ขนสีทองเป็นประกาย ใบหน้าที่ดูเป็นมิตร และบุคลิกซึ่งมักกระตือรือร้นที่จะเข้าหามนุษย์ ทำให้ "โกลเดินรีทรีฟเวอร์" (Golden Retriever) กลายเป็นหนึ่งในสายพันธุ์สุนัขที่ได้รับความนิยมและจดจำได้ง่ายที่สุดในโลก
จุดเริ่มต้นจากสุนัขช่วยล่าสัตว์
ภาพของมันในฐานะสุนัขครอบครัวอาจทำให้หลายคนลืมไปว่า จุดกำเนิดที่แท้จริงของโกลเดินรีทรีฟเวอร์ไม่ได้เริ่มจากการเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้าน แต่ถูกพัฒนาขึ้นในประเทศสกอตแลนด์เพื่อเป็น Gundog หรือสุนัขช่วยงานล่าสัตว์ โดยเฉพาะการค้นหาและคาบสัตว์ปีกที่ถูกยิงตกกลับมาให้ผู้ล่า
ความสามารถดังกล่าวต้องอาศัยทั้งความแข็งแรง การว่ายน้ำ ความสามารถในการเรียนรู้ การทำงานร่วมกับมนุษย์ และสัญชาตญาณหรือแรงขับในการค้นหาและนำสิ่งของกลับมา ซึ่งยังคงพบเห็นได้ในโกลเดินรีทรีฟเวอร์ยุคปัจจุบัน แม้หลายตัวจะไม่เคยออกล่าสัตว์เลยก็ตาม
ด้วยนิสัยที่โดยทั่วไปเป็นมิตร ฉลาด ฝึกได้ดี และต้องการมีส่วนร่วมกับสมาชิกในครอบครัว โกลเดินรีทรีฟเวอร์จึงไม่ได้ทำงานเพียงในสนามล่าสัตว์ แต่ยังถูกนำไปฝึกเป็นสุนัขนำทาง สุนัขช่วยเหลือ สุนัขบำบัด และสุนัขค้นหาและกู้ภัยได้อีกด้วย
โกลเดินรีทรีฟเวอร์ เป็นสุนัขบ้านสายพันธุ์หนึ่งในกลุ่ม Retriever และถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Gundog ตามการจำแนกของ The Royal Kennel Club โดยคำว่า Retriever มาจากคำว่า Retrieve ซึ่งหมายถึงการนำหรือเอาสิ่งของกลับมา สื่อถึงหน้าที่ดั้งเดิมของสุนัขกลุ่มนี้ในการค้นหาและคาบสัตว์ที่ถูกยิงกลับคืนมาให้ผู้ล่า
The Royal Kennel Club แบ่ง Gundog ออกเป็นหลายกลุ่มย่อย โดย Retriever มีหน้าที่สำคัญในการนำสัตว์ที่ถูกยิงหรือบาดเจ็บกลับมาหาผู้ควบคุม ดังนั้นชื่อโกลเดินรีทรีฟเวอร์ จึงสามารถเข้าใจอย่างง่ายได้ว่าเป็นสุนัขรีทรีฟเวอร์สีทอง ซึ่งอธิบายทั้งหน้าที่และลักษณะภายนอกของสายพันธุ์ได้อย่างตรงไปตรงมา
ต้นกำเนิดจากสกอตแลนด์
ต้นกำเนิดของโกลเดินรีทรีฟเวอร์อยู่ในประเทศสกอตแลนด์ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ผู้ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้พัฒนาสายพันธุ์คือ เซอร์ดัดลีย์ มาร์จอริแบงก์ส ซึ่งต่อมาได้รับตำแหน่งลอร์ดทวีดเมาท์
เขาพัฒนาสุนัขขึ้นที่คฤหาสน์กูชาเคินบริเวณที่ราบสูงสกอตแลนด์ โดยมีเป้าหมายสร้างสุนัขรีทรีฟเวอร์ที่สามารถทำงานได้ดีในภูมิประเทศและสภาพอากาศของสกอตแลนด์
