"สิงโตแอฟริกาตะวันตก" ราชาแห่งสัตว์ป่าผู้เคยครองซาฮาราตอนใต้

โดย PPTV Online

เผยแพร่

"สิงโตแอฟริกาตะวันตก" ราชาแห่งสัตว์ป่าผู้เคยครองพื้นที่ซาฮาราตอนใต้ ชอบเข้าสังคม มีสถานะใกล้สูญพันธุ์ เหลืออยู่เพียงไม่กี่พื้นที่

เมื่อพูดถึงสิงโต หลายคนอาจนึกถึงฝูงสิงโตจำนวนมากท่ามกลางทุ่งหญ้าสะวันนาของเคนยา แทนซาเนีย หรือแอฟริกาใต้ แต่หากเดินทางขึ้นไปทางตะวันตกของทวีปแอฟริกา เรื่องราวกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เพราะที่นั่นมีประชากรสิงโตกลุ่มหนึ่งซึ่งหายากมากจนปัจจุบันเหลือกระจายตัวอยู่เพียงไม่กี่พื้นที่

พวกมันคือ "สิงโตแอฟริกาตะวันตก" หรือ West African Lion ประชากรสิงโตที่มีความแตกต่างทางพันธุกรรมจากสิงโตในแอฟริกาตะวันออกและตอนใต้ และมีความใกล้ชิดทางสายวิวัฒนาการกับสิงโตในแอฟริกากลาง แอฟริกาเหนือที่สูญพันธุ์ไปแล้ว และสิงโตเอเชียในประเทศอินเดียมากกว่าที่หลายคนคาดคิด

ราชาสัตว์ป่า เคยครองพื้นที่ซาฮาราตอนใต้

ครั้งหนึ่ง สิงโตเหล่านี้เคยกระจายพันธุ์ตามภูมิประเทศทางตอนใต้ของทะเลทรายซาฮาราตั้งแต่เซเนกัลไปจนถึงไนจีเรีย แต่การสูญเสียถิ่นอาศัย จำนวนสัตว์เหยื่อที่ลดลง การล่า ความขัดแย้งกับมนุษย์ และการแบ่งแยกประชากร ทำให้พวกมันสูญเสียพื้นที่กระจายพันธุ์ในอดีตไปเกือบทั้งหมด

สิงโตแอฟริกาตะวันตก

สิงโตที่คนทั่วโลกมองว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งพลัง จึงกำลังเผชิญสถานการณ์ที่ตรงกันข้ามในแอฟริกาตะวันตก เพราะประชากรกลุ่มนี้ถูกจัดให้อยู่ในภาวะ ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง หรือ Critically Endangered ในระดับภูมิภาค

สิงโตแอฟริกาตะวันตก หรือ West African Lion ไม่ใช่สปีชีส์ของสิงโตที่แยกออกมาต่างหาก ในปัจจุบันพวกมันถูกจัดอยู่ในอันดับ Carnivora วงศ์ Felidae สกุล Panthera ชนิด Panthera leo และสายพันธุ์ย่อย Panthera leo leo กล่าวอีกอย่างคือ "สิงโตแอฟริกาตะวันตก" เป็นชื่อที่ใช้เรียก ประชากรหรือสายประชากรของ Panthera leo leo ที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก

เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะการจำแนกสิงโตมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา ในอดีต นักสัตววิทยาแบ่งสิงโตออกเป็นสายพันธุ์ย่อยจำนวนมากตามพื้นที่และลักษณะทางกายภาพ

โดยสิงโตจากแอฟริกาตะวันตกเคยได้รับชื่อว่า Panthera leo senegalensis ซึ่งมีพื้นฐานมาจากตัวอย่างสิงโตจากประเทศเซเนกัลที่ได้รับการบรรยายทางวิทยาศาสตร์ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 นอกจากนี้ ยังมีชื่ออื่นจากตัวอย่างในภูมิภาคเดียวกัน เช่น Leo gambianus ซึ่งตั้งจากตัวอย่างสิงโตในแกมเบีย

