ออฟฟิศซินโดรม ภัยเงียบของคนทำงานยุคใหม่ รู้ทันอาการ สาเหตุ วิธีป้องกัน ก่อนเสียสุขภาพ
สำหรับชาวออฟฟิศที่ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่หน้าคอมพิวเตอร์วันละ 8-10 ชั่วโมง อาการปวดคอ บ่า ไหล่ หรือหลัง อาจกลายเป็นเรื่องที่หลายคนชินจนมองข้ามไป แต่ทราบหรือไม่ว่าจริง ๆ แล้วอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของ “โรคออฟฟิศซินโดรม” (Office Syndrome) กลุ่มอาการยอดฮิตของคนวัยทำงาน รวมถึงคนที่นั่งหน้าคอมนาน ๆ ที่พบได้มากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน
แม้ออฟฟิศซินโดรมจะเริ่มจากอาการปวดเมื่อยเล็ก ๆ น้อยๆ แต่หากปล่อยไว้นานโดยไม่ดูแลอย่างถูกวิธี ก็อาจลุกลามจนกลายเป็นอาการเรื้อรัง ส่งผลทั้งต่อสุขภาพ การทำงาน และคุณภาพชีวิตในระยะยาวได้ บทความนี้ PPTV เลยอยากจะชวนทุกคนไปทำความรู้จักออฟฟิศซินโดรมกันให้มากขึ้นแบบครบทุกมิติ ทั้งสาเหตุ อาการ วิธีรักษา ไปจนถึงเทคนิคป้องกันง่าย ๆ ที่สามารถทำตามได้ในชีวิตประจำวัน
รู้จักโรคออฟฟิศซินโดรม คืออะไร
ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) คือ ลักษณะอาการที่เกิดจากการใช้กล้ามเนื้อในท่าเดิมซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน โดยเฉพาะพฤติกรรมการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ การก้มเล่นโทรศัพท์ หรือการนั่งอยู่ในท่าที่ไม่เหมาะสมต่อเนื่องนานกันเป็นระยะเวลาหลายชั่วโมง
ซึ่งเมื่อกล้ามเนื้อทำงานหนักโดยไม่ได้พัก จะเกิดการเกร็งตัวสะสมจนเกิดอาการอักเสบ ปวดตึง และลุกลามไปยังบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณคอ บ่า ไหล่ หลัง และสะบัก
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหลายคนอาจเริ่มจากอาการปวดเล็กน้อย แต่ถ้ายังไม่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ยังใช้ชีวิตแบบเดิม นั่งหน้าคอมนาน ๆ โดยไม่ลุกไปยืดเหยียด อาจทำให้อาการรุนแรงขึ้นจนส่งผลต่อระบบประสาท กระดูก หรือการเคลื่อนไหวในระยะยาวได้
ใครบ้างที่มีโอกาสเป็นโรคออฟฟิศซินโดรม
เวลาพูดถึงโรคนี้หลายคนมักจะคิดว่าเป็นโรคสำหรับชาวออฟฟิศที่นั่งทำงานหน้าคอมนาน ๆ เท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วใครก็ตามที่มีพฤติกรรมเสี่ยงก็สามารถเป็นโรคออฟฟิศซินโดรมได้เช่นกัน ซึ่งกลุ่มเสี่ยงที่พบได้บ่อย มีดังนี้
- พนักงานออฟฟิศที่นั่งหน้าคอมต่อเนื่องหลายชั่วโมง
- คนทำงานแบบ Work from Home ที่โต๊ะทำงานไม่เหมาะกับสรีระ
- เกมเมอร์ที่ใช้แขน ไหล่ และข้อมือหนักต่อเนื่อง
- คนที่ชอบก้มเล่นมือถือเป็นเวลานาน หรือมีภาวะ Text Neck
- ผู้ที่ไม่ค่อยออกกำลังกายและใช้ชีวิตแบบนั่ง ๆ นอน ๆ เป็นหลัก
สาเหตุที่ทำให้เป็นออฟฟิศซินโดรม มีสาเหตุใดบ้าง
ออฟฟิศซินโดรมไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เป็นผลสะสมจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งพฤติกรรมการทำงานและสภาพร่างกาย ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคดังกล่าว ได้แก่
- ท่านั่งไม่ถูกต้อง: การนั่งหลังค่อม ก้มหน้า หรือวางข้อมือผิดองศา ล้วนทำให้กล้ามเนื้อต้องรับแรงกดมากกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดอาการปวดสะสมโดยไม่รู้ตัว
- โต๊ะทำงานไม่เหมาะกับสรีระ: ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้ที่รองรับหลังไม่ดี หน้าจออยู่ต่ำเกินไป หรือแสงในห้องไม่เพียงพอ ล้วนทำให้ร่างกายต้องฝืนท่าทางระหว่างทำงาน
- ใช้กล้ามเนื้อซ้ำๆ นานเกินไป: การนั่งทำงานต่อเนื่องหลายชั่วโมงโดยไม่พัก ทำให้กล้ามเนื้อขาดการผ่อนคลาย เลือดไหลเวียนไม่ดี จนเกิดอาการตึงและอักเสบ
