"แพนด้ายักษ์" สัญลักษณ์ประจำชาติจีน กับทฤษฎีขนสีขาว-ดำ ที่ยังไม่ชัดว่ามีไว้ทำไม?!

โดย PPTV Online

เผยแพร่

"แพนด้ายักษ์" หมีผู้เป็นสัญลักษณ์ประจำชาติจีน กับทฤษฎีขนสีขาว-ดำ ที่ยังไม่ชัดว่ามีไว้ทำไม แม้อยู่ในอันดับสัตว์กินเนื้อ แต่ 99% ของอาหารกลับเป็นไผ่

ขนสีขาวสลับดำ ใบหน้ากลมแต้มปื้นสีดำรอบดวงตา และภาพนั่งกอดก้านไผ่กินอย่างสบายใจ ทำให้ "แพนด้ายักษ์" (Giant Panda) กลายเป็นหนึ่งในสัตว์ที่ได้รับการจดจำมากที่สุดในโลก และเป็นสัตว์สัญลักษณ์ของประเทศจีน

แพนด้ายักษ์ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ailuropoda melanoleuca อยู่ในวงศ์ Ursidae เช่นเดียวกับหมีสีน้ำตาล หมีขั้วโลก และหมีดำ แม้ครั้งหนึ่งนักวิทยาศาสตร์เคยถกเถียงกันว่ามันอาจเป็นญาติกับแร็กคูน เพราะมีลักษณะบางอย่างคล้ายกับแพนด้าแดงก็ตาม

สิ่งที่ทำให้แพนด้ายักษ์แตกต่างจากหมีชนิดอื่นอย่างมากคืออาหาร เพราะแม้จะถูกจัดอยู่ในอันดับ Carnivora หรือสัตว์กินเนื้อ แต่อาหารของมันประมาณ 99% กลับเป็นไผ่ และต้องใช้เวลาราวครึ่งหนึ่งของวันไปกับการกิน เพื่อชดเชยพลังงานที่ได้รับจากอาหารซึ่งย่อยได้ไม่ดีนัก

ปัจจุบันแพนด้ายักษ์พบตามธรรมชาติเฉพาะในพื้นที่ภูเขาของจีน และถูกจัดอยู่ในสถานะ Vulnerable (VU) หรือ มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ โดยมีประชากรในธรรมชาติประมาณ 1,864 ตัว ขณะที่แนวโน้มประชากรโดยรวมเพิ่มขึ้น หลังความพยายามอนุรักษ์และฟื้นฟูถิ่นอาศัยต่อเนื่องมาหลายทศวรรษ

แพนด้ายักษ์

แพนด้ายักษ์ ไม่ใช่ญาติใกล้ชิดแพนด้าแดง

แพนด้ายักษ์มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ailuropoda melanoleuca โดยคำว่า melanoleuca มีความหมายเกี่ยวข้องกับสีดำและสีขาว ซึ่งตรงกับลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ของมัน ในอดีต รูปร่าง ฟัน และการมี "นิ้วโป้งเทียม" ทำให้นักวิทยาศาสตร์เคยถกเถียงว่าแพนด้ายักษ์ควรถูกจัดอยู่กับหมี หรือใกล้กับแร็กคูนและแพนด้าแดง

แต่การศึกษาระดับโมเลกุลยืนยันว่าแพนด้ายักษ์เป็นสมาชิกของวงศ์ Ursidae หรือวงศ์หมีอย่างแท้จริง และสายวิวัฒนาการของมันแยกออกจากบรรพบุรุษร่วมของหมีชนิดอื่นเมื่อประมาณ 19 ล้านปีก่อน จึงแตกต่างจากแพนด้าแดง ซึ่งอยู่ในวงศ์ Ailuridae และไม่ใช่ญาติใกล้ชิดของแพนด้ายักษ์ แม้สัตว์ทั้งสองจะกินไผ่เป็นอาหารหลักและวิวัฒนาการโครงสร้างที่ทำหน้าที่คล้ายนิ้วโป้งขึ้นมาช่วยจับไผ่เหมือนกัน