ประวัติของโกลเดินรีทรีฟเวอร์สามารถย้อนกลับไปถึงสุนัขตัวผู้สีเหลืองชื่อ Nous โดยลอร์ดทวีดเมาท์ได้ Nous มาในช่วงกลางทศวรรษ 1860 และนำมาใช้เป็นหนึ่งในต้นสายสำคัญของโครงการเพาะพันธุ์ ต่อมาในปี ค.ศ. 1868 Nous ถูกผสมกับสุนัขทวีด วอเตอร์ สแปเนียล ตัวเมียชื่อ Belle
ทั้งคู่ให้กำเนิดครอกลูกสุนัขสีเหลืองที่กลายเป็นรากฐานสำคัญของสายพันธุ์ โดยลูกที่มีชื่อบันทึกไว้ ได้แก่ Cowslip Crocus และ Primrose ส่วน Ada เกิดจากการผสม Nous กับ Belle ซ้ำในภายหลัง และถูกนำไปใช้สืบสายพันธุ์ต่อ
สุนัขเหล่านี้กลายเป็นส่วนสำคัญของสายเลือดซึ่งได้รับการคัดเลือกและพัฒนาต่อเนื่อง จนเกิดเป็น Golden Retriever ที่เรารู้จักในปัจจุบัน
ไม่ได้มีต้นกำเนิดจากสุนัขละครสัตว์รัสเซีย
ในอดีตเคยมีเรื่องเล่าว่า โกลเดินรีทรีฟเวอร์ สืบเชื้อสายมาจากสุนัขจากคณะละครสัตว์รัสเซียที่ลอร์ดทวีดเมาท์ซื้อมา แต่หลักฐานจากสมุดบันทึกการผสมพันธุ์ของลอร์ดทวีดเมาท์ ซึ่งครอบคลุมช่วงปี ค.ศ. 1868–1890 แสดงให้เห็นว่าเรื่องดังกล่าวไม่ตรงกับประวัติการพัฒนาสายพันธุ์จริง
สมุดบันทึกระบุสายการผสมพันธุ์อย่างละเอียด และการศึกษาข้อมูลดังกล่าวในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ช่วยยืนยันต้นกำเนิดของโกลเดินรีทรีฟเวอร์จากรีทรีฟเวอร์และทวีด วอเตอร์ สแปเนียลในสกอตแลนด์ มากกว่าเรื่องราวเกี่ยวกับสุนัขละครสัตว์รัสเซีย
ในระยะแรก สุนัขเหล่านี้ยังถูกมองว่าเป็น Retriever สีหนึ่ง และเคยใช้ชื่ออย่าง Flat-coated Retriever, Golden ต่อมา The Kennel Club เริ่มบันทึกสุนัขกลุ่มนี้ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ก่อนยอมรับในฐานะกลุ่ม Yellow or Golden Retriever ในปี ค.ศ. 1913
ต่อมาในปี ค.ศ. 1920 คำว่า "Yellow or" ถูกตัดออก และชื่อ Golden Retriever จึงกลายเป็นชื่ออย่างเป็นทางการของสายพันธุ์
โครงสร้างร่างกายสมดุล เหมาะทั้งเคลื่อนที่ในน้ำ-บนบก
โกลเดินรีทรีฟเวอร์มีร่างกายสมส่วน แข็งแรง และมีกล้ามเนื้อ เหมาะกับการเคลื่อนที่ทั้งบนบกและในน้ำ มาตรฐานของ The Royal Kennel Club ระบุความสูงบริเวณหัวไหล่โดยประมาณ สำหรับตัวผู้สูงประมาณ 56–61 เซนติเมตร ขณะที่ตัวเมียสูงประมาณ 51–56 เซนติเมตร น้ำหนักของสุนัขโตเต็มวัยโดยทั่วไปอยู่ประมาณ 25–34 กิโลกรัม
อย่างไรก็ตาม น้ำหนักที่เหมาะสมของแต่ละตัวขึ้นอยู่กับเพศ โครงสร้างร่างกาย อายุ และสภาพร่างกาย จึงไม่ควรใช้ตัวเลขน้ำหนักเพียงอย่างเดียวตัดสินว่าสุนัขอ้วนหรือผอม
โกลเดินรีทรีฟเวอร์มีลักษณะทางกายภาพที่สะท้อนถึงต้นกำเนิดของสุนัขทำงาน ได้แก่ ศีรษะค่อนข้างกว้าง ปากแข็งแรง จมูกสีดำ ดวงตาค่อนข้างเข้ม ใบหูขนาดปานกลางและห้อยลง หน้าอกลึก ขาหลังมีกล้ามเนื้อแข็งแรง หางยาวและมีขนเป็นพู่
