"หมาป่าอาร์กติก" นักล่าแห่งขั้วโลกเหนือ ผู้อยู่รอดในอุณหภูมิ -30 องศาฯ

โดย PPTV Online

เผยแพร่

"หมาป่าอาร์กติก" นักล่าแห่งขั้วโลกเหนือ ผู้อยู่รอดในอุณหภูมิ -30 องศาเซลเซียส สายพันธุ์ย่อยหมาป่าเทา ไม่จำศีล เดินทางไกลเพื่ออาหารเพียงหนึ่งมื้อ

ท่ามกลางทุ่งทุนดราที่ปกคลุมด้วยหิมะ อุณหภูมิในฤดูหนาวลดต่ำลงถึงประมาณ -30 องศาเซลเซียส และดวงอาทิตย์อาจหายไปจากท้องฟ้านานหลายเดือน ยังมีนักล่าชนิดหนึ่งที่สามารถใช้ชีวิต ออกล่า และเลี้ยงลูกท่ามกลางสภาพแวดล้อมสุดขั้วเช่นนี้ได้ มันคือ "หมาป่าอาร์กติก" (Arctic Wolf)

สายพันธุ์ย่อยหมาป่าเทา ปรับตัวให้เข้ากับเขตอาร์กติก

หมาป่าอาร์กติกไม่ใช่หมาป่าคนละชนิดกับหมาป่าสีเทา แต่เป็นสายพันธุ์ย่อยของหมาป่าสีเทา (Grey Wolf) ที่ปรับตัวสำหรับการดำรงชีวิตในเขต High Arctic ของทวีปอเมริกาเหนือและกรีนแลนด์โดยเฉพาะ

ขนหนาสีขาว อุ้งเท้าที่ปกคลุมด้วยขน หูขนาดเล็ก และจมูกที่สั้นกว่าหมาป่าหลายกลุ่ม ล้วนช่วยให้พวกมันรักษาความร้อนในร่างกาย ขณะที่การอยู่รวมกันเป็นครอบครัวและออกล่าเป็นฝูงทำให้สามารถจัดการกับเหยื่อที่ตัวใหญ่กว่าหลายเท่าอย่าง "มัสก์ออกซ์" ได้

ยิ่งไปกว่านั้น การอาศัยอยู่ในดินแดนห่างไกลมนุษย์ยังทำให้หมาป่าอาร์กติกหลีกเลี่ยงภัยคุกคามหลายอย่างที่หมาป่าประชากรอื่นต้องเผชิญ จนปัจจุบันยังคงอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงต่ำ แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังกลายเป็นความท้าทายใหม่ที่อาจเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศซึ่งพวกมันพึ่งพา

หมาป่าอาร์กติก

หมาป่าอาร์กติกมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Canis lupus arctos อยู่ในอันดับ Carnivora วงศ์ Canidae สกุล Canis ชนิด Canis lupus กล่าวง่าย ๆ คือ หมาป่าอาร์กติกเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ย่อยของ หมาป่าสีเทา หรือ Grey Wolf (Canis lupus) เช่นเดียวกับหมาป่ากลุ่มอื่นที่กระจายพันธุ์อยู่ทั่วซีกโลกเหนือ

หมาป่าอาร์กติกยังมีชื่อเรียกอีกหลายชื่อ เช่น Arctic Wolf Polar Wolf หรือ White Wolf ทั้งหมดล้วนสะท้อนถึงถิ่นอาศัยและขนสีขาวอันเป็นเอกลักษณ์ของมัน

พบหมาป่าอาร์กติกได้ที่ไหน?

หมาป่าอาร์กติกอาศัยอยู่ในบริเวณ High Arctic ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มนุษย์เข้าถึงได้ยากที่สุดของโลก พื้นที่กระจายพันธุ์สำคัญอยู่บริเวณหมู่เกาะอาร์กติกของแคนาดา โดยเฉพาะพื้นที่อย่าง Ellesmere Island Devon Island และQueen Elizabeth Islands รวมถึงบริเวณกรีนแลนด์ตอนเหนือ แหล่งข้อมูลบางแห่งยังระบุถึงพื้นที่อาร์กติกส่วนอื่นของอเมริกาเหนือในขอบเขตการกระจายพันธุ์ด้วย

สิ่งที่ทำให้หมาป่าอาร์กติกแตกต่างจากหมาป่าหลายประชากร คือพื้นที่ส่วนใหญ่ของมันห่างไกลจากเมือง เกษตรกรรม และกิจกรรมของมนุษย์อย่างมาก

