ประเด็นการเสียชีวิตของ “แตงโม ภัทรธิดา” นักแสดงดังกลับมาเป็นที่สนใจของสังคมอีกครั้ง หลังจากที่ พ.อ.นพ.ธวัชชัย กาญจนรินทร์ หรือ “หมอธวัชชัย” หนึ่งในทีมงานของบ้านพระอาทิตย์เดินทางไปยังสหรัฐฯ เพื่อรับโทรศัพท์มือถือที่ “บังแจ็ค” กล่าวอ้างว่าเป็นของ แตงโม และได้รับมาจากแม่ของ แตงโม อย่างถูกต้อง ซึ่งหลังจากที่ หมอธวัชชัย เดินทางมาถึงประเทศไทย ก็ได้กล่าวว่า มีข้อมูลมากมายในมือถือเครื่องนี้
ทำให้เกิดคำถามว่ามือถือเครื่องนี้จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการไขคดีของ แตงโม ที่ยาวนานมากว่า 3 ปี ได้หรือไม่
“มือถือ” หลักฐานสำคัญถอดตัวตน “แตงโม”
ดร. ตฤณห์ โพธิ์รักษา นักอาชญวิทยาเชิงพฤติกรรมและจิตวิทยาอาชญากร มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาของ DSI สำหรับคดีนี้โดยเฉพาะ กล่าวกับ PPTV ในรายการคุยข้ามช็อต Exclusive Talk ว่า ตนประสานงานและพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญจากต่างชาติเกี่ยวกับรายละเอียดคดีนี้เบื้องต้นแล้ว และกำลังจะคัดแยกคุณภาพของหลักฐานที่มี จัดหมวดหมู่ และส่งเฉพาะบางส่วนให้เขาตรวจสอบก่อน
ในส่วนความสำคัญของมือถือแตงโมกับคดีนี้ ดร. ตฤณห์ กล่าวว่า ต้องดูก่อนว่ามือถือนั้นเป็นของแตงโมจริงหรือไม่ หลังจากนั้นจะศึกษารูปแบบพฤติกรรมเจ้าของเครื่อง เช่น ไปที่ไหนบ่อย ๆ เส้นทางการเดินทาง การใช้ชีวิต รูปแบบการปฏิสัมพันธ์ เช่น การแชต คุยบนโซเชียลมีเดีย ไปจนถึงการค้นหา Google ไปสัก 1 เดือนก่อนหน้า ให้รู้รูปแบบพฤติกรรมของเจ้าของเครื่อง ซึ่งเมื่อศึกษาเรียบร้อยแล้ว จะเชิญผู้เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมนั้น ๆ มาสอบปากคำ
ส่วนรูปภาพที่ถ่ายและปรากฏนั้น เมื่อค้นหาบน Google แล้วจะมีโลเคชันบอกอยู่อย่างละเอียด ต้องดูว่าโลเคชันของมือถือเป็นไปตามแนวเดินเรือของ GPS หรือไม่ อีกทั้งการเปิดโหมดเครื่องบินนั้นแปลก เนื่องจากจะเปิดโหมดเครื่องบินทำไม หากมือถือเราแบตเตอรี่ไม่หมด หรือถ้าไม่ไปด้วยกันนั้นแยกกันตอนกี่โมง ถ้าแยกกันช่วงที่มีคนกล่าวอ้างว่า แตงโม อยู่บนเรือ แต่โทรศัพท์อยู่ที่อื่น ก็ต้องอธิบายให้ได้ว่าเป็นแบบนี้ได้อย่างไร
ดร. ตฤณห์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ได้จากมือถือดังกล่าวนั้นมีความสำคัญหมด อยู่ที่การจัดหมวดหมู่ความสำคัญ เช่น มือถือของคนก่อนเสียชีวิต สิ่งนี้สำคัญอยู่แล้ว เพราะเหมือนเป็นการโคลนนิ่งตัวตนของผู้เสียชีวิตออกมา และเป็นสิ่งสุดท้ายที่มีข้อมูลเกี่ยวกับผู้ตายมากที่สุด จะได้รู้ว่าตัวละครมีเท่านี้หรือมีเพิ่มเติม
วิเคราะห์ความน่าเชื่อถือ “บังแจ็ค” - พฤติกรรมคนบนเรือ
ดร. ตฤณห์ กล่าวว่า “ประวัติ” คือสิ่งที่สามารถวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของบุคคลนั้นได้ เขาอาจจะมีชื่อเสียงในเรื่องของการหิวแสง หรืออะไรต่าง ๆ ในส่วนของมือถือที่อยู่กับบังแจ็ค วิเคราะห์ได้เบื้องต้นว่า ข้อมูลนั้นแท้ไหม ถูก Transfer มาจากเครื่องอื่นไหม รูปภาพเป็นรูปที่มาจากการถ่ายของเครื่องโดยตรงไหม ซึ่งถ้าเป็นก็จะถือเป็นหลักฐานที่มีคุณภาพ