แพนด้ายักษ์ที่พบในปัจจุบันยังแบ่งออกเป็น 2 ชนิดย่อย ได้แก่ Ailuropoda melanoleuca melanoleuca ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ และ Ailuropoda melanoleuca qinlingensis หรือแพนด้าฉินหลิ่ง ซึ่งพบเฉพาะบริเวณเทือกเขาฉินหลิ่ง มณฑลส่านซี และบางตัวมีขนสีน้ำตาลสลับขาวแทนสีดำสลับขาวที่คุ้นตา

ขนขาวดำที่ยังไม่มีคำตอบแน่ชัดว่า "มีไว้ทำไม"

แพนด้ายักษ์มีรูปร่างพื้นฐานแบบหมี ลำตัวค่อนข้างกลมและใหญ่ ขนหนาเพื่อช่วยรักษาความอบอุ่นในป่าภูเขาที่เย็นและชื้น โดยบริเวณหู รอบดวงตา ขา และหัวไหล่มีขนสีดำ ส่วนลำตัวเป็นสีขาว

ตัวเต็มวัยมีความยาวประมาณ 1.2–1.8 เมตร และสูงบริเวณหัวไหล่ประมาณ 60–90 เซนติเมตร ตัวผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมีย โดยแพนด้าเพศผู้ในธรรมชาติสามารถหนักได้ประมาณ 113 กิโลกรัม ขณะที่ตัวเมียโดยทั่วไปมีน้ำหนักไม่เกินประมาณ 104 กิโลกรัม แม้สีขาวดำจะเป็นลักษณะที่ทุกคนจดจำได้ แต่เหตุผลทางวิวัฒนาการของลวดลายนี้ยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัด

หนึ่งในสมมติฐานคือ สีขาวช่วยให้กลมกลืนกับพื้นที่หิมะ ส่วนสีดำช่วยพรางตัวท่ามกลางเงามืดของป่า ขณะที่อีกแนวคิดเสนอว่าสีดำบริเวณดวงตาและหูอาจช่วยในการสื่อสารหรือทำให้แพนด้าแต่ละตัวจดจำกันได้ง่ายขึ้น แพนด้ายักษ์แม้จะดูอุ้ยอ้าย แต่สามารถปีนต้นไม้ได้ดี โดยเฉพาะลูกแพนด้าและวัยอ่อนที่มักปีนขึ้นไปพักหรือหลบภัยบนต้นไม้

อยู่ในอันดับสัตว์กินเนื้อ แต่ 99% ของอาหารกลับเป็นไผ่

หนึ่งในความย้อนแย้งที่สุดของแพนด้ายักษ์คือ แม้จะอยู่ในอันดับ Carnivora และยังมีระบบทางเดินอาหารพื้นฐานแบบสัตว์กินเนื้อ แต่อาหารประมาณ 99% กลับเป็นไผ่ มันสามารถกินทั้งใบ ลำต้น และยอดอ่อน โดยปรับเลือกส่วนของพืชตามฤดูกาล ยอดไผ่มีแป้งและโปรตีนสูงจึงเป็นอาหารสำคัญในช่วงที่แตกยอด ส่วนช่วงอื่นของปีอาจพึ่งใบและลำต้นมากขึ้น

ปัญหาคือ ระบบทางเดินอาหารของแพนด้าค่อนข้างสั้นและไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ย่อยเซลลูโลสอย่างมีประสิทธิภาพแบบสัตว์กินพืชแท้ ๆ ทำให้ได้รับพลังงานจากไผ่ค่อนข้างน้อย จึงต้องชดเชยด้วยการกินจำนวนมาก

องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล หรือ WWF ระบุว่าแพนด้ายักษ์สามารถกินไผ่ประมาณ 26–84 ปอนด์ หรือราว 12–38 กิโลกรัมต่อวัน ขึ้นอยู่กับส่วนของไผ่ที่กิน

