“ฮอกไกโดหน้าร้อน” ประสบการณ์ใหม่ที่ไม่อาจลืม

โดย PPTV Online

เผยแพร่

“ผมจะไปเที่ยวญี่ปุ่น” … เมื่อผมพูดถึงการเดินทางไปท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะเกาะฮอกไกโด เชื่อว่าหลายคนคงกำลังจิตนาการถึงอากาศที่หนาวเย็นจับใจหาในไทยไม่ได้ หิมะสีขาวโพลนบนท้องถนน เสื้อโค้ชหนาๆ ห่อหุ้มร่างกาย และกิจกรรมต่างๆ นานาทั้งการเล่นสกี รวมถึงการแข่งขันปาหิมะ แต่เดี๋ยวครับ... ถ้าเราต้องเดินทางไปเยือนเกาะทางตอนเหนือของญี่ปุ่นแห่งนี้ในช่วงหน้าร้อนที่มีเพียง 2 เดือนต่อปี เริ่มจาก กรกฎาคม และสิ้นสุด สิงหาคม เราจะไปเที่ยวที่ไหนและต้องเตรียมตัวอย่างไร? มาดูกันเลยครับ

ก่อนอื่นผมต้องบอกคุณผู้อ่านทุกท่านก่อนว่า เกาะฮอกไกโด ในฤดูร้อน อุณหภูมิของอากาศอยู่ที่ 30 องศาเซลเซียสโดยประมาณ ซึ่งไม่แตกต่างจากบ้านเราเลยแม้แต่น้อย สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ลบภาพจำของเกาะแห่งนี้ในฤดูหนาว เพราะทุกอย่างแทบจะตรงกันข้าม

... ตรงกันข้ามอย่างไร ? ดูง่ายๆ จากอุณหภูมิ ฤดูหนาวติดลบ 30 องศาเซลเซียส แต่ฤดูร้อนบวก 30 องศาเซลเซียส ตามที่กล่าวไปข้างต้น สำหรับเสื้อผ้าผมสวมใส่ปกติเหมือนอยู่ประเทศไทย

   ผู้เขียนได้มีโอกาสสนทนากับคุณพิจิตรา โอกาศ ชาวไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่น เธอเล่าว่า ฤดูร้อนเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุด เพราะอากาศกำลังสบาย ไม่หนาวและไม่ร้อนจนเกินไป แถมฤดูร้อนยังนับเป็นอีกหนึ่งความสุขของชาวญี่ปุ่น เพราะมันคือ 2 เดือนที่จะได้สวมเสื้อผ้าสวยๆ ออกจากบ้าน และทำกิจกรรมกลางแจ้งได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งช่วงกลางวันยังมีระยะเวลาที่ยาวกว่าช่วงกลางคืนอีกด้วย โดยพระอาทิตย์จะตกประมาณ 20.00 น.

   เกริ่นกันมาเนิ่นนาน... เข้าเรื่องกันเสียที สถานที่ท่องเที่ยวบนเกาะฮอกไกโดในฤดูร้อน ผู้เขียนขอแนะนำให้เดินทางไปชมทุ่งดอกลาเวนเดอร์สีม่วง ที่ฟาร์มโทมิตะ ตั้งอยู่ในเมืองฟูราโน่ สำหรับความพิเศษของสถานที่แห่งนี้คือ ท่านจะได้ยลโฉมความงดงามของดอกลาเวนเดอร์สีม่วงที่บานสะพรั่งได้ในช่วงหน้าร้อนเท่านั้น หลังจากผ่านพ้นฤดูร้อนไป ดอกไม้สีม่วงเหล่านี้ ก็จะถูกตัดขายทอดตลอดนำไปเป็นวัตถุดิบในการทำสินค้า อาทิน้ำหอม ก่อนที่เจ้าของสวนจะนำดอกไม้ชนิดอื่นมาปลูกทดแทนในฤดูกาลต่อไป



   ไม่เพียงเท่านี้ ผู้เขียนจะเพิ่มความร้อนระอุให้กับท่านผู้อ่าน ด้วยการพาไปเยือนหุบเขานรกจิโกคุดานิ แค่ชื่อก็...แหม เหมาะจะเที่ยวในฤดูร้อนจริงๆ สถานที่แห่งนี้เป็นบ่อโคลนเดือดตามธรรมชาติ ที่เต็มไปด้วยแร่กำมะถันซึ่งเกิดจากความร้อนใต้ดิน และบ่อกำมะถัน หรือ “อุโอนุมะ” ขนาดใหญ่ที่มีความอุณหภูมิมากกว่า 50 องศาเซลเซียส ระหว่างทางเดินจะให้อารมณ์เหมือนกำลังมองนรก เนื่องจากจะมีกลุ่มควันพวยพุ่งขึ้นมาตลอดเวลา