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทคโนโลยีด้านพันธุศาสตร์พัฒนาขึ้น นักวิทยาศาสตร์สามารถเปรียบเทียบ DNA ของสิงโตจากพื้นที่ต่าง ๆ ได้ละเอียดกว่าเดิม และพบว่าการแบ่งตามรูปลักษณ์เพียงอย่างเดียวไม่ได้สะท้อนความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการอย่างถูกต้องเสมอไป

ในปี ค.ศ. 2017 คณะทำงานด้านการจำแนกวงศ์แมวของ IUCN Cat Specialist Group จึงเสนอให้สิงโตที่ยังมีชีวิตอยู่แบ่งออกเป็นสองสายพันธุ์ย่อยหลัก ได้แก่ Panthera leo leo ซึ่งพบในแอฟริกาตะวันตก แอฟริกากลางบางส่วน และอินเดีย รวมถึงครอบคลุมประชากรในอดีตของแอฟริกาเหนือ และ Panthera leo melanochaita ซึ่งพบในแอฟริกาตะวันออกและแอฟริกาตอนใต้ ดังนั้นชื่อ P. l. senegalensis จึงไม่ได้เป็นชื่อสายพันธุ์ย่อยที่ใช้เป็นหลักในการจำแนกปัจจุบันอีกต่อไป

สิ่งที่น่าสนใจมากที่สุดอย่างหนึ่งจากการศึกษาพันธุกรรม คือ ตำแหน่งของสิงโตแอฟริกาตะวันตกบนแผนผังวิวัฒนาการ แม้จะอาศัยอยู่ในทวีปแอฟริกาเหมือนกัน แต่สิงโตจากแอฟริกาตะวันตกและตอนเหนือของแอฟริกากลางกลับมีความใกล้ชิดทางพันธุกรรมกับ สิงโตเอเชียในอินเดีย และสิงโตแอฟริกาเหนือที่สูญพันธุ์ไปแล้ว มากกว่าสิงโตจากแอฟริกาตะวันออกและตอนใต้

นักวิทยาศาสตร์จึงมองว่าสิงโตแอฟริกาตะวันตกเป็นประชากรที่มีคุณค่าทางวิวัฒนาการสูง หากประชากรนี้สูญพันธุ์ไป สิ่งที่หายไปจึงไม่ได้มีเพียงจำนวนสิงโต แต่ยังรวมถึงสายพันธุกรรมเฉพาะที่ถูกแยกจากประชากรอื่นมาเป็นเวลายาวนานด้วย

ลักษณะคล้ายสิงโตในภูมิภาคอื่น

โดยภาพรวม สิงโตแอฟริกาตะวันตกมีรูปร่างไม่แตกต่างจากสิงโตในภูมิภาคอื่นมากจนสามารถมองแล้วแยกออกได้ทันที พวกมันมีลำตัวแข็งแรงและมีกล้ามเนื้อ ศีรษะกว้าง ใบหูกลม ขนสีน้ำตาลเหลืองไปจนถึงน้ำตาลเข้ม ปลายหางมีพู่ขนสีดำ และตัวผู้มีแผงขนบริเวณศีรษะและคอ

อย่างไรก็ตาม มีรายงานจากตัวอย่างในพิพิธภัณฑ์และการสังเกตในธรรมชาติว่า สิงโตตัวผู้บางตัวในแอฟริกาตะวันตกมี แผงคอสั้นหรือบางกว่า ภาพจำของสิงโตจากแอฟริกาตะวันออกและตอนใต้ สิงโตตัวผู้แผงคอบางสามารถพบได้ในพื้นที่อย่างอุทยานแห่งชาติ Pendjari ของเบนินและเซเนกัล

สิงโตแอฟริกาตะวันตก

แต่สิ่งสำคัญคือขนาดและสีของแผงคอ ไม่ใช่คุณสมบัติที่สามารถใช้แยกสายพันธุ์ย่อยของสิงโตได้อย่างแม่นยำ เพราะลักษณะแผงคอได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัย ทั้งอายุ พันธุกรรม ฮอร์โมน และสิ่งแวดล้อม