ขณะที่ข้อมูลทางชีววิทยาระบุค่าเฉลี่ยของยอดไผ่ประมาณ 9–14 กิโลกรัมต่อวัน และเพราะอาหารผ่านระบบย่อยอย่างรวดเร็ว แพนด้าสามารถขับถ่ายได้ถึงประมาณ 40 ครั้งต่อวัน ผลคือชีวิตประจำวันของแพนด้าส่วนใหญ่วนอยู่กับ 2 กิจกรรม คือ กินและพัก

เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกระบุว่าแพนด้าทั่วไปสามารถใช้เวลากินอาหารประมาณ 12 ชั่วโมงจาก 24 ชั่วโมงในแต่ละวัน ขณะที่ช่วงเวลาที่เหลือส่วนใหญ่ใช้พักเพื่อประหยัดพลังงาน

แม้ไผ่จะเป็นอาหารหลัก แต่แพนด้ายักษ์ไม่ได้กินพืชอย่างสมบูรณ์ เพราะมีรายงานการกินหญ้า ผลไม้ หัวพืช แมลง สัตว์ฟันแทะ ไข่ ปลา หรือซากสัตว์เมื่อมีโอกาส

แพนด้ายักษ์

"นิ้วโป้งเทียม" อาวุธสำคัญของนักกินไผ่

หากสังเกตแพนด้าขณะกินไผ่ จะพบว่ามันสามารถถือและหมุนก้านไผ่ได้คล้ายกับใช้มือ แต่แพนด้าไม่ได้มีนิ้วโป้งแบบมนุษย์ สิ่งที่เห็นคือ Pseudo-thumb หรือ "นิ้วโป้งเทียม" ซึ่งเกิดจากกระดูก Sesamoid บริเวณข้อมือที่ขยายใหญ่ขึ้นจนสามารถทำงานร่วมกับนิ้วทั้ง 5 เพื่อหนีบและจับก้านไผ่ได้

สวนสัตว์ซานดิเอโกระบุว่าโครงสร้างดังกล่าวช่วยให้แพนด้าหมุนและจัดก้านไผ่ได้อย่างคล่องแคล่ว ก่อนใช้ฟันดึงเปลือกแข็งออกแล้วกินส่วนอ่อนด้านใน อาหารที่เหนียวและมีเส้นใยสูงยังทำให้แพนด้ามีกล้ามเนื้อกรามแข็งแรงและฟันกรามขนาดใหญ่สำหรับบดลำไผ่

กล้ามเนื้อเหล่านี้เองเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ใบหน้าของแพนด้าดูกลม เพราะกล้ามเนื้อบริเวณกรามพัฒนาอย่างมากเพื่อรองรับแรงบดอาหาร

บ้านอยู่ในป่าภูเขาที่เย็น ชื้น และต้องมีไผ่หลายชนิด

ในอดีตแพนด้ายักษ์มีเขตกระจายพันธุ์กว้างกว่าปัจจุบันมาก และเคยพบตามพื้นที่ราบหลายแห่งของจีน แต่การขยายพื้นที่เกษตร การตัดป่า และการพัฒนาเมืองทำให้ประชากรถูกผลักขึ้นไปอยู่ตามป่าภูเขา ปัจจุบันแพนด้าป่าพบอยู่ตามเทือกเขาบางแห่งใน มณฑลเสฉวน ส่านซี และกานซู่ ของจีนตอนกลางและตะวันตกเฉียงใต้ ถิ่นอาศัยทั่วไปเป็นป่าไม้ใบกว้างผสมป่าสนเขตอบอุ่นที่มีความเย็นและชื้น และมีไผ่ขึ้นหนาแน่นบริเวณพื้นป่า

สวนสัตว์ซานดิเอโกระบุว่าถิ่นอาศัยที่เหมาะสมต้องมีมากกว่าเพียงต้นไผ่ แต่ควรเป็น ป่าเก่า มีไผ่อย่างน้อย 2 ชนิด และมีแหล่งน้ำ รวมถึงต้นไม้ใหญ่หรือขอนไม้กลวงซึ่งสามารถใช้เป็นโพรงสำหรับเลี้ยงลูกได้

