Grab ผู้ให้บริการครบวงจรด้านการบริการ ได้เปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ที่นำประโยชน์จาก AI มาใช้งาน โดย นายวรฉัตร ลักขณาโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวในงาน Grab Talk Driving Livelihoods with Tech & AI ระบุว่า
“ในปี 2024 Grab ประเทศไทย ได้นำเทคโนโลยี AI มาเสริมแกร่ง และใช้ประโยชน์ใน 3 ส่วนหลัก คือ เทคโนโลยี AI อุปกรณ์ที่เชื่อมโยงด้วยอินเทอร์เน็ต และโซลูชันนวัตกรรมบนแอปพลิเคชัน”
โดยเทคโนโลยีใหม่ของ Grab ประกอบด้วย
เทคโนโลยีที่เสริมโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการร้านค้า-ร้านอาหาร
หนึ่งในนวัตกรรมล่าสุดของแกร็บคือ การนำเทคโนโลยี AI มาช่วยสร้างหรือออกแบบภาพอาหารให้ใกล้เคียงของจริงที่สุด ซึ่งจะช่วยดึงดูดความสนใจของลูกค้าและเพิ่มโอกาสในการขายให้กับผู้ประกอบการร้านค้า ขณะเดียวกัน แกร็บยังคงพัฒนาบริการสินเชื่อดิจิทัล โดยนำเทคโนโลยี ML มาใช้ประเมินศักยภาพและอนุมัติวงเงินที่เหมาะสมให้พาร์ตเนอร์ร้านค้าโดยพิจารณาจากข้อมูลการทำธุรกรรมบนแพลตฟอร์มของ Grab
กินเจ 2567 วางแผน “44 อาหารเจ” คาว-หวาน หากินง่าย 9 วัน 9 คืน ไม่เบื่อ
เทคโนโลยีที่เสริมประสิทธิภาพคนขับและไรเดอร์
Grab มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยี AI และ Machine Learning (ML) มาช่วยในระบบจัดสรรงานสำหรับคนขับและวางแผนระบบปฏิบัติการหลังบ้าน โดยมีนวัตกรรมล่าสุดอย่าง ระบบจัดสรรคำสั่งซื้อแบบทันเวลาพอดี (Just-in-Time Allocation) ที่ใช้ ML มาประเมินเวลาการเตรียมอาหารของร้านค้าก่อนส่งงานให้คนขับ เพื่อลดระยะเวลาการรอรับอาหารให้สั้นที่สุด และการพัฒนาแผนที่ในอาคาร (Indoor Map) ที่ช่วยแนะนำเส้นทางและบอกตำแหน่งของร้านอาหารภายในห้างหรืออาคาร ซึ่งช่วยลดระยะเวลาในการค้นหาได้ถึง 20%
เทคโนโลยีที่เข้าใจผู้ใช้บริการ
นอกจากบริการคำสั่งซื้อกลุ่ม (Group Order) แล้ว Grab ยังได้เผย 2 นวัตกรรมใหม่อย่าง ฟีเจอร์บัญชีครอบครัว (Family Account) ที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์การใช้บริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชันให้กับสมาชิกในครอบครัว โดยผู้ใช้บริการสามารถเรียกรถ ตรวจสอบตำแหน่งการเดินทาง สื่อสารผ่านแชตกับคนขับ และชำระค่าบริการให้กับสมาชิกในครอบครัวได้อย่างสะดวกสบาย รวมถึงฟู้ดล็อกเกอร์ (Food Lockers) ที่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาให้กับพนักงานออฟฟิศ แต่บางครั้งอาจติดประชุมหรือไม่สามารถลงมารับอาหารได้ทันที ซึ่งช่วยสร้างความสะดวกให้ทั้งผู้สั่งอาหารและไรเดอร์
เทคโนโลยีที่ช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม
Grab มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยสร้างความอุ่นใจให้กับผู้ใช้บริการและคนขับอย่างต่อเนื่อง อาทิ ระบบยืนยันตัวตนของคนขับด้วยการสแกนใบหน้า (Biometric Authentication) ระบบตรวจสอบการเดินทางแบบเรียลไทม์ (Real-time Trip Monitoring) หรือระบบบันทึกเสียงระหว่างการเดินทาง (AudioProtect) ที่ช่วยป้องกันเหตุร้ายและใช้เป็นหลักฐานหากเกิดความขัดแย้งระหว่างผู้โดยสารและคนขับ
ขณะเดียวกัน Grab ยังได้นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อรับมือกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ การพัฒนาฟีเจอร์ไม่รับช้อนส้อมพลาสติก (Plastic Cutlery Opt-Out) และฟีเจอร์ชดเชยคาร์บอน (Carbon Offset) ที่ผู้ใช้บริการสามารถร่วมบริจาคเพื่อนำเงินไปซื้อคาร์บอนเครดิตและปลูกต้นไม้ได้
เทคโนโลยีที่ช่วยเสริมศักยภาพของพนักงาน
โดย Grab มีโปรแกรมพัฒนาและฝึกอบรมการใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะ Generative AI พร้อมพัฒนาเครื่องมือที่ออกแบบโดยทีมเทคภายในองค์กร เช่น โปรแกรม GrabGPT เครื่องมือที่นำเทคโนโลยี Large Language Models (LLMs) เข้ามาช่วยในการผลิตเนื้อหาและภาพประกอบ รวมถึงโปรแกรม Mystique เครื่องมือที่ช่วยในการเขียนคำโฆษณา ซึ่งจะช่วยย่นเวลาการทำงานของฝ่ายการตลาดและครีเอทีฟ
“Grab ไม่ได้มุ่งเน้นการใช้หรือพัฒนาเทคโนโลยีที่ต้องล้ำสมัยที่สุด แต่ให้ความสำคัญกับเป้าหมายของคนใน Ecosystem และอรรถประโยชน์ของเทคโนโลยี คือ ต้องตอบโจทย์และแก้ปัญหาของคนใน Ecosystem ได้จริง ๆ” นายวรฉัตร กล่าว