กิน “พาราฯ” ให้ปลอดภัย ใช่ “2 เม็ด ทุก 4-6 ชม.” เสมอไป

โดย PPTV Online

เผยแพร่

แนะอ่านฉลากและคำนวณปริมาณยาพาราฯ ให้เหมาะสมกับน้ำหนักตัวก่อนกิน ป้องกัน “พิษต่อตับ” หลังพบผู้ป่วยจากการได้รับยาเกินขนาด

เมื่อเอ่ยถึงยาสามัญประจำบ้านที่ทุกเพศทุกวัย นึกถึงและเลือกหยิบขึ้นมาใช้บรรเทาอาการปวดลดไข้เป็นอันดับแรก คงหนีไม่พ้น “พาราเซตามอล” (paracetamol) ยาเม็ดที่หาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป นอกจากราคาไม่แพงและรักษาอาการได้ผลดีแล้ว ที่สำคัญวิธีการกินก็ไม่ยุ่งยากซับซ้อนอีกด้วย !

หลายคนคิดเช่นนั้นเพราะตั้งแต่เด็กๆ คุ้นชินกับข้อปฏิบัติที่บอกต่อจากผู้ใหญ่ว่า เมื่อรู้สึกปวดเมื่อยและมีไข้ให้กินพาราเซตามอล เด็กครั้งละ 1 เม็ด ผู้ใหญ่ครั้งละ 2 เม็ด ทุกๆ 4-6 ชม. แต่เอาเข้าจริงการกินยาสามัญชนิดนี้ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นยาที่มีความปลอดภัยมาก ก็มีผลเสียต่อร่างกายเช่นกันหากได้รับปริมาณยามากเกินขนาด สะสมเป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะพิษต่อ “ตับ” 

ตับ ถือเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญมากสำหรับร่างกายคนเรา เพราะเป็นแหล่งสร้างอาหาร ซ่อมแซมร่างกาย ทำลายสารพิษ ซึ่ง   รศ.พญ.วัฒนา สุขีไพศาลเจริญ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ประธานมูลนิธิรักษ์ตับ และประธานสมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย ย้ำว่า “หากเป็นตับอักเสบ การทำงานของร่างกายบกพร่อง มีการซ่อมแซมผิดพลาด ท้ายที่สุดอาจป่วยเป็นมะเร็งได้”

ที่ผ่านมาวงการแพทย์และสาธารณสุขทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย ต่างพยายามหยิบยกแนวทางแก้ปัญหา เพื่อป้องกันและลดปริมาณการกินพาราเซตามอลมากเกินขนาดแนะนำ ในต่างประเทศมีรายงานจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (U.S. Food and Drug Administration; USFDA) พบอุบัติการณ์การเกิดภาวะตับวายเฉียบพลัน ระหว่างช่วงปี ค.ศ. 1998-2003 สาเหตุเกิดจากพาราเซตามอล ร้อยละ 48 

ขณะที่สถานการณ์ในประเทศไทย รายงานจากศูนย์พิษวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี ชี้ว่า “ในปี 2558 มีรายงานพิษจากพาราเซตามอล รวม 960 ราย” 

สาเหตุที่ทำให้คนส่วนใหญ่ได้รับพาราเซตามอลเกินขนาด ปัจจัยสำคัญไม่เพียงเกิดจากการใช้ยาซ้ำซ้อน จากยาชนิดอื่นที่มีพาราเซตามอลเป็นส่วนประกอบ แต่ยังรวมถึงการใช้ยาเกินขนาดโดยไม่ได้ตั้งใจ 

ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงปลายปี 2559 ที่ผ่านมา ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) ได้ออกมาย้ำเตือนผลเสียต่อร่างกายอีกครั้ง พร้อมระบุว่าในผู้ใหญ่ห้ามกินเกิน 4,000 มก./วัน ใช้ติดต่อกันไม่เกินเวลาที่กำหนด แบ่งเป็นการกินเพื่อแก้ปวด 5 วัน ลดไข้ 3 วัน หากอาการไม่ดีขึ้นควรไปพบแพทย์

ปัจจุบันพาราเซตามอลชนิดเม็ดที่วางขายในท้องตลาด มีหลายขนาดไม่ว่าจะเป็นชนิดตัวยา 325 , 500 , 650 มก. หากต้องการกินให้ปลอดภัยจริงๆ ต้องนำเอาน้ำหนักตัวเข้ามาคำนวณด้วย เรียกง่ายๆ ว่ากินตามน้ำหนักตัว โดยขนาดยาที่เหมาะสมอยู่ที่ 10 - 15 มก./น้ำหนักตัว 1 กก.

ยกตัวอย่างหาก น้ำหนัก 50 กก. ควรใช้ยาไม่เกิน 750 มก./ครั้ง พาราเซตามอลที่หาซื้อได้ง่ายที่สุดในบ้านเราคือ 500 มก. หากกินครั้งละ 2 เม็ด เท่ากับว่าได้รับปริมาณยา 1,000 มก. แสดงว่าทุกครั้งที่กินยาเรากำลังได้รับปริมาณยาเกินขนาด 

ที่สำคัญหากใครยึดความถี่ในการกินทุก 4 ชม. ในหนึ่งวันอาจกินยาถึง 6 ครั้ง หากกินครั้งละ 2 เม็ด ทำให้ปริมาณยาที่ร่างกายได้รับสูงถึง  6,000 มก. ซึ่งเกินกว่าขนาดที่เหมาะสม 4,000 มก./วัน ส่วนใครที่น้ำหนักตัวมากและคำนวณ ได้เกินกว่า 1,000 มก./ครั้ง ก็ควรกินแค่ 1,000 มก. เท่านั้น

นอกจากปัจจัยด้านน้ำหนักตัวแล้ว การกินพาราเซตามอลเพื่อไม่ให้ส่งผลเสียต่อตับ ยังต้องระมัคระวังในการใช้กับบุคคลเหล่านี้  

1. คอเหล้า ลำพังแอลกอฮอล์ก็ทำให้เกิดภาวะตับแข็งและตับวายอยู่แล้ว เมื่อกินร่วมกับพาราเซตามอลเท่ากับเป็นการเพิ่มความเสี่ยงทำให้ตับพังเร็วขึ้น 

2. ผู้ป่วยโรคตับ โดยหากเป็นตับแข็งควรตรวจหามะเร็งตับทุก 6 เดือน

3. ใช้ยาที่มีผลต่อการทำงานของตับหลายชนิดพร้อมกัน เช่น ยากันชักบางชนิด ยาต้านการแข็งตัวของเลือดบางชนิด

รู้แบบนี้แล้วครั้งต่อไปก่อนหยิบ “พาราเซตามอล” ขึ้นมากิน อาจต้องอ่านฉลาก และคำนวณปริมาณยาที่เหมาะสมตามน้ำหนักตัว เพื่อความปลอดภัยในระยะยาว เพราะการไม่เจ็บปวดและป่วยไข้ ย่อมทำให้เราได้เปรียบเสมอ

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