- ความเครียดสะสม: ความเครียดจากการทำงานส่งผลโดยตรงต่อการเกร็งของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณต้นคอและหัวไหล่ ทำให้อาการปวดหนักขึ้นกว่าเดิม
ลักษณะอาการของโรคออฟฟิศซินโดรม
อาการของออฟฟิศซินโดรมมักค่อย ๆ สะสม และรุนแรงขึ้นตามระยะเวลา หากสังเกตให้ดี ร่างกายมักส่งสัญญาณเตือนออกมาให้เห็นก่อนเสมอ ตัวอย่างเช่น
- อาการปวดกล้ามเนื้อ: รู้สึกปวดตึงบริเวณคอ บ่า ไหล่ หรือหลังส่วนล่าง บางครั้งอาจรู้สึกปวดลึกๆ หรือมีจุดกดเจ็บ (Trigger Point)
- ปวดศีรษะเรื้อรัง: มักมีอาการปวดร้าวขึ้นไปที่ขมับหรือกระบอกตา ซึ่งเกิดจากความตึงเครียดของกล้ามเนื้อบริเวณบ่าและต้นคอที่ลามขึ้นไป
- อาการชา: มีความรู้สึกเหน็บชาบริเวณปลายนิ้วมือ ข้อมือ หรือแขน ในกรณีที่เส้นประสาทถูกกดทับจากการเกร็งตัวของพังผืด
- อาการทางสายตา: ตาแห้ง พร่ามัว หรือปวดกระบอกตาจากการจ้องหน้าจอนานเกินไป
วิธีรักษาออฟฟิศซินโดรม
เมื่อเริ่มมีอาการของโรคออฟฟิศซินโดรม ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เพราะยิ่งรักษาเร็ว โอกาสฟื้นตัวก็จะยิ่งดีมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันมีวิธีดูแลและบำบัดหลากหลายรูปแบบให้เลือกตามความเหมาะสม ดังนี้
รักษาโรคออฟฟิศซินโดรมด้วยการทำกายภาพบำบัด
เป็นการใช้เครื่องมือทันสมัยและเทคนิคเฉพาะทางโดยนักกายภาพบำบัด เช่น การใช้คลื่นอัลตราซาวนด์ลดการอักเสบ การใช้เลเซอร์กำลังสูง (High Power Laser) เพื่อเร่งการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ หรือการใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าเพื่อคลายกล้ามเนื้อที่หดเกร็ง โดยจะอยู่ภายใต้การดูแลของนักกายภาพบำบัดเฉพาะทาง
รักษาโรคออฟฟิศซินโดรมยืดกล้ามเนื้อที่ถูกวิธีด้วยตัวเอง
การรักษาโรคออฟฟิศซินโดรมยืดกล้ามเนื้อที่ถูกวิธีด้วยตัวเองก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่อยากแนะนำ โดยใครที่มีอาการออฟฟิศซินโดรมแนะนำว่าให้ลองลุกขึ้นมายืดคอ หมุนไหล่ หรือทำท่ายืดเหยียดระหว่างวัน เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยลดการสะสมของความตึงเครียดในกล้ามเนื้อได้ดีมาก หรือใครที่หลังเลิกงานมีเวลา อาจจะลองเล่นโยคะหรือออกกำลังกายเบา ๆ ก็ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้ร่างกายได้ดีไม่แพ้กัน
การฝังเข็มเพื่อรักษาโรคออฟฟิศซินโดรม
การฝังเข็มเป็นการรักษาทางเลือกที่ได้รับความนิยมสูง โดยการฝังเข็มจะเข้าไปช่วยลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อผ่านการกระตุ้นจุดสะท้อนหรือการสลายปมกล้ามเนื้อ (Trigger Point) ช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้นและลดอาการปวดร้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม แนะนำว่าวิธีดังกล่าวควรได้รับการรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านฝังเข็มเท่านั้น
การนวดแผนไทยเพื่อบำบัดอาการออฟฟิศซินโดรม
สำหรับการดูแลสุขภาพแบบทางเลือก การนวดแผนไทยถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้ดีไม่แพ้วิธีอื่น ๆ เพราะจะช่วยกระตุ้นระบบการไหลเวียนโลหิตและคลายเส้นพังผืดที่ยึดรั้ง อย่างไรก็ตาม ควรแจ้งหมอนวดถึงอาการปวดเฉพาะจุดและหลีกเลี่ยงการนวดที่รุนแรงจนเกินไป
การรับประทานยาเพื่อรักษาโรคออฟฟิศซินโดรม
ในกรณีที่มีอาการปวดรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาลดการอักเสบ (NSAIDs) หรือวิตามินบำรุงระบบประสาทเพื่อบรรเทาอาการในเบื้องต้น อย่างไรก็ตาม การทานยาเป็นเพียงการบรรเทาอาการออฟฟิศซินโดรมโดยเบื้องต้น หากไม่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันก็อาจทำให้อาการออฟฟิศซินโดรมรุนแรงขึ้นและส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวได้