ร่างกายโดยรวมไม่ได้ถูกพัฒนาเพื่อให้มีขนาดใหญ่ที่สุด แต่ต้องมีสมดุลระหว่างพละกำลัง ความคล่องตัว และความทนทานสำหรับการทำงานเป็นเวลานาน
ชื่อ โกลเดินรีทรีฟเวอร์ อาจทำให้เข้าใจว่าขนต้องเป็นสีทองแบบเดียวเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงเฉดสีของขนมีได้ตั้งแต่สีครีมอ่อนไปจนถึงสีทองเข้ม
The Royal Kennel Club ระบุสีมาตรฐาน ได้แก่ ครีม ทอง และทองประกาย ขณะที่มาตรฐานและแนวทางการเพาะพันธุ์ของแต่ละองค์กรอาจมีรายละเอียดเรื่องเฉดสีแตกต่างกันบ้าง
สิ่งสำคัญคือ สีขนไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นปัจจัยหลักเหนือสุขภาพ อารมณ์ และคุณภาพการเพาะพันธุ์ โดย The Royal Kennel Club ระบุอย่างชัดเจนว่าสุขภาพและนิสัยควรได้รับความสำคัญมากกว่าสี
ขนช่วยป้องกันน้ำ-ความชื้นได้ดี
โกลเดินรีทรีฟเวอร์มีขนสองชั้น หรือ Double Coat ประกอบด้วย ขนชั้นนอก มีลักษณะค่อนข้างยาว สามารถเป็นเส้นตรงหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย และมีขนยาวเป็นพู่ตามบริเวณขา หน้าอก ท้อง และหาง และขนชั้นใน มีความหนาแน่นและช่วยป้องกันร่างกายจากสภาพอากาศและความชื้น
โครงสร้างขนลักษณะนี้เกี่ยวข้องกับบทบาทดั้งเดิมของสายพันธุ์ที่ต้องลงน้ำเพื่อคาบสัตว์ปีกกลับมา จึงมีขนที่ช่วยสะท้อนน้ำและป้องกันความชื้นได้ดี
โกลเดินรีทรีฟเวอร์มีขนสองชั้นและมีการผลัดขน โดย PetMD ระบุว่าขนร่วงตลอดปีและมีโอกาสพันกัน โดยเฉพาะบริเวณหลังใบหู ขาหลัง บริเวณที่มีขนยาวเป็นพู่
จึงควรแปรงขนอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยประมาณ สัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง และอาจต้องเพิ่มความถี่ในช่วงที่ผลัดขนมาก โดย The Royal Kennel Club ก็จัดระดับการดูแลขนของสายพันธุ์นี้ไว้ที่มากกว่าสัปดาห์ละครั้ง
พฤติกรรมคาบลูกบอล รองเท้า ของเล่น หรือสิ่งของต่าง ๆ กลับมาหาเจ้าของไม่ได้เป็นเพียงนิสัยน่ารักที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ มันเชื่อมโยงกับต้นกำเนิดของสายพันธุ์โดยตรง
โกลเดินรีทรีฟเวอร์ถูกคัดเลือกให้มี Retrieving Instinct หรือสัญชาตญาณในการค้นหาและนำสิ่งของกลับมา แม้สุนัขที่ไม่เคยได้รับการฝึกสำหรับการล่าสัตว์ ก็ยังสามารถแสดงพฤติกรรมนำของเล่นหรือสิ่งของมาหาเจ้าของได้ตามธรรมชาติ
ด้วยเหตุนี้ เกมโยนของให้คาบกลับ หรือ Fetch จึงเป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับแรงขับดั้งเดิมของสายพันธุ์ และช่วยกระตุ้นได้ทั้งร่างกายและสมอง