การมีไผ่หลายชนิดยังเป็นเหมือนหลักประกันด้านอาหาร เพราะไผ่มีวงจรที่เมื่อโตเต็มที่จะออกดอกพร้อมกัน ก่อนต้นจำนวนมากตายลง หากพื้นที่หนึ่งมีไผ่เพียงชนิดเดียว แพนด้าอาจเผชิญการขาดแคลนอาหารครั้งใหญ่เมื่อไผ่ชนิดนั้นตายพร้อมกัน

ดังนั้น การมีผืนป่าขนาดใหญ่และเชื่อมต่อกันจึงช่วยให้แพนด้าเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีไผ่ชนิดอื่นได้เมื่อแหล่งอาหารเดิมลดลง

ใช้ชีวิตโดดเดี่ยว สื่อสารกันด้วย "กลิ่น"

แม้ภาพในสวนสัตว์อาจทำให้เห็นแพนด้าหลายตัวอยู่ใกล้กัน แต่ในธรรมชาติแพนด้ายักษ์เป็นสัตว์สันโดษ ตัวเต็มวัยส่วนใหญ่ใช้ชีวิตตามลำพังและมีพื้นที่หากินของตัวเอง การพบกันมักเกิดในช่วงฤดูผสมพันธุ์ ส่วนแม่จะอยู่ร่วมกับลูกจนกระทั่งลูกโตพอแยกตัวออกไป เพราะไม่ได้พบหน้ากันบ่อย แพนด้าจึงพึ่งพา กลิ่น เป็นระบบสื่อสารสำคัญ

ใต้หางมีต่อมที่สร้างสารกลิ่นสำหรับใช้ทำเครื่องหมายตามต้นไม้ ก้อนหิน หรือกอไผ่ กลิ่นสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับเพศ อายุ สถานะ และความพร้อมในการผสมพันธุ์ของเจ้าของร่องรอยได้

พฤติกรรมที่แปลกตาอย่างหนึ่งพบในตัวผู้ ซึ่งสามารถ ยืนด้วยขาหน้าและยกขาหลังขึ้นคล้ายทำ Handstand เพื่อทิ้งรอยกลิ่นไว้บนต้นไม้ให้สูงที่สุด เพราะกลิ่นที่อยู่สูงอาจช่วยสื่อให้ตัวอื่นรับรู้ว่าเจ้าของรอยมีขนาดตัวใหญ่

นอกจากกลิ่นแล้ว แพนด้ายังมีเสียงสื่อสารหลายแบบ ทั้งเสียงร้องคล้ายลูกแกะ เสียงฮึดฮัด เห่า หรือส่งเสียงในช่วงเผชิญหน้าหรือผสมพันธุ์

ตัวเมียพร้อมผสมพันธุ์เพียง 2–3 วันต่อปี

แม้แพนด้าจะมีชื่อเสียงเรื่องการสืบพันธุ์ยาก แต่ส่วนหนึ่งของปัญหาเกิดจากชีววิทยาตามธรรมชาติของพวกมันเอง แพนด้าตัวเมียตกไข่เพียงปีละครั้งในช่วงฤดูใบไม้ผลิ และมีระยะที่สามารถตั้งท้องได้จริงเพียงประมาณ 2–3 วัน

ฤดูผสมพันธุ์มักอยู่ระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม เมื่อกลิ่นของตัวเมียที่พร้อมสืบพันธุ์ดึงดูดตัวผู้จากพื้นที่รอบข้าง และตัวผู้หลายตัวอาจแข่งขันกันเพื่อโอกาสผสมพันธุ์ โดยแพนด้าจะเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุประมาณ 4–8 ปี และสามารถสืบพันธุ์ต่อไปได้จนถึงช่วงอายุประมาณ 20 ปี

หลังผสมพันธุ์ ระยะเวลาตั้งท้องสามารถอยู่ประมาณ 95–160 วัน เพราะตัวอ่อนสามารถชะลอการฝังตัวในผนังมดลูก หรือ Delayed Implantation ทำให้ช่วงเวลาตั้งท้องจริงแตกต่างกันได้ในแต่ละตัว