ไม่อยากเป็นออฟฟิศซินโดรม ป้องกันอย่างไรได้บ้าง
แม้ออฟฟิศซินโดรมจะเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย แต่ก็สามารถป้องกันได้ด้วยการปรับพฤติกรรมเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน
- จัดโต๊ะทำงานใหม่: ปรับระดับหน้าจอให้อยู่ในระดับสายตา เก้าอี้ควรมีพนักพิงที่รองรับส่วนโค้งของหลัง และวางเท้าให้ราบกับพื้นพอดี
- ใช้กฎ 20-20-20: ทุก 20 นาที ให้ละสายตาจากหน้าจอ แล้วมองออกไปไกลประมาณ 20 ฟุต เป็นเวลา 20 วินาที ช่วยลดอาการล้าของดวงตาได้มาก
- ขยับร่างกายบ่อยๆ: ลุกขึ้นยืนหรือเดินไปมาทุก ๆ 1 ชั่วโมง เพื่อเปลี่ยนท่าทางและลดแรงกดทับของกระดูกสันหลัง
- ดื่มน้ำและพักผ่อน: การดื่มน้ำเพียงพอช่วยให้เนื้อเยื่อในร่างกายชุ่มชื้น และลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ รวมถึงการนอนพักผ่อนให้เพียงพอจะช่วยให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเองได้ดียิ่งขึ้น
ออฟฟิศซินโดรม ศัตรูตัวร้ายของคนนั่งโต๊ะ รู้ก่อนป้องกันได้ก่อน
เป็นอย่างไรกันบ้าง เห็นได้เลยว่าโรคออฟฟิศซินโดรมไม่ใช่เรื่องไกลตัวและไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ สำหรับคนทำงานในยุคปัจจุบัน การละเลยอาการปวดเพียงเล็กน้อยอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพเรื้อรังที่บั่นทอนประสิทธิภาพในการใช้ชีวิตได้ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพียงเล็กน้อย เริ่มจากการนั่งให้ถูกวิธีและการหมั่นขยับร่างกาย คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คุณทำงานได้อย่างมีความสุขและยั่งยืน PPTV หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นแนวทางให้ทุกคนกลับมาดูแลตัวเองมากขึ้น อย่าลืมแชร์ต่อสาระดีๆ นี้ให้กับเพื่อนร่วมงานเพื่อสุขภาพที่ดีไปด้วยกัน
สำหรับใครที่อยากอัปเดตเทรนด์สุขภาพและไลฟ์สไตล์ที่น่าสนใจ สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและสาระความรู้ดี ๆ ได้ที่ PPTVHD36 ที่จะคอยเสิร์ฟเรื่องราวที่มีประโยชน์ตรงใจคุณทุกวัน
FAQ คำถามที่พบบ่อย
อาการออฟฟิศซินโดรมแบบไหนต้องพบแพทย์?
หากคุณเริ่มมีอาการปวดรุนแรงจนรบกวนการนอน หรืออาการปวดนั้นมีอาการชาร่วมด้วย รวมถึงมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อแขนหรือขา และการทานยาหรือพักผ่อนเบื้องต้นไม่ทำให้อาการดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ ควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทางทันที
ซื้อยาทานเพื่อบรรเทาออฟฟิศซินโดรมได้ไหม?
การรับประทานยาสามารถช่วยบรรเทาอาการออฟฟิศซินโดรมได้ในเบื้องต้น เช่น ยาพาราเซตามอลหรือยาคลายกล้ามเนื้อ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรซื้อทานเองต่อเนื่องเป็นเวลานานเพราะอาจมีผลข้างเคียงต่อตับและไต ควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่ถูกต้อง
ควรซื้ออุปกรณ์เสริมใดมารักษาออฟฟิศซินโดรมไหม?
อุปกรณ์เสริมสำหรับชาวออฟฟิศซินโดรมอย่างเบาะรองหลัง แผ่นรองข้อมือ หรือขาตั้งจอคอมพิวเตอร์ (Monitor Arm) มีส่วนช่วยในการปรับสรีระให้ถูกต้องได้จริง อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์ดังกล่าวเป็นตัวช่วยเสริมเท่านั้น ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดที่ไม่ควรละเลยนั่นก็คือการจัดท่านั่งของตนเองในระหว่างทำงานให้เหมาะสม ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตร่วมด้วย ก็จะช่วยให้อาการออฟฟิศซินโดรมที่เป็นอยู่นั้นดีขึ้นได้