PrincessBajrakitiya PrincessBajrakitiya

จับตาดาต้าเซ็นเตอร์หมื่นล้าน! อาวุธดึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติเข้าไทย

โดย PPTV Online

เผยแพร่

เจาะลึกปรากฏการณ์ลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย เม็ดเงินต่างชาติทะลักกว่าแสนล้านบาท ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลอาเซียน ท่ามกลางความท้าทายด้านพลังงานสะอาด

ในยุคที่ข้อมูลเปรียบเสมือนน้ำมันดิบแห่งศตวรรษที่ 21 อุตสาหกรรมที่กำลังเนื้อหอมและเป็นที่หมายปองของมหาอำนาจทางเทคโนโลยีทั่วโลกคงหนีไม่พ้น "ดาต้าเซ็นเตอร์" หรือศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่คอยหล่อเลี้ยงระบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น คลาวด์คอมพิวติ้ง หรือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเติบโตแบบก้าวกระโดด สำหรับประเทศไทย การมาถึงของคลื่นการลงทุนระลอกนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่กระแสชั่วคราว แต่กำลังกลายเป็น "อาวุธชิ้นใหม่" ที่ใช้ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศมูลค่ามหาศาล ซึ่งจะพลิกโฉมหน้าเศรษฐกิจไทยไปสู่อนาคต

ยุคทอง "ดาต้าเซ็นเตอร์" เมื่อไทยกลายเป็นขุมทรัพย์แห่งใหม่ของโลกดิจิทัล

การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์โลกและความตึงเครียดระหว่างชาติมหาอำนาจ ทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี ต่างต้องมองหา "พื้นที่ปลอดภัย" ในการกระจายความเสี่ยงและสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ ประเทศไทยซึ่งมีความเป็นกลางทางการเมือง ตั้งอยู่ใจกลางภูมิภาคอาเซียน และมีโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำที่เชื่อมต่อกับตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาคได้อย่างรวดเร็ว จึงกลายเป็นเป้าหมายหลักที่บริษัทระดับโลกเลือกปักหมุด

สัญญาณนี้ชัดเจนขึ้นเมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกตบเท้าเข้าประกาศแผนการลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่บริษัท ควอตซ์ คอมพิวติ้ง ในเครือ Alphabet Inc. (บริษัทแม่ของ Google) ที่ประกาศลงทุนเฟสแรกมูลค่ากว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.6 หมื่นล้านบาท) เพื่อสร้าง Data Center และ Cloud Region แห่งใหม่ในจังหวัดชลบุรี ซึ่งจะเปิดให้บริการต้นปี 2570 ขณะที่ฝั่งของ Microsoft ก็ได้ประกาศผ่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ถึงแผนการลงทุนกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐในช่วงปี 2569-2571 เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์และ AI เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังมี Equinix ผู้ให้บริการดิจิทัลอินฟราสตรัคเจอร์ระดับโลก ที่ประกาศแผนลงทุนราว 500 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อสนับสนุนนโยบายของไทย

ความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ ทำให้ไทยเป็น "พื้นที่ปลอดภัย" ที่ดึงดูดกลุ่มทุนเทคโนโลยีระดับโลกให้มาตั้งฐานข้อมูลสำคัญ

ทำไมยักษ์ใหญ่ Tech Company ถึงเลือกปักหมุดที่ประเทศไทย?

นอกจากข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์แล้ว ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าไทยอย่างไม่ขาดสาย คือนโยบายส่งเสริมและแรงสนับสนุนจากภาครัฐอย่างเต็มสูบ

  1. นโยบาย Cloud First Policy รัฐบาลไทยได้นำนโยบาย "Cloud First" หรือ "การใช้คลาวด์เป็นหลัก" มาใช้เป็นธงนำในการปฏิรูประบบดิจิทัลภาครัฐ นโยบายนี้บังคับให้หน่วยงานรัฐต้องพิจารณาเลือกใช้โซลูชันบนคลาวด์เป็นอันดับแรกเมื่อจัดหาระบบไอทีใหม่ เพื่อลดต้นทุนแฝงมหาศาลจากการซื้อเซิร์ฟเวอร์แบบเดิม และเพิ่มความคล่องตัว ความมุ่งมั่นนี้สร้างความมั่นใจให้ผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลกว่าจะมี "ผู้เช่ารายใหญ่" อย่างรัฐบาลไทยแน่นอน