สายพันธุ์นี้มีประวัติการทำงานทั้งบนบกและในน้ำ บรรพบุรุษส่วนหนึ่งคือ ทวีด วอเตอร์ สแปเนียล และโกลเดินรีทรีฟเวอร์ถูกพัฒนามาเพื่อคาบสัตว์ปีกกลับจากแหล่งน้ำ จึงไม่น่าแปลกที่สุนัขจำนวนมากในสายพันธุ์นี้จะสนุกกับการว่ายน้ำ
โดย PetMD จัดการว่ายน้ำไว้ในกลุ่มกิจกรรมที่เหมาะกับโกลเดินรีทรีฟเวอร์ เช่นเดียวกับการวิ่ง เดินระยะไกล Fetch Tracking Agility และ Dock Diving
อย่างไรก็ตาม ความชอบน้ำเป็นลักษณะรายตัว สุนัขทุกตัวไม่จำเป็นต้องชอบว่ายน้ำเหมือนกัน และควรได้รับการดูแลด้านความปลอดภัยทุกครั้งที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ
อ่อนโยน เป็นมิตร รักเจ้าของ
ลักษณะนิสัยที่มักเชื่อมโยงกับโกลเดินรีทรีฟเวอร์ ได้แก่ เป็นมิตร อ่อนโยน รักเจ้าของ กระตือรือร้น เรียนรู้ได้ดี ต้องการมีส่วนร่วมกับมนุษย์ และชอบทำกิจกรรม
ข้อมูลจาก PetMD ระบุว่า โดยทั่วไปโกลเดินรีทรีฟเวอร์มีนิสัยเป็นมิตรและสามารถเข้ากับเด็ก สัตว์เลี้ยงอื่น และคนแปลกหน้าได้ดีเมื่อได้รับการเข้าสังคมอย่างเหมาะสมตั้งแต่วัยเด็ก
ขณะที่ข้อมูลด้านประวัติและมาตรฐานสายพันธุ์สะท้อนว่า ความสามารถในการทำงานร่วมกับมนุษย์เป็นคุณสมบัติสำคัญที่ได้รับการคัดเลือกมาอย่างยาวนาน
อย่างไรก็ตาม คำว่านิสัยดีไม่ได้หมายความว่าสุนัขทุกตัวจะมีพฤติกรรมเหมือนกัน เพราะนิสัยยังได้รับอิทธิพลจากพันธุกรรม การเข้าสังคม การฝึก ประสบการณ์ และสภาพแวดล้อมในการเลี้ยง
โดยภาพรวม โกลเดินรีทรีฟเวอร์ได้รับความนิยมอย่างมากในฐานะสุนัขครอบครัว เนื่องจากมีลักษณะทางอารมณ์ที่มักเป็นมิตรและเข้ากับคนได้ดี PetMD ระบุว่าสามารถเข้ากับเด็กและสัตว์เลี้ยงชนิดอื่นได้ดี หากได้รับการเข้าสังคมตั้งแต่ยังเล็ก
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าสุนัขสายพันธุ์ใด เด็กเล็กและสุนัขไม่ควรถูกปล่อยให้อยู่ด้วยกันโดยไม่มีผู้ใหญ่ดูแล ผู้ปกครองควรสอนเด็กไม่ให้ดึงหูหรือหาง แย่งอาหาร รบกวนขณะสุนัขนอน กอดหรือกดตัวสุนัขเมื่อมันไม่ต้องการ และเข้าใกล้ชามอาหารโดยไม่จำเป็น ในขณะเดียวกัน สุนัขก็ต้องได้รับการฝึกและเข้าสังคมอย่างเหมาะสม
ไม่ได้ถูกพัฒนาให้เฝ้าบ้าน
รูปร่างที่ค่อนข้างใหญ่สามารถทำให้ผู้ที่ไม่คุ้นเคยรู้สึกเกรงได้ แต่ โกลเดินรีทรีฟเวอร์ ไม่ได้ถูกพัฒนามาเพื่อเป็นสุนัขอารักขา นิสัยของสายพันธุ์โดยทั่วไปมีแนวโน้มเป็นมิตรและยอมรับคนแปลกหน้าได้ง่ายกว่าสุนัขที่ถูกคัดเลือกมาเพื่อการเฝ้าระวังหรือป้องกันพื้นที่