สำหรับขนาดของสิงโตแอฟริกาตะวันตก ข้อมูลเฉพาะของประชากรในภูมิภาคนี้ยังมีจำกัดเมื่อเปรียบเทียบกับสิงโตในแอฟริกาตะวันออกและตอนใต้ โดยทั่วไป สิงโตแอฟริกามีความยาวศีรษะและลำตัวประมาณ 1.4–2 เมตร หางยาวประมาณ 67–100 เซนติเมตร และมีน้ำหนักประมาณ 120–190 กิโลกรัม

โดยตัวผู้มีขนาดใหญ่และหนักกว่าตัวเมียอย่างชัดเจน ข้อมูลบางชุดจากตัวอย่าง Panthera leo leo ให้ช่วงขนาดที่กว้างกว่านี้ แต่เนื่องจากสายพันธุ์ย่อยดังกล่าวปัจจุบันรวมทั้งประชากรแอฟริกาตะวันตก แอฟริกากลาง และอินเดีย ตัวเลขเหล่านั้นจึงไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นขนาดเฉพาะของสิงโตแอฟริกาตะวันตกทุกตัวโดยตรง

แมวยักษ์ผู้ชอบเข้าสังคม

อีกหนึ่งลักษณะที่ทำให้สิงโตแตกต่างจากแมวใหญ่หลายชนิด คือการเป็นสัตว์สังคม ต่างจากเสือโคร่ง เสือดาว หรือจากัวร์ที่มักใช้ชีวิตตามลำพัง สิงโตมีชื่อเสียงในฐานะแมวใหญ่ที่ใช้ชีวิตเป็นสังคม กลุ่มของสิงโตเรียกว่า Pride หรือฝูง ซึ่งโดยทั่วไปประกอบด้วยตัวเมียที่เป็นญาติกัน ลูกสิงโต และตัวผู้หนึ่งตัวหรือหลายตัว ลูกตัวเมียมักเติบโตและอยู่กับฝูงเดิม ขณะที่ตัวผู้เมื่อโตขึ้นมักออกจากฝูงและอาจรวมตัวกับตัวผู้ตัวอื่นเป็นกลุ่ม ก่อนพยายามยึดครองฝูงของตนเอง

อย่างไรก็ตาม สภาพสังคมของสิงโตไม่ได้เหมือนกันทุกพื้นที่ เพราะจำนวนเหยื่อ ความหนาแน่นของสิงโต และแรงกดดันจากมนุษย์สามารถส่งผลต่อขนาดของฝูงได้ การศึกษาในอุทยานแห่งชาติ Pendjari ของประเทศเบนิน พบกลุ่มสิงโตตั้งแต่ 1–8 ตัว

ขณะที่งานศึกษาหนึ่งในพื้นที่เดียวกันพบขนาดกลุ่มเฉลี่ยเพียงประมาณ 2–3 ตัว นอกพื้นที่อุทยาน ขนาดกลุ่มมีแนวโน้มเล็กลงอีก และสามารถพบตัวผู้ที่ใช้ชีวิตเพียงลำพังได้มากขึ้น ความแตกต่างดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับทั้งความหนาแน่นของเหยื่อ การจัดการพื้นที่ และแรงกดดันจากกิจกรรมมนุษย์

ดังนั้น ภาพของฝูงสิงโตหลายสิบตัวกลางสะวันนา ซึ่งเป็นภาพคุ้นตาจากสารคดีในแอฟริกาตะวันออก จึงอาจไม่ใช่ภาพปกติของสิงโตที่เหลืออยู่ในแอฟริกาตะวันตก

ในสังคมของสิงโต ตัวเมียมีบทบาทสำคัญทั้งในการล่าและดูแลลูก การล่าเป็นกลุ่มช่วยให้พวกมันจัดการกับสัตว์ที่เร็วหรือใหญ่กว่าตัวเองได้ สิงโตสามารถใช้วิธีกระจายตัวล้อมเหยื่อ ซ่อนตัวในพงหญ้า เข้าใกล้ให้มากที่สุด แล้วพุ่งโจมตีในระยะสั้น แทนการวิ่งไล่เหยื่อเป็นระยะทางไกล