ด้วยเหตุนี้ หมาป่าอาร์กติกจึงเป็นหนึ่งในกลุ่มหมาป่าที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ในพื้นที่ดั้งเดิมของตัวเองได้มากกว่าหมาป่าหลายกลุ่มทางตอนใต้

บ้านที่มีฤดูหนาวประมาณ -30 องศาเซลเซียส

การเรียกพื้นที่อาศัยของหมาป่าอาร์กติกว่า "หนาว" อาจยังไม่เพียงพอ ในเขต High Arctic อุณหภูมิเฉลี่ยช่วงฤดูหนาวสามารถอยู่ที่ประมาณ -30 องศาเซลเซียส และเมื่อรวมผลจากลม อุณหภูมิที่ร่างกายรู้สึกอาจต่ำลงไปอีก ฤดูหนาวยังยาวนานและมีช่วงเวลาที่แทบไม่มีแสงอาทิตย์ ขณะที่พื้นดินถูกปกคลุมด้วยหิมะและน้ำแข็งเป็นเวลานาน เมื่อเข้าสู่ฤดูร้อน อุณหภูมิในบางพื้นที่ก็ยังสูงเพียงประมาณไม่กี่องศาเซลเซียส

ช่วงฤดูร้อนที่ค่อนข้างสั้นประมาณกลางเดือนมิถุนายนถึงกลางเดือนสิงหาคมจึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะหิมะบางส่วนละลาย พืชขนาดเล็กเริ่มเติบโต และสัตว์กินพืชมีอาหารเพิ่มขึ้น ทั้งหมดนี้ส่งผลต่อห่วงโซ่อาหารที่หมาป่าอาร์กติกพึ่งพาโดยตรง

ที่มา "ขนสีขาว" ของหมาป่าอาร์กติก

ลักษณะที่โดดเด่นที่สุดของหมาป่าอาร์กติก คือ ขนสีขาว ต่างจากสุนัขจิ้งจอกอาร์กติกที่สีขนสามารถเปลี่ยนตามฤดูกาล หมาป่าอาร์กติกยังคงมีขนสีขาวตลอดทั้งปี สีขาวมีประโยชน์สำคัญในฐานะ Camouflage หรือการพรางตัว ทำให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมที่ปกคลุมด้วยหิมะแต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้สีคือ "ความหนา" ของขน

หมาป่าอาร์กติกมีขนหนาช่วยกักเก็บความร้อนและลดการสูญเสียอุณหภูมิจากร่างกาย จึงสามารถเคลื่อนที่และออกล่าท่ามกลางอากาศหนาวจัดได้โดยไม่จำเป็นต้องจำศีล

หมาป่าอาร์กติกมีร่างกายแข็งแรง แต่โดยทั่วไปมีขนาดเล็กกว่าหมาป่าสีเทาขนาดใหญ่บางประชากร ข้อมูลจากองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ระบุว่า ตัวเต็มวัยมีความยาวประมาณ 97–180 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 32–79 กิโลกรัม

ตัวผู้โดยทั่วไปมีขนาดและน้ำหนักมากกว่าตัวเมีย อย่างไรก็ตาม ขนาดร่างกายแตกต่างกันได้ตามเพศ อายุ พื้นที่ และความอุดมสมบูรณ์ของอาหาร จึงไม่ควรมองตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งว่าเป็นขนาดตายตัวของหมาป่าอาร์กติกทุกตัว

หมาป่าอาร์กติก

หูเล็ก-จมูกสั้น ไม่ได้มีไว้แค่ความน่ารัก

เมื่อเปรียบเทียบกับหมาป่าที่อาศัยในภูมิอากาศอบอุ่นกว่า หมาป่าอาร์กติกมีลักษณะบางอย่างที่เหมาะกับสภาพอากาศหนาวจัด ตัวอย่างสำคัญคือ หูค่อนข้างเล็ก จมูกสั้น ขนหนา ลำตัวค่อนข้างกะทัดรัด การมีส่วนยื่นของร่างกายที่สั้นและเล็กช่วยลดพื้นที่ผิวที่สัมผัสอากาศ จึงช่วยลดการสูญเสียความร้อนจากร่างกาย นี่เป็นรูปแบบการปรับตัวที่สามารถพบได้ในสัตว์หลายชนิดที่วิวัฒนาการมาในพื้นที่หนาวจัด