  2. มาตรการส่งเสริมจาก BOI และ Thailand FastPass คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้จัดแพ็กเกจสิทธิประโยชน์ขั้นสูงสุด ทั้งการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สิทธิในการถือครองที่ดิน และการยกเว้นอากรขาเข้า พร้อมทั้งริเริ่มระบบ "Thailand FastPass" เพื่อปลดล็อกอุปสรรคการลงทุน โดยกำหนดช่องทางพิเศษให้โครงการขนาดใหญ่ได้รับการอนุมัติอย่างรวดเร็วที่สุด


บทความแนะนำที่น่าสนใจจาก PPTV HD 36


พลังงานสะอาด กุญแจสำคัญที่ขาดไม่ได้

สิ่งหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจคือ ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นอุตสาหกรรมที่บริโภคพลังงานมหาศาล และบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีล้วนมีพันธสัญญาในการมุ่งสู่เป้าหมาย RE100 (การใช้พลังงานหมุนเวียน 100%) ดังนั้น หากประเทศไทยไม่มีพลังงานสะอาดที่เพียงพอและได้มาตรฐาน ก็ไม่สามารถแข่งขันดึงดูดการลงทุนได้

ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงต้องเร่งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โดยมีกลไกสำคัญที่เข้ามาปลดล็อกอุปสรรค ได้แก่

  • Direct PPA (Direct Power Purchase Agreements) การอนุมัติโครงการนำร่องรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนโดยตรง จำนวน 2,000 เมกะวัตต์ ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปตลาดพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษของไทย ที่เปิดโอกาสให้ภาคเอกชน (ผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่อย่างดาต้าเซ็นเตอร์) สามารถซื้อไฟสะอาดจากผู้ผลิตเอกชนได้โดยตรงผ่านโครงข่ายของรัฐ (Third Party Access: TPA) โดยไม่ต้องซื้อผ่านการไฟฟ้าฯ แบบผูกขาดเหมือนในอดีต

  • Utility Green Tariff (UGT2) การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสีเขียวแบบเจาะจงแหล่งที่มา เพื่อให้บริษัทต่างๆ มีทางเลือกในการซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาดที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล (I-REC) สอดคล้องกับเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร

  • แผน PDP 2026 การปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ โดยเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้สูงกว่าร้อยละ 50 เพื่อรองรับการตั้งฐานข้อมูลระดับภูมิภาค

พลังงานสะอาดคือเงื่อนไขสำคัญ รัฐบาลไทยจึงต้องเร่งปลดล็อกระเบียบการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนโดยตรง (Direct PPA) เพื่อตอบสนองความต้องการของนักลงทุนระดับโลก

เม็ดเงินสะพัด! ส่องสถิติการลงทุนที่พลิกโฉมเศรษฐกิจไทย

ตัวเลขสถิติที่ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงความร้อนแรงของอุตสาหกรรมนี้ได้อย่างชัดเจน นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ เปิดเผยว่า ในไตรมาสแรกของปี 2569 ประเทศไทยมียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนพุ่งสูงถึง 1.01 ล้านล้านบาท (จาก 624 โครงการ) โดยอุตสาหกรรมที่ครองแชมป์เม็ดเงินลงทุนสูงสุดคือ "กลุ่มดิจิทัล" ที่มีมูลค่าสูงถึง 873,741 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์และบริการคลาวด์

โครงการที่เรียกเสียงฮือฮาและสร้างแรงกระเพื่อมมากที่สุด คือการลงทุนของบริษัท ติ๊กต๊อก ซิสเต็ม (ประเทศไทย) จำกัด (TikTok) ที่ได้รับการอนุมัติจากบอร์ดบีโอไอด้วยมูลค่ามหาศาลถึง 842,350 ล้านบาท เพื่อขยายระบบเซิร์ฟเวอร์และโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลในพื้นที่กรุงเทพฯ สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา พร้อมเตรียมปั้นหลักสูตรทักษะดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซให้คนไทย

นอกจากนี้ ยังมีบิ๊กโปรเจกต์จากทุนต่างชาติและทุนไทยที่จับมือกันตบเท้าเข้ามาอย่างคึกคัก อาทิ:

  • Skyline Data Center & Cloud Services ในเครือ DAMAC Group จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ลงทุน 46,869 ล้านบาท ในจังหวัดฉะเชิงเทรา

  • บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ จำกัด (True IDC) ทุ่มทุนกว่า 4.53 หมื่นล้านบาท สร้างโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่ชลบุรีและสมุทรปราการ

  • บริษัท จีเอสเอ ดาต้า เซนเตอร์ 05 จำกัด (การร่วมทุนระหว่าง GULF, Singtel และ AIS) ลงทุน 3.72 หมื่นล้านบาท ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม WHA ระยอง