แพนด้าสามารถให้กำเนิดลูกแฝดได้ค่อนข้างบ่อย โดยพบประมาณครึ่งหนึ่งของการตั้งท้อง แต่ในธรรมชาติแม่มักสามารถเลี้ยงลูกให้รอดได้เพียงตัวเดียว เนื่องจากลูกแรกเกิดมีขนาดเล็กมากและต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด

แพนด้ายักษ์

แม่หนักเกือบ 100 กิโล แต่ลูกแรกเกิดเล็กเท่า "ก้อนเนย"

หนึ่งในความแตกต่างระหว่างแม่กับลูกที่น่าทึ่งที่สุดในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมพบในแพนด้ายักษ์ ลูกแรกเกิดหนักเพียงประมาณ 85–140 กรัม มีลำตัวสีชมพู ไม่มีขน ตาบอด และช่วยเหลือตัวเองแทบไม่ได้ โดยสวนสัตว์แห่งชาติสมิธโซเนียนและสถาบันชีววิทยาการอนุรักษ์เปรียบขนาดกับ ก้อนเนยหนึ่งก้อน และระบุว่าลูกมีขนาดเพียงประมาณ 1 ใน 900 ของแม่ จึงถือเป็นหนึ่งในลูกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดเล็กที่สุดเมื่อเทียบกับแม่ รองจากสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องบางชนิด

ลูกแพนด้ายังไม่ลืมตาจนถึงอายุประมาณ 6–8 สัปดาห์ และเริ่มเคลื่อนไหวได้ดีขึ้นเมื่อมีอายุประมาณ 3 เดือน กินนมแม่เป็นเวลาประมาณ 8–9 เดือน และแม้จะหย่านมด้านโภชนาการเมื่ออายุประมาณ 1 ปี แต่สามารถอยู่กับแม่ต่อไปได้จนถึงอายุราว 2 ปี

อัตราการสืบพันธุ์ที่ช้าเช่นนี้เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ประชากรแพนด้าใช้เวลานานในการฟื้นตัว หากสูญเสียสัตว์โตเต็มวัยหรือถิ่นอาศัยจำนวนมาก

จากสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ สู่สถานะ "มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์"

เรื่องราวการอนุรักษ์แพนด้ายักษ์เป็นหนึ่งในกรณีที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดในโลก หลังเผชิญการสูญเสียและแบ่งแยกถิ่นอาศัยมานานหลายทศวรรษ จีนได้จัดตั้งเขตอนุรักษ์และดำเนินมาตรการปกป้องป่า การล่าสัตว์ถูกควบคุมอย่างเข้มงวด ขณะที่โครงการเพาะพันธุ์และงานวิจัยด้านการสืบพันธุ์พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ผลสำรวจประชากรแห่งชาติของจีนประเมินแพนด้าป่าไว้ที่ 1,864 ตัว และองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากลยังใช้ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลประชากรในธรรมชาติ ขณะที่สวนสัตว์แห่งชาติสมิธโซเนียนและสถาบันชีววิทยาการอนุรักษ์ระบุว่ามีอีกประมาณ 600 ตัวอยู่ตามสวนสัตว์และศูนย์เพาะพันธุ์ทั่วโลก

จากการที่ประชากรเพิ่มขึ้น ไอยูซีเอ็นปรับสถานะของแพนด้ายักษ์จาก Endangered (EN) หรือ ใกล้สูญพันธุ์ มาเป็น Vulnerable (VU) หรือ มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ ในปี 2016 ขณะที่เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกระบุแนวโน้มประชากรปัจจุบันว่าเพิ่มขึ้น

ความสำเร็จดังกล่าวทำให้แพนด้ากลายเป็นภาพแทนของความเป็นไปได้ในการฟื้นสัตว์ที่ถูกคุกคาม เมื่อการคุ้มครองถิ่นอาศัย การวิจัย และนโยบายดำเนินไปพร้อมกัน