อุ้งเท้าของหมาป่าอาร์กติกเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญสำหรับการเอาชีวิตรอด บริเวณเท้ามีขนปกคลุม ช่วยเพิ่มฉนวนป้องกันความเย็นขณะเดินบนพื้นหิมะและน้ำแข็ง ขณะเดียวกัน เท้าขนาดใหญ่ยังช่วยกระจายน้ำหนักขณะเคลื่อนที่บนพื้นผิวที่อ่อนนุ่มอย่างหิมะ

เมื่อรวมกับขาที่แข็งแรง หมาป่าอาร์กติกจึงสามารถเดินทางเป็นระยะทางไกลในภูมิประเทศที่ทั้งหนาว ลื่น และแทบไม่มีสิ่งกำบัง

หมาป่าอาร์กติกไม่จำศีล

แม้ต้องเผชิญฤดูหนาวอันยาวนาน หมาป่าอาร์กติกยังคงเคลื่อนที่และออกหาอาหารตามปกติ ร่างกายและขนของมันได้รับการปรับตัวให้สามารถรักษาความอบอุ่นท่ามกลางอุณหภูมิติดลบ ปัญหาที่สำคัญในฤดูหนาวจึงไม่ใช่เพียงความหนาว แต่คือ อาหาร

เมื่อเหยื่อหาได้ยาก หมาป่าอาร์กติกสามารถอดอาหารได้นานหลายวัน และในสถานการณ์จำเป็นอาจอยู่รอดโดยไม่มีอาหารได้นานเป็นสัปดาห์ ความสามารถดังกล่าวมีความสำคัญอย่างมากในพื้นที่ซึ่งโอกาสพบเหยื่อแต่ละครั้งอาจอยู่ห่างกันหลายกิโลเมตร

หมาป่าอาร์กติกเป็นสัตว์กินเนื้อและเป็นหนึ่งในผู้ล่าระดับสูงของระบบนิเวศอาร์กติก เหยื่อสำคัญ ได้แก่ มัสก์ออกซ์ (Muskox) กวางคาริบู โดยเฉพาะ Peary Caribou กระต่ายอาร์กติก (Arctic Hare) เลมมิง (Lemming) นกพทาร์มิแกน (Ptarmigan) นกน้ำ และแมวน้ำบางโอกาส อาหารแตกต่างกันตามฤดูกาล พื้นที่ และชนิดของเหยื่อที่หาได้

สำหรับหมาป่าที่อาศัยในพื้นที่ High Arctic การหาอาหารเป็นความท้าทายอย่างมาก เพราะความหนาแน่นของสัตว์ต่ำกว่าระบบนิเวศในเขตอบอุ่น

ล่ามัสก์ออกซ์ที่ตัวใหญ่กว่าหลายเท่าได้อย่างไร?

มัสก์ออกซ์โตเต็มวัยสามารถมีน้ำหนักหลายร้อยกิโลกรัม มากกว่าหมาป่าอาร์กติกหลายเท่า การล่าเหยื่อขนาดนี้เพียงลำพังจึงมีความเสี่ยงสูง หมาป่าอาร์กติกใช้ข้อได้เปรียบจากการทำงานร่วมกันเป็นฝูง โดยพยายามไล่กดดันและแยกสมาชิกที่อ่อนแอออกจากกลุ่ม เช่น ลูกสัตว์ ตัวแก่ ตัวป่วย ตัวที่บาดเจ็บ

แต่มัสก์ออกซ์เองก็ไม่ได้เป็นเหยื่อที่จัดการง่าย เมื่อถูกคุกคาม พวกมันสามารถรวมตัวกันป้องกันลูก โดยหันเขาออกไปเผชิญหน้ากับผู้ล่า ทำให้หมาป่าต้องใช้ทั้งความอดทน การประสานงาน และเลือกจังหวะอย่างระมัดระวังการล่าจึงไม่ได้ประสบความสำเร็จทุกครั้ง

ต้องเดินทางไกลเพื่ออาหารหนึ่งมื้อ

การหาอาหารในอาร์กติกต่างจากป่าหรือทุ่งหญ้าที่มีสัตว์หนาแน่น หมาป่าอาร์กติกอาจเดินทางประมาณ 19 กิโลเมตรต่อวัน เพื่อค้นหาเหยื่อ และสามารถใช้พื้นที่หากินกว้างมาก