ดร. ตฤณห์ กล่าวต่อว่า ทว่ายังมีข้อสังเกตคือ สื่อให้ข้อมูลมาว่ามือถือของ แตงโม ไปโผล่อยู่ที่ร้านโทรศัพท์มือถือตอนกลางคืนในวันเกิดเหตุ คำถามคือเอาไปทำอะไร ต้องเรียกร้านโทรศัพท์นั้นไปสอบปากคำหรือไม่ ซึ่งขณะนั้นพบว่า กระติก อยู่ใกล้ ๆ กันด้วย และเวลาระหว่างที่ แตงโม ตกน้ำ จนถึงเวลาตี 4 ที่เอาเรือออกมาวิ่งวน ซึ่งสื่อเข้าใจในเวลา 3 ปีก่อนว่านำเรือไปจอดแล้วจบนั้น ไปวนอะไรที่วัด และนำออกมาวนอะไรเป็นชั่วโมง
ในส่วนของ “แซน” คนบนเรือในวันเกิดเหตุที่ถูกมองว่าออกมาเผชิญหน้าอยู่คนเดียวนั้น ดร. ตฤณห์ กล่าวว่า มนุษย์มีไม่กี่อารมณ์ที่จะรู้สึก มนุษย์ที่ไม่ได้ทำผิดจะรู้สึกเหนื่อยหน่าย เบื่อหน่าย โกรธ ที่เขาถูกปรักปรำ แต่มนุษย์ที่ทำผิด จะมีความกลัวปะปนกับความโกรธ ซึ่งอารมณณ์เป็นเรื่องปัจเจกบุคคล วิธีการรับมือกับสิ่งกระทำนั้นขึ้นอยู่กับวุฒิภาวะและลักษณะนิสัย
ฉะนั้น 5 คนเจอเหตุการณ์เหมือนกัน อาจจะตอบกลับไม่เหมือนกันก็ได้ อยู่ที่วุฒิภาวะ เหตุผล และการควบคุมอารมณ์ EQ IQ ความฉลาดด้านอารมณ์ ไปจนถึงระดับสติปัญญา ส่วนตัวมองว่าพฤติกรรมที่แสดงออกมากันนั้นไม่สร้างประโยชน์ ไม่สร้างโทษ ไม่เปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงอะไรเลยจากเมื่อ 3 ปีก่อน
“ตฤณห์” มั่นใจ คนบนเรือโกหก
กรณีหากมีหลักฐานใหม่ว่าการเสียชีวิตของ “แตงโม” นั้นมาจากการฆาตกรรม ดร. ตฤณห์ กล่าวว่า จะเป็นการตอบข้อสงสัยของสังคมว่าวันที่เกิดเหตุนั้นเกิดอะไรขึ้น ตั้งแต่ช่วงออกเรือจนถึงเรือถูกหยุดการใช้งาน ซึ่ง “พิรุธ” คือสิ่งที่ทำให้สังคมสนใจคดีนี้ ถ้าทุกอย่างสอดคล้องกันหมดก็จะไม่มีคำถาม เรียกว่า “สิ้นสงสัย”
แต่กรณีนี้ยังมีข้อที่ยังน่าสงสัยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นคำให้การที่ขัดแย้งกับหลักฐานเชิงประจักษ์ หรือหลักฐานทางเทคโนโลยีหรือ CCTV เช่น “กระติก” กล่าวว่า แตงโม ไม่ได้เข้าห้องน้ำ พูดอยู่ 2 ครั้ง และมีคำว่า แตงโม ไม่เข้าห้องน้ำ สาละวนอยู่กับการใช้โทรศัพท์ แต่ก็มีพยานที่เป็นเจ้าของร้านบอกว่า แตงโม เข้าห้องน้ำเสร็จแล้ว และมีโอกาสถ่ายรูปกับ แตงโม หน้าห้องน้ำ จุดนี้ก็ขัดแย้งกันแล้ว และการโกหกนั้นไม่ใช่ว่าอ้างว่าจำไม่ได้ เมื่อ 3 ปีก่อนเขามั่นใจในการให้ปากคำมาก
ดร. ตฤณห์ กล่าวต่อว่า การไม่อายัดเรือ หรือการไม่ควบคุมตัวมาตรวจร่างกาย แยกสอบสวนทันที เป็นช่องว่างในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ส่วนตัวหวังว่านี่จะเป็นคดีสุดท้ายที่เมื่อเกิดเหตุไม่ทราบที่มาที่ไป ควรจะตรวจสอบพยานทั้งหมด และตรวจร่างกายด้วย ต้องเป็นการบังคับ
นอกจากนี้ หากเพื่อนตนตกน้ำจะโทรหาตำรวจ โทรหากู้ภัย ไม่โทรหาทนาย สิ่งนี้ตนก็สงสัย บนเรือเกิดอะไรขึ้นกันแน่ มีการทำผิดกฎหมายบนเรือหรือไม่ ทำไมจึงโทรหาทนาย ไทม์ไลน์ที่เล่าในแต่ละวันมีรายละเอียดงอกเพิ่มขึ้นมาตลอด จากประสบการณ์ของตน การเพิ่มรายละเอียดจะเกิดขึ้นเฉพาะคนสร้างเรื่องขึ้นมา ข้อเท็จจริงที่ละเอียดกที่สุดจะมาจากหลังเกิดเหตุการณ์ใหม่ ๆ เป็นความทรงจำระยะสั้น จะละเอียดที่สุด ไม่ใช่ว่าผ่านไป 2-3 ปีแล้วนึกได้ว่าเกิดเหตุการณ์นี้ด้วย
ดร. ตฤณห์ ทิ้งท้ายว่า ส่วนตัวคิดว่า คนบนเรือโกหก มากน้อยแค่ไหนตนจะทำรายละเอียดอีกที