"น้องจูน" ขอเดินหน้าทำงานใช้หนี้-รักษาตัว

โดย PPTV Online

เผยแพร่

เหตุการณ์ที่น้องจูนพนักงานราชการในค่ายทหารที่ประจวบฯ ถูกอดีตสามีทำร้ายปางตายนั้นเมื่อวานคดีถึงที่สุดแล้ว เนื่องจากเป็นศาลทหาร ซึ่งพิพากษาจำคุก 1 ปี 6 เดือน แต่จำเลยไม่เคยกระทำความผิด จึงลงโทษให้รอลงอาญา 2 ปี ปรับ 12,500 บาท

ย้อนไปดูคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2559 น้องจูน หรือ น.ส.สุกฤตา สุภานิล ถูกอดีตสามีทหารทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัสปางตาย กะโหลกยุบ สมองบวม เบ้าตาซ้ายแตก หลังน้องจูนมีปากเสียงกับหมวดแบงค์ อดีตสามีที่ขณะนั้นเพิ่งจดทะเบียนสมรสกัน เพราะจับได้ว่าอดีตสามีนอกใจไปหาสาวอื่น   

จากนั้นหมวดแบงค์ ได้ชวนน้องจูนขับรถจากค่ายทหารโดยบอกว่าให้ไปคุยกันที่ทะเลโดยน้องจูนขับรถเก๋งนำไป หมวดแบงค์ขับตาม ก่อนจะไปจอดคุยกันในป่าเป็นซอยร้าง

ซึ่งน้องจูนเล่าว่า ถูกหมวดแบงค์ต่อยจนล้มนอนกองกับพื้น ก่อนจะเห็นหมวดแบงค์ใช้วัตถุคาดว่าเป็นก้อนปูนสีขาวง้างทุบหลายครั้งจนสลบไป ซึ่งน้องจูนต้องรักษาตัวนานหลายเดือนกว่าจะจำได้ว่าใครเป็นคนทำร้ายเธอ 

ก่อนหน้านี้น้องจูนและแม่คือนางสุนทรี เถาวัลย์ เคยมาเปิดใจในรายการเป็นเรื่องเป็นข่าวของพีพีทีวี เมื่อ 4 ปีก่อน เล่าถึงโอกาสที่จะรอดชีวิตในเวลานั้นที่หมอประเมินว่าเหลือโอกาสรอดเพียง 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และแม้จะมีชีวิตอยู่แต่ร่างกายก็บอบช้ำอย่างมาก

เหตุการณ์นั้นทำให้น้องจูนกลายเป็นคนเสียโฉม ใช้เวลารักษาตัวและศัลยกรรมอยู่นานกว่าจะดีขึ้น และต่อสู้คดีมานานถึง 5 ปี จนเมื่อวาน (15 ธ.ค.)ศาลมณฑลทหารบกที่ 15 จ.เพชรบุรี ได้นัดฟังคำพิพากษาคดีที่ อัยการได้สั่งฟ้อง หมวดแบงค์  3 ข้อหา คือ มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ พาอาวุธปืนติดตัวไปในทางสาธารณะฯ พยายามฆ่าผู้อื่น และชิงทรัพย์  ทั้งนี้ น้องจูน ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษาพร้อมกับแม่ และญาติ

ขณะที่ศาลพิพากษาว่า ข้อหาพยายามฆ่า พิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยไม่มีเจตนาจะฆ่าผู้เสียหาย แต่เป็นการทำร้ายร่างกายเนื่องจากบันดาลโทสะ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายบาดเจ็บสาหัส พิพากษาจำคุก 1 ปี 6 เดือน แต่จำเลยไม่เคยกระทำความผิด จึงลงโทษให้รอลงอาญา 2 ปี ปรับ 12,500 บาท

ข้อหาอาวุธปืน นำสืบไม่ได้ ยกประโยชน์ให้จำเลย ส่วนข้อหาชิงทรัพย์ ไม่สามารถนำสืบได้ ยกประโยชน์ให้จำเลย คดีนี้ถือว่าสิ้นสุดแล้ว เนื่องจากมีเพียงศาลเดียว