งานภาคสนามเกี่ยวกับหมาป่าบนเกาะ Ellesmere ยังแสดงให้เห็นว่า ฝูงหมาป่าสามารถติดตามฝูงมัสก์ออกซ์หรือสัตว์กินพืชไปตามพื้นที่กว้างใหญ่ และปรับเส้นทางตามตำแหน่งของเหยื่อ

ดังนั้น การเดินทางจึงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ไม่ใช่พฤติกรรมที่เกิดขึ้นเฉพาะตอนขาดอาหาร

ว่ายน้ำได้

แม้ภาพจำของมันจะเป็นการวิ่งอยู่บนหิมะ แต่หมาป่าอาร์กติกสามารถว่ายน้ำได้เช่นกัน มีการสังเกตพฤติกรรมหมาป่าบนเกาะ Ellesmere ว่ายน้ำเพื่อพยายามล่านกน้ำ

นอกจากนี้ หลักฐานทางพันธุกรรมของหมาป่าบนหมู่เกาะอาร์กติกของแคนาดายังสนับสนุนว่ามีการเคลื่อนที่ระหว่างเกาะต่าง ๆ ซึ่งในบางสถานการณ์อาจเกี่ยวข้องกับการว่ายข้ามช่องน้ำหรือการเดินทางผ่านน้ำแข็งทะเล

ภาพจำของฝูงหมาป่ามักเป็นกลุ่มนักล่าที่รวมตัวกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการล่า แต่โครงสร้างพื้นฐานของฝูงแท้จริงแล้วคือ ครอบครัว โดยทั่วไปประกอบด้วยคู่พ่อแม่ ลูกของปีปัจจุบัน ลูกจากปีก่อนที่ยังไม่แยกออกไป หมาป่าอาร์กติกมักอยู่รวมกันเป็นกลุ่มประมาณ 6–10 ตัว แต่บางฝูงสามารถมีสมาชิกมากกว่านั้นได้ การอยู่รวมกันมีประโยชน์ทั้งในการล่าเหยื่อขนาดใหญ่ ป้องกันอาณาเขต และที่สำคัญคือการเลี้ยงลูก

หมาป่าอาร์กติก

ลูกหมาป่าต้องโตให้ทันฤดูหนาว

การเลี้ยงลูกหมาป่าไม่ได้เป็นหน้าที่ของแม่เพียงตัวเดียว สมาชิกตัวอื่นในฝูงสามารถช่วยปกป้องลูก เฝ้าบริเวณรัง หาอาหาร นำอาหารกลับมาให้ลูก หลังลูกหย่านม สมาชิกโตเต็มวัยสามารถสำรอกเนื้อที่กินเข้าไปกลับออกมาเป็นอาหารให้ลูกได้ ระบบการเลี้ยงลูกแบบร่วมมือกันนี้ช่วยเพิ่มโอกาสรอดของลูกหมาป่าในสภาพแวดล้อมที่อาหารหายากและอากาศรุนแรง

ฤดูผสมพันธุ์โดยทั่วไปอยู่ระหว่างประมาณ เดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน หลังตั้งท้องประมาณ 2 เดือน ตัวเมียจะออกลูกในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ครอกหนึ่งมักมีลูกประมาณ 5–6 ตัว แต่พื้นที่อาร์กติกมีปัญหาอย่างหนึ่งคือ พื้นดินแข็งและเยือกแข็งทำให้การขุดโพรงลึกทำได้ยาก แม่หมาป่าจึงสามารถเลือกใช้ถ้ำ โพรงธรรมชาติ ช่องใต้ก้อนหิน และบริเวณใต้แนวสันหินเป็นสถานที่คลอดและเลี้ยงลูกแทน

ช่วงฤดูร้อนสั้น ๆ ของอาร์กติกเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับลูกหมาป่า ลูกจะกินนมแม่ในช่วงแรก และเริ่มได้รับอาหารจากสมาชิกตัวอื่นหลังอายุประมาณ 6–9 สัปดาห์ ตลอดฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน การเดินทางของฝูงต้องคำนึงถึงลูก เพราะพวกมันยังไม่สามารถเดินทางไกลเท่าตัวเต็มวัย

เมื่อเข้าสู่ประมาณเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน ลูกส่วนใหญ่จะมีขนาดใกล้เคียงตัวเต็มวัย และต้องพร้อมเผชิญฤดูหนาวอาร์กติกครั้งแรก และเมื่ออายุประมาณ 2–3 ปี หมาป่าบางตัวจึงแยกออกจากครอบครัว เพื่อค้นหาคู่และสร้างฝูงของตัวเอง

หมาป่าอาร์กติกกลัวมนุษย์หรือไม่?