ข้อมูลด้านสายพันธุ์ยังระบุว่า โกลเดินรีทรีฟเวอร์ บางตัวอาจมีสัญชาตญาณการเฝ้ารักษาพื้นที่ไม่เด่นชัด เนื่องจากธรรมชาติที่เป็นมิตรกับมนุษย์ ดังนั้น หากเป้าหมายหลักคือการหาสุนัขสำหรับอารักขาบ้าน Golden Retriever อาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ตรงกับหน้าที่ดังกล่าวที่สุด
หนึ่งในเหตุผลที่ โกลเดินรีทรีฟเวอร์ สามารถทำงานได้หลากหลายคือ ความสามารถในการเรียนรู้และความกระตือรือร้นที่จะทำงานร่วมกับมนุษย์
PetMD ระบุว่าโดยทั่วไปสุนัขสายพันธุ์นี้ฝึกได้ค่อนข้างง่าย และแนะนำการฝึกด้วย Positive Reinforcement หรือการเสริมแรงเชิงบวก ควบคู่กับการเข้าสังคมตั้งแต่วัยลูกสุนัข
กิจกรรมทางความคิดมีความสำคัญไม่แพ้การออกกำลังกาย เพราะสุนัขที่ฉลาดและมีประวัติเป็นสุนัขทำงานอาจเกิดความเบื่อได้หากไม่มีสิ่งให้ทำ
กิจกรรมที่สามารถใช้กระตุ้นสมอง เช่น ฝึกคำสั่ง เกมค้นหาของ ของเล่นใส่อาหาร Fetch Tracking Obedience และ Agility การฝึกจึงไม่ควรมีเป้าหมายเพียงให้สุนัขเชื่อฟัง แต่ยังเป็นกิจกรรมที่ตอบสนองความต้องการทางจิตใจของสายพันธุ์ด้วย
โตแล้วแต่ยังดูเหมือนลูกสุนัข เพราะพฤติกรรมวัยรุ่นอาจอยู่นาน
โกลเดินรีทรีฟเวอร์หลายตัวยังคงแสดงพฤติกรรมขี้เล่นและพลังงานสูงแบบวัยรุ่นต่อเนื่องหลังร่างกายโตเต็มวัยแล้วความเป็นผู้ใหญ่ทางพฤติกรรมแตกต่างกันในสุนัขแต่ละตัว และบางตัวอาจยังมีพฤติกรรมแบบลูกสุนัขต่อเนื่องไปถึงช่วงอายุประมาณ 2–3 ปี
ด้วยเหตุนี้ สุนัขวัยหนุ่มสาวที่มีร่างกายเกือบเท่าตัวเต็มวัยอาจยังมีพฤติกรรมตื่นเต้นง่าย ชอบเล่น คาบสิ่งของ หรือกระโดดเข้าหาคน การฝึกอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่วัยเด็กจึงยังมีความสำคัญ แม้สายพันธุ์จะขึ้นชื่อว่าฝึกง่ายก็ตาม
ภาพลักษณ์ที่อ่อนโยนไม่ได้หมายความว่า โกลเดินรีทรีฟเวอร์ เป็นสุนัขพลังงานต่ำ The Royal Kennel Club ระบุความต้องการออกกำลังกายของสายพันธุ์ไว้ที่มากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน ขณะที่ PetMD ระบุว่าสุนัขต้องได้รับทั้งกิจกรรมทางร่างกายและการกระตุ้นทางความคิดอย่างเพียงพอ
กิจกรรมที่เหมาะสมสามารถประกอบด้วย เดิน วิ่งตามความเหมาะสมของวัย เล่น Fetch ว่ายน้ำ ฝึกคำสั่ง เล่นค้นหาของ Agility และTracking ปริมาณกิจกรรมจริงควรปรับตามอายุ สุขภาพ และสภาพร่างกาย โดยเฉพาะลูกสุนัขซึ่งกระดูกและข้อต่อยังอยู่ระหว่างการพัฒนา
การมีพื้นที่กว้างช่วยให้สุนัขเคลื่อนไหวและเล่นได้ แต่ไม่ได้ทดแทนการออกกำลังกาย การฝึก และกิจกรรมร่วมกับเจ้าของทั้งหมด โกลเดินรีทรีฟเวอร์ เป็นสุนัขที่ถูกพัฒนามาเพื่อทำงานร่วมกับมนุษย์ จึงได้รับประโยชน์จากกิจกรรมที่มีปฏิสัมพันธ์มากกว่าการถูกปล่อยให้อยู่ในสวนตามลำพัง