สีขนสีน้ำตาลเหลืองยังช่วยพรางตัวเข้ากับหญ้าและภูมิประเทศแห้งของสะวันนาได้ดี ขณะที่ตัวผู้เองก็สามารถล่าได้ และจะล่าเพียงลำพังหรือร่วมกับตัวอื่นเมื่อมีโอกาส

นอกจากล่าเหยื่อ ยังกินซากได้

สิงโตแอฟริกาตะวันตกเป็นสัตว์กินเนื้อโดยสมบูรณ์และเป็นผู้ล่าระดับสูง หรือ Apex Predator อาหารของพวกมันแตกต่างกันไปตามชนิดของสัตว์ที่พบในแต่ละพื้นที่ โดยสัตว์กีบและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดกลางถึงใหญ่ถือเป็นเหยื่อสำคัญ เช่น แอนทิโลป ค็อบ (Kob) วอเตอร์บัค (Waterbuck) โรแอนแอนทิโลป (Roan Antelope) บุชบัค (Bushbuck) วอร์ทฮ็อก บุชพิก และควายแอฟริกาในบางพื้นที่

นอกจากนี้ สิงโตยังสามารถกินซากสัตว์และแย่งอาหารจากผู้ล่าชนิดอื่นได้เช่นกัน เมื่อประชากรเหยื่อธรรมชาติลดลง ปัญหาที่ตามมาคือสิงโตอาจหันไปล่าปศุสัตว์ของมนุษย์มากขึ้น ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งระหว่างคนกับสิงโต

ในอดีต สิงโตเคยกระจายพันธุ์อย่างกว้างขวางทั่วแอฟริกาตะวันตกทางตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา เขตกระจายพันธุ์ทอดยาวจาก เซเนกัลทางตะวันตกไปจนถึงไนจีเรียทางตะวันออก แต่สถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ประชากรสิงโตแอฟริกาตะวันตกสูญเสียพื้นที่กระจายพันธุ์ในอดีตไปประมาณ 99% จากสัตว์นักล่าที่เคยครอบครองพื้นที่กว้างใหญ่ ปัจจุบันกลับเหลือกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์เพียงไม่กี่แห่ง

พื้นที่สำคัญที่สุดของสิงโตแอฟริกาตะวันตกคือ W-Arly-Pendjari หรือ WAP Complex ระบบพื้นที่อนุรักษ์ขนาดใหญ่แห่งนี้ครอบคลุมพรมแดนของ 3 ประเทศ ได้แก่ เบนิน บูร์กินาฟาโซ และไนเจอร์ ประกอบด้วยพื้นที่สำคัญ เช่น W National Park, Arly National Park และ Pendjari National Park โดย WAP ถือเป็นฐานที่มั่นสำคัญที่สุดของสิงโตแอฟริกาตะวันตก และมีประชากรมากกว่าพื้นที่อื่นอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ยังมีประชากรขนาดเล็กอยู่ในพื้นที่อย่าง Niokolo-Koba National Park ของเซเนกัล และบางพื้นที่อนุรักษ์ในไนจีเรีย ปัญหาคือประชากรเหล่านี้อยู่ห่างจากกันมาก ทำให้การเคลื่อนย้ายและแลกเปลี่ยนพันธุกรรมระหว่างประชากรเป็นไปได้ยาก

ราชาผู้ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งในภูมิภาค

การสำรวจสิงโตในพื้นที่กว้างและเข้าถึงยากมีข้อจำกัดสูง อีกทั้งตัวเลขสามารถเปลี่ยนไปตามวิธีสำรวจและช่วงเวลา การสำรวจขนาดใหญ่ที่เผยแพร่ในปี ค.ศ. 2014 ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากพื้นที่อนุรักษ์หลายแห่ง ประเมินว่าในเวลานั้นมีสิงโตเหลืออยู่ประมาณ 400 ตัวในแอฟริกาตะวันตก และคาดว่าจำนวนตัวเต็มวัยที่สามารถสืบพันธุ์ได้ต่ำกว่า 250 ตัว