   หลบความร้อนไปชมความน่ารักของหมีสีน้ำตาล ณ สวนหมีโชวะชินซัง นอกจากท่านจะได้ให้อาหารไปพร้อมกับชมความน่ารักของหมีสีน้ำตาลแล้ว ก็ยังมีของฝากหลากหลายชนิดตั้งแต่พวกกุนแจ ยันตุ๊กตาสุดน่ารักให้ท่านได้เลือกซื้อกันอีกด้วย สำหรับหมีสีน้ำตาล มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน โดยหมีชนิดนี้จะพบได้ที่เกาะฮอกไกโดเท่านั้น อีกทั้งยังได้รับฉายาว่า คิงออฟฮอกไกโด และเป็นสัตว์ของเทพเจ้าตามความเชื่อของชาวไอนุ ชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่บนเกาะฮอกไกโดเมื่อประมาณ 100 ปีก่อน

   ช็อปปิ้งจากสวนหมีกันพอหอมปากหอมคอนะครับ ต่อไปจะเป็นของจริง... ถนนคนเดิน ทะนุกิโคจิ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองซัปโปโร ถนนแห่งนี้มีความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร รวมถึงมีชั้นใต้ดินให้ทุกท่านช็อปปิ้งกันอย่างจุใจ กับร้านค้าที่มากกว่า 200 ร้าน และมีสินค้าให้เลือกมากมายทั้งกระเป๋า รองเท้า นาฬิกา ขนม และเครื่องสำอาง รวมถึงของที่ระลึกอีกด้วย จากการสังเกตของผู้เขียนเอง ถนนแห่งนี้ได้รับความนิยมจากหมู่วัยรุ่นเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนั้นก็จะเป็นวัยทำงาน และชาวต่างชาติบ้างเล็กน้อย

   นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ผมขอแนะนำแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถเดินทางมาได้ตลอดทั้งปี เริ่มจากโรงงานทำช็อกโกแลตอิชิยะ เมืองซัปโปโร แหล่งผลิตช็อกโกแลตชื่อดังของญี่ปุ่น และเป็นผู้สนับสนุนสโมสรฟุตบอลคอนซาโดเล่ ซัปโปโร ที่มีนักเตะทีมชาติไทยอย่าง เจ ชนาธิป สรงกระสินธุ์ ร่วมทีมอยู่ด้วย โดยสนามซ้อมของคอนซาโดเล่ จะอยู่ตรงข้ามกับโรงงานแห่งนี้พอดี ชนิดที่ว่ามีเพียงถนนกั้นกลางเท่านั้น ตัดกลับเข้ามาในโรงงาน ภายในจะมีสวนดอกไม้ไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายภาพหลากหลายมุม รวมถึงมีการจัดแสดงของสะสมสุดล้ำค่า และเปิดให้ชมขั้นตอนการผลิตช็อกโกแลตของโรงงานอีกด้วย

   ต่อด้วยพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี ที่มีกล่องดนตรีให้เลือกชมและจัดจำหน่ายอยู่หลายพันชิ้น และผู้เขียนขอปิดท้ายด้วย พิพิธภัณฑ์เบียร์ซัปโปโร ซึ่งเป็นแหล่งผลิตเบียร์ที่แรกและเก่าแก่ที่สุดของประเทศญี่ปุ่น รวมถึง เบียร์ซัปโปโร ยังเป็นยี่ห้อยอดนิยมในประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย หากถามถึงรสชาติผู้เขียนคงไม่สามารถตอบได้ เพราะอาจเข้าข่ายโฆษณาเชิญชวน เดี๋ยวจะมีความผิดนะครับ เอาเป็นว่าเชิญชวนให้ไปชมประวัติของโรงงานแห่งนี้จะเหมาะสมกว่า

การเดินทางไปเยือนแดนปลาดิบครั้งนี้ สิ่งที่ผมได้รับมากกว่าความสนุกคือประสบการณ์ ที่ได้ลงมือทำในหลายๆ อย่าง สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยพลาดไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหนก็ตาม คือการพูดคุยกับคนพื้นเมือง ทานอาหาร และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม หากคุณไม่อยากพลาดประสบการณ์ดีๆในการเดินทางจงใช้ชีวิตให้เหมือนคนท้องถิ่น เพราะนักเดินทางที่แท้จริงไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนต่างถิ่น "Travelers never think that they are the foreigners."  Mason Cooley



Story : อวิรุทธ์ อินแสง
Photo : ชาติกล้า สำเนียงแจ่ม
Producer : บุญญานันท์คำโพธิ์ทอง

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