The Royal Kennel Club จัดสายพันธุ์นี้ว่าเหมาะกับบ้านและสวนขนาดค่อนข้างใหญ่ พร้อมระบุความต้องการออกกำลังกายมากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน จึงควรพิจารณาเวลาที่เจ้าของมีให้ควบคู่กับขนาดบ้านเสมอ
โกลเดินรีทรีฟเวอร์จำนวนมากมีความสนใจอาหารสูง ซึ่งอาจเป็นข้อดีระหว่างการฝึก แต่ก็ทำให้เจ้าของต้องระวังเรื่องน้ำหนัก PetMD แนะนำให้ควบคุมปริมาณอาหารตามอายุ น้ำหนัก และสภาพร่างกาย และตรวจ Body Condition อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงลูกสุนัขเพื่อป้องกันการเติบโตเร็วเกินไปซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อข้อต่อ
สุนัขแต่ละตัวมีความต้องการพลังงานไม่เท่ากัน ดังนั้นไม่ควรกำหนดอาหารจากสายพันธุ์เพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาอายุ น้ำหนัก ระดับกิจกรรม การทำหมัน สุขภาพ และ Body Condition Score ร่วมกัน และปรึกษาสัตวแพทย์หากไม่แน่ใจ
อายุเฉลี่ย 10-12 ปี
PetMD ระบุอายุโดยทั่วไปไว้ประมาณ 10–12 ปี ขณะที่ The Royal Kennel Club ระบุอายุขัยไว้ว่ามากกว่า 10 ปี อายุจริงของสุนัขแต่ละตัวแตกต่างกันได้ตามพันธุกรรม การเพาะพันธุ์ น้ำหนักตัว อาหาร การออกกำลังกาย การป้องกันโรค และการดูแลทางสัตวแพทย์ตลอดชีวิต
การเลือกสุนัขจากพ่อแม่ที่ผ่านการตรวจสุขภาพจึงมีความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว โกลเดินรีทรีฟเวอร์ โดยทั่วไปสามารถมีชีวิตที่แข็งแรงได้ แต่มีโรคบางกลุ่มซึ่งพบหรือได้รับการเฝ้าระวังในสายพันธุ์มากเป็นพิเศษ
The Royal Kennel Club แนะนำการตรวจคัดกรองก่อนเพาะพันธุ์ในกลุ่ม Good Practice ได้แก่ ความผิดปกติของข้อสะโพก ความผิดปกติของข้อศอก การตรวจสุขภาพดวงตา รวมถึง Gonioscopy สำหรับความเสี่ยง PLA และการตรวจ DNA สำหรับ GR_PRA2
PetMD ยังระบุถึงภาวะที่พบได้ในสายพันธุ์ เช่น ภูมิแพ้ผิวหนัง Hot Spot Hypothyroidism โรคตาบางชนิด Subaortic Stenosis หรือ SAS มะเร็งบางประเภท
ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่า Golden Retriever ทุกตัวจะเกิดโรค แต่สะท้อนว่าการตรวจสุขภาพพ่อแม่พันธุ์ การตรวจสัตวแพทย์ตามกำหนด และการติดตามอาการผิดปกติมีความสำคัญ
หากสุนัขมีอาการเจ็บป่วย ควรให้สัตวแพทย์ประเมินเป็นรายตัว ไม่ควรวินิจฉัยจากความเสี่ยงประจำสายพันธุ์เพียงอย่างเดียว
สุขภาพที่ต้องดูแล
