กาแฟ เป็นเครื่องดื่มที่ขาดไม่ได้ของใครหลายๆ คน ในหนึ่งวันต้องดื่มอย่างน้อยให้ได้หนึ่งแก้ว เพื่อให้ร่างกายตื่นตัว หายง่วง กระปรี้กระเปร่า อีกทั้งกลิ่นของกาแฟจะช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลาย ปัจจุบันกาแฟมีมากมายหลายชนิดซึ่งแต่ละชนิดก็มีปริมาณคาเฟอีนไม่เท่ากัน โดยเฉพาะกาแฟดำ ที่คนสายเฮลธ์ตี้หันมาดื่มกันมาขึ้น ดังนั้นหากเราดื่มในปริมาณที่เหมาะสมก็จะเป็นผลดีต่อร่างกาย
ข้อดีของกาแฟ
-เป็นแหล่งอาหารสำคัญของสารต้านอนุมูลอิสระ
-กระตุ้นสมอง กระปรี้กระเปร่า
-เพิ่มความสามารถในการเผาผลาญให้ร่างกาย
-เพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มเรี่ยวแรงได้
-ส่วนลดความเสี่ยงการเป็นเบาหวาน
-ช่วยบำรุงสมองและระบบประสาท ลดความเสี่ยงและชะลอโรคทางสมอง
ปริมาณคาเฟอีนที่ส่งผลต่อร่างกาย
50-200 มก. กระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า สดชื่น
200-500 มก. อาจทำให้ปวดศีรษะ เครียด กระวนกระวาย มือสั่น นอนไม่หลับ
1,000 มก. จะเริ่มทำให้เกิดกาเฟอีนเป็นพิษ กระสับกระส่ายอยู่นิ่งไม่ได้ หัวใจเต้นเร็ว คลื่นไส้ เบื่ออาหาร ปัสสาวะบ่อย
วิธีดื่มกาแฟให้เหมาะสม
-ดื่มในปริมาณที่พอเหมาะ คือ วันละ 2 แก้ว และดื่มให้ถูกเวลา ช่วง 10 โมงเป็นต้นไป และช่วงบ่าย 2 โมง
-ไม่ควรดื่มกาแฟสำเร็จรูป
-ไม่ควรดื่มขณะท้องว่าง หรือดื่มแทนอาหารมื้อหลัก
-ไม่ควรหักดิบเลิกกาแฟแบบกระทันหัน
ใครบ้างที่ควรระมัดระวังในการดื่มกาแฟ
-หญิงตั้งครรภ์ ควรได้รับคาเฟอีนไม่เกิน 200 มก./วัน เพราะมีโอกาสเสี่ยงต่อการแท้ง คลอดก่อนกำหนด ทารกแรกคลอดมีน้ำหนักน้อย
-แม่ให้นมบุตร หากดื่มกาแฟในปริมาณมากอาจส่งผลต่อระบบย่อยอาหารของทารก
-เด็ก อาจมีผลข้างเคียงจากการดื่มที่รุนแรงมากกว่าในผู้ใหญ่
-ผู้ป่วยโรควิตกกังวล
-ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการมีเลือดออกผิดปกติ
-ผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยโรคต้อหิน
-ผู้ที่มีอาการท้องเสีย เป็นต้น
เคล็ด (ไม่) ลับ ดริปกาแฟให้เหมือนคาเฟ่
สำนักประเมินสุขภาพแคลิฟอร์เนีย ยันดื่ม "กาแฟ" ไม่เสี่ยงเกิดมะเร็ง
ร่างกายของเรามีการตอบสนองต่อคาเฟอีนไม่เหมือนกัน ดังนั้น บางคนดื่มน้อยสามารถตื่นตัวได้ทั้งวัน บางคนดื่มมากก็อาจไม่มีผลอะไรต่อร่างกาย อย่างไรก็ตาม กาแฟมีทั้งผลดีและผลเสีย และดื่มในปริมาณที่เหมาะสม พอเหมาะกับตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด