แต่ทราบหรือไม่ว่า จุดเริ่มต้นของดอกกุหลาบจนกลายมาเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักนั้น ไม่ได้เริ่มต้นด้วยความโรแมนติกเลย ในเว็บไซต์ TIME ได้นำเรื่องราวเหตุการณ์ความมาของดอกกุหลาบ โดยระบุว่า ในอังกฤษยุควิกตอเรีย (ค.ศ. 1837-1901) บทบาทของสตรีในสังคมถูกจำกัดด้วยขนบธรรมเนียมและบรรทัดฐานทางสังคม
ท่ามกลางความเข้มงวดเหล่านั้น เกิดกระแสการเรียนรู้ “ภาษาดอกไม้” หรือความคิดที่ว่าดอกไม้แต่ละดอกมีความหมายในตัวเอง เพื่อใช้แทนการสื่อสารที่ไม่สามารถแสดงออกได้อย่างเปิดเผยจากค่านิยมในยุคนั้น
แมรี บรูกส์ จากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยเดอร์แฮม เขียนไว้ในงานวิชาการเรื่อง “Silent Needles, Speaking Flowers” ว่า “มีความเป็นไปได้ที่ผู้หญิงบางคนในยุคนั้นแสวงหาวิธีการสื่อสารและการแสดงออกอย่างลับ ๆ”การแพร่หลายของภาษาดอกไม้ในช่วงต้น ต้องยกเครดิตให้กับท่านหญิงแมรี เวิร์ตลีย์ มอนตากู ภรรยาของเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำตุรกีในช่วงศตวรรษที่ 18
ท่านหญิงมอนตากูหลงใหลในภาษาดอกไม้ในภาษาตุรกี จึงเขียนจดหมายถึงอังกฤษหลายฉบับในปี ค.ศ. 1716 เธอบรรยายถึงประเพณีของชาวตุรกีว่าเป็นวิธีการกำหนดความหมายให้กับสิ่งของต่าง ๆ เพื่อส่งจดหมายแบบลับ ๆ
จดหมายของมอนตากูซึ่งตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1763 ได้เขียนถึงการสื่อสารด้วยวิธีดังกล่าวของชาวตุรกีว่า “ไม่มีสีใด ไม่มีดอกไม้ใด ไม่มีวัชพืชใด ไม่มีผลไม้ใด สมุนไพรใด ก้อนกรวดใด หรือขนนกใด ที่ไม่มีความหมายในตัวของมัน คุณสามารถทะเลาะกัน ประณามสาปส่งกัน แสดงความหลงใหล แสดงมิตรภาพ ความอ่อนน้อม หรือแม้แต่ข่าวสารได้ โดยที่คุณต้องเขียนเลยด้วยซำ”
ฟังดูเป็นเรื่องราวที่โรแมนติก แต่ในความเป็นจริง ท่านหญิงมอนตากู ตีความประเพณีดังกล่าวของตุรกีไม่ถูกต้อง
เบเวอร์ลี ซีตัน ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยรัฐโอไฮโอ อธิบายไว้ในหนังสือ “The Language of Flowers: a History” ว่า ภาษาดอกไม้ของตุรกีไม่ได้ทำงานอย่างที่มอนตากูเข้าใจ “มันไม่ใช่เรื่องของสัญลักษณ์ แต่เป็นความเกี่ยวข้องของคำที่คล้องจองกับชื่อของวัตถุ”
แม้มอนตากูจะเข้าใจผิด แต่แนวคิดเรื่องภาษาดอกไม้ก็แพร่กระจายออกไปเป็นวงกว้าง ในปี ค.ศ. 1819 พจนานุกรมภาษาดอกไม้ “Langage des fleurs” โดยชาร์ล็อตต์ เดอ ลาตูร์ ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในฝรั่งเศส ภาษาดอกไม้ที่แปลโดย เดอ ลาตูร์ ครอบคลุมดอกไม้ยอดนิยมที่เราซื้อ ขาย และมอบให้กันในทุกวันนี้
ในหมวดหมู่ดอกกุหลาบของ เดอ ลาตูร์ บอกว่า ไม่ได้มีเพียงดอกกุหลาบเท่านั้นที่สื่อถึง “ความรัก” แต่ตัวต้นกุหลาบเอง ก็มีความหมายในเชิงโรแมนติก เดอ ลาตูร์ บรรยายกุหลาบไว้ว่า “ธรรมชาติดูเหมือนจะใช้ความสามารถทั้งหมดในการสร้างความสดชื่น ความงาม กลิ่นหอม สีที่ละเอียดอ่อน และความสง่างาม ให้กับดอกกุหลาบ”
ภายหลังจากนั้น ตลอดช่วงศตวรรษที่ 19 (ค.ศ. 1801-1900) หนังสือเกี่ยวกับภาษาดอกไม้เผยแพร่และได้รับความนิยมไปทั่วอังกฤษ
เมื่อผู้คนเริ่มมีภาพจดจำว่า กุหลาบ คือ สัญลักษณ์แห่งความรัก ก็ทำให้ยอดขายกุหลาบในช่วงศตวรรษที่ 19 พุ่งสูงขึ้น
สตีเฟน สแกนนิเอลโล ภัณฑารักษ์ประจำสวนกุหลาบ เพ็กกี ร็อกเฟลเลอร์ สวนพฤกษศาสตร์นิวยอร์ก เล่าว่า ในยุควิกตอเรีย นักพฤกษศาสตร์ทั่วทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสได้เริ่มพัฒนากุหลาบชนิดใหม่ แม้แต่ในสหรัฐฯ เอง ก็มีการพัฒนาสายพันธุ์อเมริกันบิวตี้ขึ้นมา ถึงขั้นว่า กุหลาบสายพันธุ์นี้ถูกส่งจากนิวเจอร์ซีย์มายังอังกฤษ เพื่อมอบให้แก่สมเด็จพระราชินีวิกตอเรียอีกด้วย สะท้อนถึงความสำคัญของกุหลาบในยุคนั้นที่ยังคงมีอิทธิพลมาถึงปัจจุบัน
แอเรียล เอ็กสตัต ผู้เขียนหนังสือ “The Secret Language of Color” กล่าวว่า นอกเหนือจากความน่าหลงใหลของดอกไม้แล้ว สีของดอกกุหลาบแบบดั้งเดิมอาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้คนเชื่อมโยงมันกับความรัก
เอ็กสตัต บอกว่า สีของกุหลาบเป็นสีที่เหมือนกับใบหน้าของเรายามแดงซ่านจากแรงดึงดูดและความปรารถนา และพลังของสีแดงไม่ได้มีไว้สำหรับความรักเท่านั้น แต่ยังเป็นสีของวันตรุษจีนและสีในวันคริสต์มาสอีกด้วย เป็น “สีพื้นฐานที่สุดของโลก”
ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานภาษาดอกไม้ ที่ถึงแม้ท่านหญิงมอนตากูจะตีความหมายผิด แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ ผู้คนตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบันมองชมดอกไม้ในมุมมองของอารมณ์ความรู้สึกและความโรแมนติกมาโดยตลอด และปฏิเสธไม่ได้ว่า “แม้ว่าพวกเราส่วนใหญ่จะไม่คล่องแคล่วในภาษาของดอกไม้ แต่เราก็ยังหน้าแดงทุกครั้งเมื่อได้รับช่อกุหลาบงาม”
ที่มา: TIME