ประเทศไทยซึ่งเป็นผู้นำในการนำเทคโนโลยี 5G มาใช้ในภูมิภาค อยู่ในยุคที่กำลังจะก้าวไปอีกขั้นคือยุคของ 5G ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจไทย
ล่าสุด PPTV Wealth ได้พูดคุยกับผู้บริหารบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า 5.5G เป็นเทคโนโลยีที่คืบเข้ามาใกล้เรามากขึ้นเรื่อย ๆ หลายภูมิภาคเริ่มเตรียมความพร้อมสู่การเป็นเมือง 5.5G แล้ว เช่น ดูไบ มิวนิก ปารีส และหลายเมืองหลักในประเทศจีน อย่างปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เฉิงตู ชิงเต่า ฮ่องกง และเซินเจิ้น
ซึ่งหัวเว่ยเตรียมเดินหน้าทำตลาด 5.5G ในประเทศไทย โดยตั้งแต่ปีหน้า (2025) จะเริ่มพัฒนาเครือข่าย 5.5G ในประเทศไทย โดย 5.5G ของหัวเว่ย ให้ความเร็วในการดาวน์โหลดสูงถึง 10 Gbit/s เร็วกว่า 5G ถึง 10 เท่า และความเร็วในการอัพโหลดอย่างน้อย 500 Mbit/s
นายเดวิด หลี่ ประธานกรรมการบริหารบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) บอกว่า หัวเว่ยเล็งเห็นโอกาสในหลายด้านต่อการลงทุนในประเทศไทย เป็นหนึ่งในตลาดที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งสำหรับหัวเว่ย ซึ่งจากการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยตลอดระยะเวลา 25 ปีที่ผ่านมา มีพนักงานมากกว่า 1,900 คน มีการสร้าง Data Center ในประเทศไทย 3 แห่ง
และยังมองเห็นโอกาสอีกมากในการที่จะลงทุนต่อไปในอนาคต ในขณะที่รัฐบาลไทยเองก็สนับสนุนการพัฒนาด้านดิจิทัล และมีเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือ Carbon Neutral ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ ภายในปี 2050 ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของหัวเว่ย
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลยังมีนโยบายขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล ขณะที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ยังได้กำหนดนโยบายการใช้คลาวด์เป็นหลัก Cloud First Policy เพื่อส่งเสริมการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลในบริการสาธารณะ และยกระดับการเปลี่ยนผ่านดิจิทัลของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอย่างหัวเว่ย
แม้ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล แต่นายเดวิด มองว่าไม่มีผลต่อการดำเนินงานของหัวเว่ย เพราะทุกแผนการดำเนินงานในประเทศไทยเป็นแผนระยาว หัวเว่ยตั้งเป้าที่จะ “Grow in Thailand, Contribute to Thailand” เติบโตในประเทศไทยและมีส่วนร่วมกับประเทศไทยต่อไปในอนาคต
เพราะฉะนั้นจึงมองว่าปัจจัยระยะสั้น หรือเหตุการณ์ระยะสั้นต่าง ๆ ไม่ส่งผลต่อกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของหัวเว่ย ยังคงมีความมุ่งมั่นในการลงทุนในประเทศไทย และยังคงเดินหน้าลงทุนในประเทศไทยต่อไป
เช่นเดียวกับประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ว่าใครจะได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ จะเป็น กมลา แฮร์ริส หรือโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่กังวลในเรื่องขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การกีดกันทางการค้า แต่โฟกัสที่การดำเนินงานของธุรกิจซึ่งเป็นการวางแผนในระยะยาว ไม่ได้ขึ้นอยู่กับใคร มั่นใจในธุรกิจไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นยังคงโฟกัสที่ธุรกิจและลูกค้าเป็นหลัก
โดยจะเห็นว่า 3 ปีที่ผ่านมาแม้จะเกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์แต่ธุรกิจของหัวเว่ยยังคงเติบโต โดยในปีที่แล้วผลประกอบการของบริษัท Huawei Technologies มีกำไรสุทธิ 87,000 ล้านหยวน รายได้รวมทะลุ 7 แสนล้านหยวน เติบโตจากปีก่อนหน้า 9.6%