พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หลังเรียกประชุมชุดสืบสวนสอบสวน คดีแอม ซึ่งเป็นชุดใหญ่ ที่มีทั้งกองปราบปราม ตำรวจภูธรภาค 7 ตำรวจภูธรภาค 4 กองพิสูจน์หลักฐาน และ ส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ เปิดเผยว่า ตำรวจเตรียมออกหมายจับ ผู้ใกล้ชิดกับแอม ซึ่งเคยมาให้ปากคำก่อนหน้านี้ ในวันนี้ (3 พ.ค.) หลังพบความผิดชัดเจน เรื่องการการปลอมเอกสารราชการ สวมป้ายทะเบียนรถ และความผิดเกี่ยวกับการยักยอกทรัพย์ ที่พบว่าพัวพันกับธุรกรรมทางการเงินของแอม
ซึ่งพยานหลักฐานทั้งหมดจะนำไปสู่การขอออกหมายจับคนใกล้ชิดรายนี้ ในความผิดเกี่ยวกับการเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด หรือมีส่วนรู้เห็นกับการฆาตกรรมเหยื่อของแอม
เมื่อผู้สื่อข่าว พยายามถามว่าเป็นคนในราชการหรือไม่? พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ กล่าวว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ให้นโยบายไว้ชัดเจนแล้วว่า หากพบว่าผู้กระทำผิดเป็นตำรวจ เมื่อถูกออกหมายจับก็จะต้องให้ออกจากราชการไว้ก่อน
สำหรับคนใกล้ชิดของแอมรายนี้ มีความเชื่อมโยงในการก่อคดีฆาตกรรมหลายอย่าง เช่น เป็นคนขับรถเชฟโรเลต แคปติวา ของแด้ ซึ่งเป็นผู้เสียชีวิตในคดี มาจากจังหวัดอุดรธานี มาที่จังหวัดนครปฐม เพื่อเอามาจำนำ
และยังพบว่าเมื่อแอม ก่อคดีฆาตกรรม ซึ่งส่วนใหญ่จะก่อเหตุในช่วงวันศุกร์ , เสาร์ , อาทิตย์ หลังก่อเหตุเสร็จแล้ว ก็จะกลับไปหาคนใกล้ชิดคนนี้ทุกครั้ง และเดินทางไปต่างจังหวัดด้วยกัน
เมื่อตรวจสอบลึกลงไปพบว่า ช่วงเวลาที่แอมก่อเหตุ ก็จะเป็นช่วงวันหยุดของคนใกล้ชิดพอดี ที่สำคัญเหตุผลที่แอมต้องกลับไปหาคนใกล้ชิด เชื่อว่าต้องการที่จะสร้างหลักฐานในการยืนยันถิ่นที่อยู่ และสร้างพยานหลักฐานต่าง ๆ ในคดี ซึ่งหากไม่มีคนแนะนำคงไม่สามารถกระทำเช่นนี้ได้
และวานนี้ ตำรวจชุดทำงานได้เรียกคนใกล้ชิดรายนี้ คือ อดีตสามีของแอม ที่เป็นตำรวจ มาสอบปากคำที่สโมสรตำรวจแล้ว เบื้องต้นให้การที่เป็นประโยชน์มากขึ้นกว่าครั้งแรก แต่ยังปฏิเสธว่ามีส่วนร่วมก่อเหตุกับแอม
พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ ยังเปิดเผยถึง แรงจูงใจของแอม ในการก่อเหตุว่า มาจากปัญหาความล้มเหลวทางการเงิน เนื่องจากแอมมีหนี้สินเป็นจำนวนมาก เช่นหนี้บัตรเครดิต และ ติดการพนันออนไลน์ จึงลงมือก่อเหตุ แต่เมื่อได้เงินหรือทรัพย์สินมาจากเหยื่อ กลับไม่ได้นำไปใช้หนี้ แต่จะโอนต่อไปยังบุคคลใกล้ชิด และบัญชีม้า ส่วนทรัพย์สินเช่น ทอง ก็จะเอาไปจำนำ