“เราเห็นความลำบากที่บ้านเราแล้ว เราชอบเรียนหนังสือ อยากเรียนต่อ แต่เราต้องมานั่งคิดว่าเรียนที่ไหนที่จะทำให้ทุกคนไม่ลำบาก โชคดีที่ตอนนั้นมีญาติพี่น้องเค้าช่วยรวมเงินมาด้วยเลยทำให้เราได้เรียนต่อ เราก็หาที่เรียนที่มันหน่วยกิตถูกๆ ในวิชาที่เราอยากเรียนนั่นคือวิศวะ ก็ไปเจอว่าที่ขอนแก่นค่าเรียนถูกที่สุดแล้ว ก็เลยไปเรียนที่นั่นแต่ก็ต้องทำงานแลกเพราะว่าที่บ้านลำบาก ก็เลยไปหางานทำตอนนั้นก็ไปสมัครงานล้างจานตามร้านอาหารกลางคืนเพื่อเอาไว้ใช้ดูแลตัวเองและเก็บเป็นค่าเทอม พอดีผมว่ายน้ำเก่ง พ่อส่งเรียนว่ายน้ำตั้งแต่เด็กเราก็มีความรู้ทางด้านนี้ จากนั้นเราก็ไปสมัครเข้าชมรมว่ายน้ำ และได้เปิดสอนเด็กเล็ก 4-6 ขวบ ว่ายน้ำ ได้ ชม.ละ 300 บาท ตอนนั้นเราเลยใช้อาชีพนี้แหละตอนเรียนเป็นรายได้หลัก หลังจากเรียนจบก็ทำงานในสายงานที่จบมาเพื่อเก็บเงินส่งเสียครอบครัว และเริ่มคิดอยากจะมีรายได้เสริม จึงขายลูกชิ้นปลาระเบิด ซื้อแฟรนไชส์มาแล้วมาเปิดขายตอนเย็น หลังเลิกงานใต้บีทีเอสอ่อนนุช พอมีลูกค้ามาซื้อแล้วเแฮปปี้มาก บอกว่าอร่อย ชอบลูกชิ้นร้านเรา จากนั้นเริ่มชัดเจนกับตัวเองเลยว่าเหมือนว่าทางเรามาทางนี้ จากรถเข็นคันแรกก็เริ่มมีคันที่ 2,3,4,5 มาเรื่อยๆ เริ่มจ้างคนมาขาย รายได้ตอนนั้นดีมาก คนกินเยอะ กำไรต่อเดือน 60,000-70,000 บาท เดือน ซึ่งเป็นรายได้ที่มากกว่างานประจำ
ที่อยากไปเข้าปตท. เพราะว่าเค้ามีสาขาทั่วประเทศ คิดว่าถ้าทำได้น่าจะดี จึงพยายามโทรไปประมาณ 200 สาย ไม่รับเลย จนวันนึงเค้าเปิดให้ทุกคนที่สนใจมาเสนออาหารเพื่อจะเข้าไปขายในจิฟฟี่ ก็เอากระเพาะปลาเราไปเสนอ ปรับปรุงจากทำสดเป็นแบบแช่แข็ง คณะกรรมการตรวจสอบ บอกไม่ผ่าน!! แต่เราไม่เสียใจเลยนะ กลับรู้สึกดีใจ เพราะนั่นคือก้าวแรกที่ทำให้เราได้เข้าไป จากนั้นก็เอาอาหารไปเสนอเค้าเรื่อยเลย แซนวิช เฉาก๊วย ลอดช่อง ข้าวราดแกง ทำมาเยอะมาก รวมที่เสนอขายไปทั้งหมดคือ 150 ครั้งไม่ผ่านเลย แต่ทำให้พวกเค้าจำหน้าเราได้นะว่าไอ้นี่มาอีกแล้ว จนมาประสบความสำเร็จที่ “ขนมถ้วยแช่แข็ง”
ส่วนร้านกะเพราตาแป๊ะ เริ่มทำตอนที่เรากลับมาคิดว่าอาหารที่เราถนัดคือกะเพรา อยากเปิดร้านขายกะเพรา แต่จะเปิดร้านขายก็เหมือนร้านอื่นทั่วไป จะทำยังไงให้แตกต่างจากคนอื่นก็เลยศึกษาอีกครั้ง ดูวิธีทำจากหลากหลายสูตร หาอะไรสักอย่างมาทำให้มันต่าง ไล่ๆ ดู จนมาสนใจพริก เพราะทั่วโลกมีพริกเยอะมาก ถ้าเราเปลี่ยนพริกบ้างอาจจะมีอะไรที่ดึงดูดกลุ่มลูกค้าให้มาสนใจ
ผมเลือกพริกกว่า 40 ชนิดมาลองทำ ทำให้เราได้เห็นเลยว่าพริกแต่ละแบบต่อให้มีความเผ็ดคล้ายๆ กันแต่รสชาติของมันไม่เหมือนกัน บางพริกจะมีรสชาติหวาน บางตัวจะเปรี้ยว บางชนิดเอามาทำผัดไม่อร่อย คือพริกแต่ละแบบมันมีคุณสมบัติในตัวของมัน ตอนลองทำกระเพราเปรี้ยวเลยก็มี กินไม่ได้เลยก็มีจนมาลองพริก Carolina reaper หรือพริกที่เผ็ดที่สุดในโลกเนี่ยรสชาติมันออกมาดี ดังนั้นเราจะทำกระเพรายังไงให้ต่างจากที่อื่นก็ต้องคิดอะไรที่แปลกใหม่และรสชาติดีด้วย ผมจึงเลือกพริก Carolina reaper พริกที่เผ็ดที่สุดในโลก มันก็เป็นอะไรที่แปลกที่ทำให้คนอยากลองว่าจริงเปล่า เผ็ดขนาดไหน แล้วเอามาทำเป็นผัดกะเพราจะอร่อยจริงมั้ย มันก็เป็นเทคนิคการขายอย่างหนึ่ง
ส่วนใบกะเพราเค้าก็พิถีพิถันเลือกจากแหล่งที่คิดว่าดีที่สุด “ทุกวันนี้เราดัดแปลงพันธุกรรมของพืชกันเยอะมากแล้ว ปกติใบกะเพราจะไม่ได้ใหญ่มากเหมือนปัจจุบัน เวลาเราหาซื้อตามท้องตลาด ลองเอามาผัด กลิ่นฉุนของกะเพราะมันไม่หอมขึ้นมาเลย เลยไปตะเวนหาตามแหล่งชาวบ้านที่อยู่ต่างจังหวัด ที่เค้าปลูกกันมาตั้งแต่เก่าแต่ก่อน ก็เลยจะได้กะเพราป่าที่ค่อนข้างหอมมาใช้ที่ร้าน
โดยราคาผัดกะเพราที่ร้านจะเริ่มต้นอยู่ที่ 60 บาท เป็นผัดกะเพราธรรมดาทั่วไปไม่ได้ใช้พริก Carolina reaper แต่ถ้าจะทานกะเพราที่ใส่พริก Carolina reaper ราคาจะอยู่ที่จานละ 300 ขึ้นไป ร้านอยู่อโศกตรงข้ามประสานมิตรพลาซ่า เริ่มขายเวลา 11.00 – 21.00 น. เปิดวันจันทร์ - เสาร์ ปิดวันอาทิตย์
“อย่าตัดสินใครที่ภายนอก” เอ้ ชุติมา ฝากถึงนักเลงคีย์บอร์ดหลังโดนบูลลี่ผ่านโลกโซเชียล