หลังฟังคำตัดสิน เมื่อวานทีมข่าวโทรศัพท์ ไปหา นางสุนทรี แม่ของน้องจูน เปิดใจทั้งน้ำตาว่าที่ผ่านมาก็ไม่เคยคาดหวังว่าคำพิพากษาจะออกมาอย่างไร และได้อโหสิกรรมให้ผู้ก่อเหตุไปแล้ว เพราะหวังว่าจะเป็นบุญกุศลส่งให้ลูกสาวอาการดีขึ้น แต่ในฐานะแม่ก็อดที่จะรู้สึกจุกในอกไม่ได้  

 ล่าสุดเมื่อเช้า ทีมข่าวไปพบน้องจูนและแม่อีกครั้ง โดยน้องจูน ให้สัมภาษณ์เช่นเดียวกับผู้เป็นแม่ว่า  ก่อนหน้านี้ได้อโหสิกรรมให้หมวดแบงค์ไปแล้ว และน้อมรับคำตัดสินของศาล  ซึ่งน้ำตาของแม่นั้นแทนความรู้สึกทุกอย่างและพูดถึงบทเรียนที่ได้จากเหตุการณ์นี้ พร้อมฝากถึงคนที่เผชิญปัญหาความรักเช่นเดียวกับเธอว่า หากจะรักใครก็ให้รักคนในครอบครัวก่อน

โดยทั้งน้องจูนและแม่ต่างบอกว่า จากนี้อยากเดินหน้าทำมาหากิน เพราะน้องจูนยังต้องรักษาตัวต่อเนื่องจากผลกระทบต่างๆและยังมีหนี้สินที่เกิดจากการทำธุรกิจก่อนหน้านี้ซึ่งครอบครัวถูกคนใกล้ชิดหลอกให้กู้เงินมาเกือบ 7 แสน และหนี้ที่น้องจูนไปช่วยค้ำประกันให้เพื่อนพนักงานราชการก่อนหน้านี้

แต่เพื่อนหนีไปทำให้น้องจูนต้องใช้หนี้แทนอีกเกือบ 1 แสน รวมมีหนี้สินประมาณ 8 แสน ซึ่งลำพังเงินเดือนน้องจูนที่เป็นพนักงานราชการไม่เพียงพอ จึงต้องขายของหาเงินมาใช้หนี้อีกทาง

โดยแม่และน้องจูนบอกว่า รับรู้ถึงความห่วงใยของทุกคนและกำลังใจที่ทุกคนส่งมาให้ แต่หากใครที่อยากให้กำลังใจครอบครัว  ก็ขอให้ช่วยอุดหนุนสินค้าที่ทั้งแม่และน้องจูนช่วยกันขายในเฟซบุ๊กของแม่ ชื่อ Suntaree Thaova   ซึ่งมีทั้งน้ำพริกต่างๆ กุนเชียง และขนม นอกจากนี้ยังมีร้านกาแฟชื่อ ปัง ปัง คอฟฟี่ 1365 ตลาดเปิดท้ายโกแก้ว อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบฯ  ด้วย

ทีมข่าวพูดคุยกับทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์  ระบุว่า ศาลทหารนั้นจะต่างกับศาลทั่วไป คือ คู่กรณีไม่สามารถแต่งตั้งทนายเพื่อร่วมไปร่วมพิจารณาคดีได้เลย 

ส่วนคดีทำร้ายร่างกายทั่วไปนั้น การที่ศาลจะลดโทษเป็นรอลงอาญา จะต้องพิจารณาด้วยว่าผู้เสียหายได้รับการเยียวยาแล้วหรือไม่ อย่างไร หากได้รับการเยียวยา ก็เป็นเหตุให้บรรเทาโทษตามกฎหมาย ป.วิอาญา  ซึ่งในกรณีของน้องจูนทราบว่า ก่อนหน้านี้มีการฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหาย 10 ล้านบาท และทางผู้ก่อเหตุได้จ่ายเงินเยียวยามาให้ 1 ล้านบาท

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