ความห่างไกลของถิ่นอาศัยทำให้หมาป่าอาร์กติกบางประชากรมีประสบการณ์พบมนุษย์น้อยมาก งานศึกษาภาคสนามบนเกาะ Ellesmere ของนักชีววิทยาหมาป่าชื่อดัง L. David Mech สามารถสังเกตหมาป่าในระยะใกล้ได้ เนื่องจากสัตว์เหล่านี้ไม่ได้ผ่านประวัติศาสตร์การถูกมนุษย์ไล่ล่าอย่างหนักแบบหมาป่าในพื้นที่อื่น

ลักษณะดังกล่าวเปิดโอกาสให้นักวิทยาศาสตร์ศึกษาพฤติกรรมตามธรรมชาติของหมาป่าได้อย่างละเอียด ตั้งแต่การล่า การเลี้ยงลูก ไปจนถึงความสัมพันธ์กับเหยื่อ

อย่างไรก็ตาม หมาป่าอาร์กติกยังคงเป็นสัตว์ป่าและผู้ล่าขนาดใหญ่ ไม่ควรตีความความไม่หวาดกลัวมนุษย์ว่าเป็นความเชื่อง

ปัจจุบันหมาป่าสีเทา ซึ่งมีหมาป่าอาร์กติกเป็นสายพันธุ์ย่อย อยู่ในกลุ่ม Least Concern (LC) หรือมีความเสี่ยงต่ำ ในระดับโลก WWF ระบุสถานะของ Arctic Wolf ว่า Least Concern หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือถิ่นอาศัยของหมาป่าอาร์กติกอยู่ห่างไกลจากพื้นที่มนุษย์ ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบจากการล่า การขยายเมือง การเกษตร การทำลายถิ่นอาศัย ในระดับเดียวกับหมาป่าหลายประชากรที่อาศัยอยู่ทางตอนใต้

ทว่าสถานะ Least Concern ไม่ได้หมายความว่ามันปราศจากภัยคุกคาม โดยภัยคุกคามระยะยาวที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งคือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยอาร์กติกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งอุณหภูมิที่สูงขึ้น น้ำแข็งทะเลที่เปลี่ยนแปลง และรูปแบบหิมะที่ไม่เหมือนเดิม สำหรับหมาป่า ผลกระทบไม่ได้จำเป็นต้องเกิดจากอากาศอุ่นโดยตรงเท่านั้น

นักล่าสีขาวผู้เอาชนะหนึ่งในสถานที่โหดร้ายที่สุดบนโลก

หมาป่าอาร์กติกอาจไม่ได้เป็นหมาป่าสายพันธุ์ย่อยที่มีขนาดใหญ่ที่สุด หรือเผชิญการคุกคามจากมนุษย์รุนแรงที่สุด แต่สิ่งที่ทำให้มันพิเศษคือความสามารถในการดำรงชีวิตในพื้นที่ซึ่งสัตว์จำนวนมากไม่สามารถอยู่รอดได้

ขนหนาสีขาวช่วยทั้งรักษาความอบอุ่นและพรางตัว หูขนาดเล็กช่วยลดการสูญเสียความร้อน อุ้งเท้าที่มีขนช่วยรับมือกับพื้นเย็นจัด ขณะที่การอยู่เป็นครอบครัวทำให้พวกมันสามารถล่าเหยื่อขนาดใหญ่และช่วยกันเลี้ยงลูกในดินแดนที่อาหารหาได้ยาก

การอาศัยอยู่ห่างไกลมนุษย์ช่วยให้หมาป่าอาร์กติกหลีกหนีชะตากรรมที่หมาป่าหลายประชากรเคยเผชิญจากการล่าและการสูญเสียถิ่นอาศัย แต่ความห่างไกลอาจไม่สามารถปกป้องพวกมันจากภัยคุกคามรูปแบบใหม่อย่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้

เพราะเมื่ออาร์กติกเปลี่ยนไป สิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้มีเพียงอุณหภูมิหรือปริมาณน้ำแข็ง แต่รวมถึงพืช สัตว์กินพืช เหยื่อ และสายใยอาหารทั้งหมดที่ทำให้นักล่าสีขาวชนิดนี้สามารถดำรงชีวิตอยู่บนขอบเหนือสุดของโลกได้

ที่มา: WWF / IFAW / NOAA / Toronto Zoo / Colorado Wolf and Wildlife Center

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