บ้านยังถูกแบ่งเป็นหย่อม แม้จำนวนจะเพิ่มขึ้น

แม้สถานะจะดีขึ้น แต่ปัญหาของแพนด้ายักษ์ยังไม่จบ ภัยสำคัญในปัจจุบันไม่ใช่การล่าโดยตรงเหมือนในอดีต แต่คือ การแบ่งแยกถิ่นอาศัย หรือ Habitat Fragmentation องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากลระบุว่า การสร้างถนน ทางรถไฟ เขื่อน และโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ในบริเวณลุ่มแม่น้ำแยงซีสามารถตัดผืนป่าขนาดใหญ่ออกเป็นพื้นที่ย่อย ทำให้ประชากรแพนด้าแต่ละกลุ่มถูกแยกจากกัน

ปัญหานี้ส่งผลมากกว่าเพียงการลดพื้นที่หาอาหาร เพราะเมื่อแพนด้าไม่สามารถเดินข้ามระหว่างผืนป่าได้ การค้นหาคู่ผสมพันธุ์ทำได้ยากขึ้น การแลกเปลี่ยนทางพันธุกรรมลดลง และประชากรขนาดเล็กมีความเสี่ยงต่อการผสมเลือดชิด โรค และภัยธรรมชาติมากขึ้น

ทางออกสำคัญจึงเป็นการสร้างและรักษา Wildlife Corridors หรือทางเชื่อมผืนป่า เพื่อให้แพนด้าเดินทางระหว่างพื้นที่อนุรักษ์และประชากรต่าง ๆ ได้

สวนสัตว์ซานดิเอโกระบุว่า จีนได้จัดตั้งเขตอนุรักษ์แพนด้าหลายสิบแห่ง และใช้แนวทางเชื่อมพื้นที่บางส่วนเข้าหากันเพื่อเพิ่มโอกาสที่ประชากรจะสามารถเคลื่อนย้ายและแลกเปลี่ยนพันธุกรรมได้

การปกป้องแพนด้ายังให้ผลมากกว่าสัตว์ชนิดเดียว เพราะป่าภูเขาที่แพนด้าอาศัยเป็นบ้านของสัตว์อื่นจำนวนมาก การอนุรักษ์พื้นที่ขนาดใหญ่เพื่อแพนด้าจึงช่วยปกป้องสิ่งมีชีวิตร่วมถิ่นไปพร้อมกัน จนแพนด้าถูกมองเป็นหนึ่งในตัวอย่างของ Umbrella Species หรือชนิดพันธุ์ร่ม ในงานอนุรักษ์

จากหมีในอันดับสัตว์กินเนื้อที่เลือกใช้ชีวิตด้วยไผ่ แพนด้ายักษ์จึงเป็นผลลัพธ์ของการปรับตัวที่เฉพาะทางอย่างมาก ทั้งนิ้วโป้งเทียม กรามทรงพลัง ฟันกรามขนาดใหญ่ และวิถีชีวิตที่เน้นการกินและประหยัดพลังงาน แต่ความเฉพาะทางดังกล่าวก็ทำให้มันต้องพึ่งพาสิ่งแวดล้อมเฉพาะเช่นกัน

เมื่ออาหารแทบทั้งหมดมาจากไผ่ การมีแพนด้าอยู่ต่อไปจึงต้องมีมากกว่าเพียงการรักษาจำนวนสัตว์ แต่ต้องรักษา ผืนป่าที่มีไผ่หลายชนิด แหล่งน้ำ ต้นไม้เก่า และเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างประชากร เอาไว้พร้อมกัน

การเพิ่มขึ้นจากสัตว์ที่เคยอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์มาเป็นมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ จึงเป็นก้าวสำคัญ แต่สำหรับหมีขาวดำที่ใช้เวลากว่าครึ่งชีวิตไปกับการกินไผ่ อนาคตยังคงขึ้นอยู่กับว่า ป่าภูเขาของจีนจะมีพื้นที่มากพอให้มันเดินหาไผ่และพบแพนด้าตัวอื่นได้ต่อไปหรือไม่

ที่มา: World Wildlife Fund / Smithsonian's National Zoo and Conservation Biology Institute / National Geographic / iNaturalist / San Diego Zoo Wildlife Alliance

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

เข้มข่าวค่ำ

เข้มข่าวค่ำ

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