเมืองหลายคน
ทั้งนี้ พบว่าเสี่ยโจ้ มีเงินหมุนเวียนในกิจการห้างหุ้นส่วนจำกัดสหทรัพย์ทวีค้าไม้ประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท ต่อเดือน และการดำเนินการตั้งแต่ปี 2553 พบว่ามีเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 108,000 ล้านบาท (หนึ่งแสนแปดพันล้านบาท)
และเมื่อมีผลประโยชน์มหาศาลเข้ามาเกี่ยวข้อง ย่อมเป็นธรรมดาที่ข้าราชการที่เห็นช่องรีดไถ เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ โดยคำเบิกความที่ปรากฎในคำพิพากษานี้ โยงใยไปถึงอดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และมือทำงานคืออดีตผู้บังคับการตำรวจน้ำ ที่เข้ามาหาผลประโยชน์จากเสี่ยโจ้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน
ในรายละเอียดคำเบิกความที่ปรากฎในเอกสารที่ 3332 พบว่าเสี่ยโจ้เดินทางเข้าพบกับอดีตผู้บังคับการตำรวจน้ำรวมทั้งหมด 7 ครั้งที่ห้องทำงาน แต่ละครั้งหอบเงินจำนวนมากใส่กระเป๋าเป้ เป็นส่วยน้ำมันเถื่อนรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 147.4 ล้านบาท และในจุดนี้ ฝั่งเจ้าหน้าที่มีการแอบอ้างเบื้องสูง
ต่อมาหน่วยงานความมั่นคง ได้เข้าตรวจค้นบริษัทของเสี่ยโจ้ สามารถยึดบัญชีส่วย ที่ปรากฎรายชื่อข้าราชการระดับสูง นักการเมือง ถึง 17 เล่ม รวมทั้งชื่อของอดีตผู้การตำรวจน้ำท่านนี้ ทำให้ตำรวจระดับสูงทั้ง 3 นายถูกจับกุมตัวในเวลาต่อมา
ทั้งหมดรับสารภาพติดคุกคนละ 5 ปี แต่อดีตผู้บังคับการตำรวจน้ำที่แอบอ้างเบื้องสูง ถูกแจ้งข้อหาตามมาตรา 112 เพิ่มเติม ถูกพิพากษาจำคุกทั้งสิ้น 7 ปี 6 เดือนและบัญชีจ่ายส่วยน้ำมันเถื่อน 17 เล่ม ที่เจ้าหน้าที่ตรวจยึดมาได้ อาจสร้างปัญหาใหญ่ให้กับกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม ที่มีรายชื่ออยู่ในนั้น ทำให้คดีของเสี่ยโจ้ จึงมีความพิเศษ และแปลกพิสดารกว่าคดีอื่นๆ ที่เคยเกิดขึ้นนั่นเอง
ก่อนหน้านี้ วันที่ 19 พฤศจิกายน นายสิงห์ชัย ทนินซ้อน อัยการสูงสุด เปิดเผยความคืบหน้ากรณี พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทำความเห็นแย้งกลับมาถึงสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าควรสั่งฟ้องนายสหชัย ผู้ต้องหาคดีฟอกเงินฯ ภายหลังอัยการจังหวัดสงขลามีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง
เผือกร้อน ปล่อย "เสี่ยโจ้" ผบ.ตร.จี้สอบ รายงานภายใน 3 วัน "ผบช.ภ.9" รับ ค้นไม่เจอหมายจับ
อัยการสูงสุดระบุว่า ความเห็นแย้งของ ผบ.ตร. ต้องผ่านการกลั่นกรองตามสายงานการบังคับบัญชา ทั้งสำนักงานอัยการฝ่ายชี้ขาดคดี รองอัยการสูงสุด ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ซึ่งต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ก่อนเสนอมายังตน เพื่อชี้ขาดเป็นคนสุดท้ายว่าจะมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาหรือไม่ ทั้งนี้ไม่รู้สึกหนักใจในการพิจารณาชี้ขาดสั่งคดี เพราะพิจารณาไปตามพยานหลักฐาน ข้อเท็จจริงในสำนวน และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย