นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม พร้อมผู้เสียหายและพี่สาวผู้เสียหาย เดินทางเข้ายื่นเรื่องกับกองบังคับการปราบปราม โดยระบุถึงสาเหตุที่ไม่ไว้ใจตำรวจ สน.โชคชัย เนื่องจากก่อนหน้านี้ตำรวจสน.โชคชัยทำหลักฐานแชตสำคัญทางคดีหายไป
โดยช่วงหนึ่งในวันนี้ผู้เสียหายเปิดใจว่า เมื่อช่วงเช้าที่ฝั่งนายเอ็ม หลานชายอดีตรัฐมนตรีเดินทางไปที่ สน.โชคชัย และออกมาบอกว่าถูกแบล็กเมล์ แถมยังอ้างว่า การมาพบกันวันนั้นไม่ได้มีการคุยกันเรื่องงานตั้งแต่แรก ตัวเองยังยืนยันว่า มีหลักฐานทุกอย่างเช่นกัน
พร้อมตั้งคำถามกลับว่า หากนายเอ็มไม่ได้ทำผิดจริง จะเสนอเงินให้ทำไม พร้อมท้าทายให้นายเอ็มโชว์หลักฐานของตัวเองออกมา
ส่วนประเด็นที่นายเอ็มบอกว่าตัวเองทะเลาะกับพี่สาว วันนี้พี่สาวผู้เสียหายชี้แจงว่าเป็นความจริง แต่วันนั้นทะเลาะกันเรื่องงาน ที่เห็นไม่ตรงกัน แต่ประเด็นการคุยงาน พี่สาวผู้เสียหายยืนยันได้สอบถามกับนายเอ็ม นายเอ็มก็ยืนยันว่าคุยงานจริงโดยงานที่คุยกันจะเป็นงานรีวิว ซึ่งโปรไฟล์น้องสาวมีผลงานเพลง อยากจะเอาสินค้ามาไทน์อินใน MV
ส่วนประเด็นเรื่องนายกรัฐมนตรี หรือหลานรัฐมนตรีที่นายเอ็มตั้งคำถามว่าทำไม่ต้องพาดพิงครอบครัวของตัวเอง โดยเฉพาะตาที่เป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พี่สาวผู้เสียหายยืนยันว่านายเอ็มเคยพูดว่าอยากลงสมัครนายกรัฐมนตรี เพราะว่ามีญาติเป็นรัฐมนตรีมาก่อน เคยอ้างชื่อญาติโดยเอาคลิปมาเปิดให้ดูด้วย ซึ่งเมื่อนายเอ็มใช้ชื่อญาติที่เป็นอดีตรัฐมนตรีมาสร้างเครดิตให้ตัวเองดูน่าเชื่อถือขึ้น ในฐานะผู้เสียหายก็ต้องกังวลและถามถึงประเด็นนี้
นอกจากนี้ พี่สาวผู้เสียหายยังเผยว่ากรณีที่นายเอ็มออกมาเปิดหน้าก็ไม่แปลกใจเพราะว่าในโซเชียลฯก็มีการเผยแพร่ภาพของนายเอ็มไปเยอะแล้ว หากออกมาแล้วปิดหน้ามันคงดูปลอม นายเอ็มจึงเลือกจะเปิดหน้าสู้แล้วรับบทสุภาพบุรุษ
พี่สาวผู้เสียหายบอกว่าไม่ได้รู้สึกกลัว พร้อมท้าให้นายเอ็มเอาหลักฐานที่มีออกมากางประชันกันเลยว่าหลักฐานที่นายเอ็มพูดเป็นความจริง หรือว่าจะเป็นเพียงสุภาพบุรุษที่ตลบตะแลงเท่านั้น
โดยหลังไปยื่นเรื่องที่กองบังคับการปราบปราม ทนายตั้มบอกว่า ได้ตรวจสอบโทรศัพท์ ผู้เสียหายจึงเพิ่งรู้ตัวว่า มีแชตข้อความที่เป็นหลักฐานสำคัญหลายข้อความถูกลบออกไปตอนที่ผู้เสียหายหมดสติ จึงตัดสินใจพาผู้เสียหายเดินทางไปที่สน.โชคชัย เพื่อแจ้งความเพิ่มเติม กับผู้ก่อเหตุในความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฐานเข้าถึงข้อมูล และเปลี่ยนแปลงแก้ไขโดยมิชอบ
โดยข้อความที่มีการคุยงานกันกับผู้ก่อเหตุก่อนวันเกิดเหตุได้ถูกลบออกไปหมด รวมถึงแชตข้อความที่ผู้เสียหายได้พูดคุยกับบุคคลอื่นๆ โดยพูดถึงตัวผู้ก่อเหตุ หรือพูดถึงการไปคุยงานกันก่อนวันเกิดเหตุ ก็ถูกลบออกไปหมดเช่นกัน
หนึ่งในแชตที่ถูกลบออกไป คือแชตที่ผู้เสียหายได้พูดคุยกับผู้จัดการดาราในวงการคนหนึ่ง เมื่อวันที่ 9 ส.ค. เพื่อขอคำแนะนำตอนที่ผู้ก่อเหตุชวนไปคุยงาน ซึ่งล่าสุด ได้มีการประสานไปขอแชตจากฝั่งผู้จัดการมาแล้ว โดยข้อความในแชต ผู้เสียหายได้ปรึกษาผู้จัดการคนนี้ว่า มีผู้ใหญ่ในวงการชวนไปเที่ยว จะปฏิเสธอย่างไร ไม่ให้กระทบกับงาน ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ฝ่ายผู้เสียหายไม่ได้ยินยอมพร้อมใจ
และอีกแชตไลน์ที่ถือเป็นหลักฐานสำคัญ คือ การคุยกันระหว่างนายเอ็ม ผู้ก่อเหตุ กับผู้เสียหาย โดยข้อความในไลน์มีเนื้อหาสำคัญในลักษณะที่ฝ่ายดาราสาวพยายามสอบถามนายเอ็มถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยทุกข้อความที่นายเอ็มยอมรับว่าได้มีอะไรกับผู้เสียหาย หรือตอนที่นายเอ็มทำอะไรลงไป ตัวเองรู้ตัวดี ถูกลบออกไปทั้งหมด ซึ่งยังโชคดีที่ผู้เสียหายเซฟเก็บไว้ทัน
แต่ไม่ใช่เฉพาะแค่แชตข้อความเหล่านี้ เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียด พบว่า ข้อความทางไลน์ที่คุยกับระหว่าง 2 คนในโทรศัพท์ของดาราสาวถูกลบไปด้วย ซึ่งทนายตั้มและผู้เสียหายคาดว่าผู้ก่อเหตุเป็นคนลบแชตในโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหาย เพราะว่าโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายไม่ได้อยู่ที่ใครเลย นอกจากที่ผู้ก่อเหตุในคืนวันเกิดเหตุ และข้อความที่หายไปก็เป็นข้อความที่เกี่ยวกับตัวผู้ก่อเหตุเองทั้งนั้น ดังนั้น ผู้ต้องสงสัยจึงมีเพียงคนเดียว และก็ได้มีการทดสอบปลดล็อกโทรศัพท์มือถือด้วยการสแกนใบหน้าผู้เสียหายขณะหลับตาแล้ว พบว่าสามารถทำได้จริง
ส่วนที่ผู้ก่อเหตุ ให้สัมภาษณ์ว่าถูกผู้เสียหายแบล็กเมลนั้น ก็จะมีการดำเนินคดีเพิ่มเติมในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาด้วย ยืนยันว่าคดีนี้จัดเต็มทุกข้อหา ผู้ก่อเหตุจะอ้างว่ามีหลักฐานอะไรก็ขอให้เปิดมาเลย พร้อมมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้เข้าข้างคนผิดอย่างแน่นอน
ล่าสุดมีรายงานว่า ตำรวจยังคงสอบปากคำนายเอ็มอยู่ หลังจากเข้าไปพบพนักงานสอบสวนตั้งแต่ช่วงสาย โดยทนายความของนายเอ็มให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวว่า หลังจากนี้จะนัดหมายแถลงข่าวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง โดยจะขอดูวันและเวลาที่เหมาะสมก่อนแจ้งสื่อมวลชนอีกที