โกลเดินรีทรีฟเวอร์ เป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่ถูกศึกษาด้านโรคมะเร็งอย่างจริงจัง เนื่องจากข้อมูลประชากรบางแห่งพบความเสี่ยงต่อมะเร็งบางประเภทสูง ตัวอย่างโรคที่มีการกล่าวถึง ได้แก่ Lymphoma และ Hemangiosarcoma
อย่างไรก็ตาม ระดับความเสี่ยงแตกต่างกันระหว่างประชากรและประเทศ จึงไม่ควรนำตัวเลขจากการศึกษากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไปตีความว่า Golden Retriever ทุกตัวทั่วโลกมีโอกาสป่วยเท่ากัน
สิ่งที่เจ้าของทำได้คือเลือกแหล่งเพาะพันธุ์ที่รับผิดชอบ ดูแลน้ำหนัก ตรวจสุขภาพเป็นประจำ และพบสัตวแพทย์เมื่อมีความผิดปกติ
โกลเดินรีทรีฟเวอร์ มีแนวโน้มเกิดโรคภูมิแพ้ ซึ่งอาจทำให้ผิวหนังและช่องหูอักเสบได้ ขณะเดียวกัน สุนัขหลายตัวในสายพันธุ์นี้ชอบกิจกรรมทางน้ำ ทำให้ความชื้นหลังว่ายน้ำหรืออาบน้ำเป็นอีกปัจจัยที่ควรใส่ใจ
PetMD ระบุว่าสายพันธุ์นี้สามารถมีปัญหาหูอักเสบได้ โดยเฉพาะในสุนัขที่มีโรคภูมิแพ้ผิวหนัง และแนะนำให้เจ้าของตรวจหู รวมถึงดูแลให้เหมาะสมหลังการว่ายน้ำหรืออาบน้ำ หากพบกลิ่นผิดปกติ ขี้หูเพิ่มขึ้น หูแดง เกาหูมาก สะบัดศีรษะบ่อย ควรให้สัตวแพทย์ตรวจหาสาเหตุ แทนการรักษาด้วยยาด้วยตนเอง
เป็นสุนัขช่วยเหลือที่ดี
คุณสมบัติที่เคยใช้กับงานล่าสัตว์กลับสามารถประยุกต์ใช้กับงานสมัยใหม่ได้อย่างดี ทั้งการทำงานร่วมกับมนุษย์ การเรียนรู้คำสั่ง ความสามารถในการค้นหา สัญชาตญาณคาบและนำสิ่งของกลับมา ความเป็นมิตร และความอดทนในการทำงาน จึงทำให้ โกลเดินรีทรีฟเวอร์ ถูกนำไปฝึกเป็นสุนัขนำทาง สุนัขช่วยเหลือผู้พิการ สุนัขบำบัด สุนัขค้นหาและกู้ภัย สุนัขตรวจค้นบางประเภท และสุนัขแข่งขัน Obedience และกิจกรรมสุนัขชนิดต่าง ๆ
โกลเดินรีทรีฟเวอร์ เหมาะกับเจ้าของที่ต้องการสุนัขซึ่งมีปฏิสัมพันธ์กับครอบครัวสูง และพร้อมจัดเวลาให้ทั้งการดูแลร่างกายและการฝึก ก่อนตัดสินใจเลี้ยง ควรพิจารณาว่า มีเวลาออกกำลังกายทุกวันหรือไม่ สามารถรับมือกับสุนัขพลังงานสูงได้หรือไม่ รับขนร่วงจำนวนมากได้หรือไม่ มีเวลาฝึกและเล่นกับสุนัขหรือไม่ พร้อมดูแลสุนัขขนาดใหญ่หรือไม่ พร้อมรับค่าอาหารและค่ารักษาพยาบาลตลอดอายุประมาณ 10 ปีขึ้นไปหรือไม่ และสามารถพาสุนัขตรวจสุขภาพตามความเสี่ยงของสายพันธุ์ได้หรือไม่
โดยเฉพาะเรื่องกิจกรรม The Royal Kennel Club ระบุว่าสายพันธุ์นี้ต้องการออกกำลังกายมากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน และต้องดูแลขนมากกว่าสัปดาห์ละครั้ง จึงไม่ใช่สุนัขประเภทที่เพียงมีพื้นที่ให้นอนแล้วจะตอบสนองความต้องการได้ครบถ้วน
ที่มา: American Kennel Club (AKC) / The Royal Kennel Club / PetMD / Petz Park