การศึกษาครั้งนั้นยังพบว่าเกือบ 90% ของประชากรที่เหลือรวมตัวอยู่ใน W-Arly-Pendjari เพียงแห่งเดียว อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้เป็นผลจากการสำรวจในอดีต ไม่ควรถูกนำมาอ้างว่าเป็นจำนวนประชากรปัจจุบันโดยไม่ระบุปี

สิงโตแอฟริกาตะวันตก

ข้อมูลสรุปล่าสุดจาก IUCN Cat Specialist Group ระบุว่า W-Arly-Pendjari ยังคงเป็นประชากรใหญ่ที่สุด โดยประเมินไว้ประมาณ 187 ตัว ขณะที่ประชากรอื่นในภูมิภาคมีขนาดเล็กและหลายแห่งมีน้อยกว่า 50 ตัว ตัวเลขที่ลดลงและความไม่แน่นอนของประชากรในหลายประเทศ แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ของสิงโตแอฟริกาตะวันตกยังคงเปราะบางอย่างมาก

สำหรับสถานะการอนุรักษ์ของสิงโตแอฟริกาตะวันตก จำเป็นต้องแยกให้ชัดระหว่าง สิงโตทั้งชนิด สายพันธุ์ย่อย และประชากรในภูมิภาค สิงโต (Panthera leo) ในระดับโลกถูกจัดอยู่ในกลุ่มสัตว์ที่ถูกคุกคาม และประชากรในแต่ละภูมิภาคมีสถานการณ์แตกต่างกันอย่างมาก

สำหรับ Panthera leo leo ซึ่งรวมประชากรในแอฟริกาตะวันตก แอฟริกากลาง และอินเดีย ปัจจุบัน IUCN Cat Specialist Group ระบุสถานะในระดับสายพันธุ์ย่อยว่า Endangered หรือ ใกล้สูญพันธุ์

แต่เมื่อพิจารณาเฉพาะ ประชากรแอฟริกาตะวันตก สถานการณ์รุนแรงกว่าอย่างชัดเจน และถูกจัดว่าอยู่ในภาวะ Critically Endangered หรือ ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งในระดับภูมิภาค หมายความว่า หากไม่มีการอนุรักษ์อย่างจริงจัง สิงโตอาจสูญพันธุ์ไปจากแอฟริกาตะวันตกได้ แม้ว่าสิงโตยังคงมีประชากรอยู่ในส่วนอื่นของโลกก็ตาม

ทำไมราชาแห่งสัตว์ถึงมีจำนวนลดลง

หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้สิงโตแอฟริกาตะวันตกเหลือน้อย คือจำนวนสัตว์เหยื่อที่ลดลง เพราะสิงโตไม่สามารถอยู่ได้เพียงเพราะมีพื้นที่ป่า ผู้ล่าขนาดใหญ่จำเป็นต้องมีประชากรเหยื่อเพียงพอ การล่าสัตว์ป่าเพื่อเนื้อ หรือ Bushmeat ส่งผลให้แอนทิโลปและสัตว์กีบหลายชนิดลดจำนวนลง National Geographic ระบุว่า ประชากรสัตว์เหยื่อในแอฟริกาตะวันตกบางส่วนลดลงอย่างรุนแรงถึงประมาณ 85% เมื่อไม่มีเหยื่อ สิงโตก็ไม่สามารถรักษาประชากรขนาดใหญ่ได้

อีกหนึ่งปัจจัยคือการสูญเสียและแบ่งแยกถิ่นอาศัย การเพิ่มขึ้นของประชากรมนุษย์ เกษตรกรรม ปศุสัตว์ ถนน และชุมชน ทำให้สะวันนาและพื้นที่ธรรมชาติถูกแบ่งออกเป็นหย่อมเล็กลง สำหรับสัตว์ที่ต้องใช้อาณาเขตกว้างอย่างสิงโต ปัญหานี้รุนแรงเป็นพิเศษ ประชากรขนาดเล็กที่ถูกแยกออกจากกันยังเสี่ยงต่อความหลากหลายทางพันธุกรรมลดลง การผสมพันธุ์ในเครือญาติ การสูญพันธุ์จากเหตุการณ์เฉพาะพื้นที่ และการไม่สามารถรับสมาชิกใหม่จากประชากรอื่น

ความขัดแย้งระหว่างคนกับสิงโตก็เป็นภัยคุกคามสำคัญ เมื่อเหยื่อธรรมชาติลดลงหรือพื้นที่เลี้ยงปศุสัตว์ขยายเข้าใกล้พื้นที่อนุรักษ์ สิงโตอาจหันไปล่าวัว แพะ และแกะ ซึ่งเป็นทรัพย์สินสำคัญของชุมชน เจ้าของปศุสัตว์จึงอาจฆ่าสิงโตเพื่อตอบโต้หรือป้องกันความเสียหาย วิธีที่ใช้สามารถมีตั้งแต่การยิงไปจนถึงการวางยาพิษ ซึ่งบางครั้งไม่ได้ฆ่าเพียงสิงโตตัวเดียว แต่ยังส่งผลกระทบต่อสัตว์กินซากชนิดอื่นที่มากินซากเดียวกันด้วย

สิงโตแอฟริกาตะวันตกยังถูกคุกคามจากการล่าและการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย มีการซื้อขายชิ้นส่วน เช่น หนัง เขี้ยว กรงเล็บ กระดูก ไขมัน และชิ้นส่วนร่างกายอื่น เพื่อนำไปใช้ในความเชื่อ การแพทย์พื้นบ้าน หรือเป็นสินค้าในตลาดผิดกฎหมาย สำหรับประชากรที่มีขนาดเล็กอยู่แล้ว การสูญเสียสิงโตโตเต็มวัยแม้เพียงไม่กี่ตัวสามารถสร้างผลกระทบต่อโครงสร้างของประชากรได้มาก

อีกภัยคุกคามที่แตกต่างจากสิงโตในหลายพื้นที่ของแอฟริกา คือความไม่สงบและความขัดแย้งทางความมั่นคงบริเวณเขตซาเฮล พื้นที่ W-Arly-Pendjari อยู่ในภูมิภาคที่เผชิญแรงกดดันจากกลุ่มติดอาวุธและเหตุการณ์ความรุนแรง สถานการณ์ดังกล่าวสามารถทำให้การลาดตระเวนยากขึ้น นักวิจัยเข้าพื้นที่ไม่ได้ การจัดการอุทยานมีข้อจำกัด และการล่าสัตว์ผิดกฎหมายควบคุมได้ยากขึ้น จึงกลายเป็นอีกความท้าทายที่ไม่ได้แก้ไขได้ด้วยมาตรการอนุรักษ์สัตว์ป่าเพียงอย่างเดียว

ความสำคัญของสิงโตไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาพลักษณ์ของสัตว์นักล่าขนาดใหญ่ เพราะสิงโตเป็น Apex Predator หรือผู้ล่าระดับสูงสุด หน้าที่สำคัญคือควบคุมจำนวนและพฤติกรรมของสัตว์กินพืชขนาดกลางและใหญ่ การมีผู้ล่าช่วยป้องกันไม่ให้สัตว์เหยื่อบางชนิดเพิ่มจำนวนมากเกินความสามารถของพื้นที่ที่จะรองรับ

นอกจากนี้ สิงโตมักล่าสัตว์อ่อนแอ ตัวป่วย ตัวแก่ และตัวที่บาดเจ็บ ทำให้มีบทบาทต่อพลวัตของประชากรเหยื่อและห่วงโซ่อาหาร ซากที่สิงโตกินไม่หมดก็ยังกลายเป็นอาหารของสัตว์ชนิดอื่น เช่น แร้ง ไฮยีนา และสัตว์กินซากขนาดเล็ก ดังนั้น หากสิงโตหายไป ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่การสูญเสียแมวใหญ่เพียงชนิดเดียว

ที่มา: National Geographic

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

FINAL CALL

FINAL CALL

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