  • บริษัท สเตลล่าร์ ดีซี จำกัด (เครือ STECON ร่วมกับ SC Zeus จากสิงคโปร์) ลงทุน 8,050 ล้านบาท ในกรุงเทพฯ

  • บริษัท เฟรเออร์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด จากสิงคโปร์ ลงทุน 6,321 ล้านบาท ในจังหวัดระยองและสมุทรปราการ

สถิติจากศูนย์วิจัยคาดการณ์ว่า ตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยจะมีอัตราการเติบโต (CAGR) สูงถึงร้อยละ 12-17 ต่อปี และอาจมีมูลค่าตลาดรวมพุ่งทะลุ 4.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในทศวรรษหน้า

สถิติการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ไตรมาสแรกของปี 2569 ชี้ชัดว่าอุตสาหกรรมดิจิทัลและการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ คือหัวหอกสำคัญที่นำพารายได้มหาศาลเข้าสู่ประเทศ

โอกาสทองของคนไทย และความท้าทายที่ต้องก้าวข้าม

แม้ว่าเม็ดเงินลงทุนนับล้านล้านบาทจะเป็นดั่งสายฝนชโลมเศรษฐกิจไทย แต่ก็มีทั้งโอกาสและความท้าทายที่ต้องบริหารจัดการอย่างรอบคอบ

ด้านโอกาส การเข้ามาของ Tech Giants จะสร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยีที่ครบวงจร ก่อให้เกิดการจ้างงานทักษะสูง โดยคาดว่าจะสร้างงานด้าน AI และ Cloud ในไทยมากกว่า 10,000 ตำแหน่งภายในเวลาไม่กี่ปี ยิ่งไปกว่านั้น ห่วงโซ่อุปทานในประเทศจะได้รับอานิสงส์อย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ผู้ให้บริการติดตั้งระบบเครือข่าย ซอฟต์แวร์ และอุปกรณ์ไอที ซึ่งคาดว่าจะกวาดรายได้จากการสนับสนุนอุตสาหกรรมนี้ไปไม่น้อยกว่า 3 หมื่นล้านบาท ในช่วงปี 2567-2571 นอกจากนี้ ภาคธุรกิจและ SME ไทยยังสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีระดับโลกได้ในราคาที่ถูกลง ลดการผูกขาด และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีสากล

ด้านความท้าทาย ปัญหาคอขวดที่ใหญ่ที่สุดคือ "สิ่งแวดล้อมและทรัพยากร" รายงานการวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ปล่อยความร้อนในปริมาณมหาศาล ซึ่งส่งผลให้ "อุณหภูมิพื้นดิน" โดยรอบสูงขึ้น และอาจกระทบต่อสภาพความเป็นอยู่ของชุมชนรอบข้าง นอกจากนี้ ระบบระบายความร้อนของเซิร์ฟเวอร์ยังต้องการ "ทรัพยากรน้ำ" ปริมาณมหาศาล บีโอไอจึงต้องออกกฎเกณฑ์ควบคุมอย่างเข้มงวด โดยตั้งเงื่อนไขให้โครงการต้องผ่านมาตรฐานการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ (Power Usage Effectiveness: PUE) ในระดับที่กำหนด และต้องมีแผนบริหารจัดการน้ำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รัฐบาลยังได้เพิ่มสิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ที่ตั้งอยู่นอกพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อลดการกระจุกตัวของการใช้ทรัพยากรและกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคอื่น

อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ไม่เพียงแต่นำเม็ดเงินมหาศาลเข้ามา แต่ยังสร้างโอกาสในการจ้างงานทักษะสูง และผลักดันให้คนไทยต้องเร่งพัฒนาศักยภาพด้าน AI

บทสรุปของปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์เศรษฐกิจดิจิทัล การก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง Data Center ของอาเซียนไม่เพียงแต่วัดกันที่การดึงดูดเม็ดเงินหมื่นล้าน หรือแสนล้าน ทว่ามันคือการวางรากฐานด้านพลังงานสีเขียวที่ยั่งยืน การผลิตบุคลากรคุณภาพที่ตอบโจทย์โลกยุค AI และการกำกับดูแลผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างรัดกุม หากประเทศไทยสามารถรักษาสมดุลของสมการเหล่านี้ได้ เราจะสามารถเปลี่ยน "อาวุธใหม่" ชิ้นนี้ ให้กลายเป็นเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้พุ่งทะยานในเวทีโลกได้อย่างแท้จริง

Bottom-worldcup Bottom-worldcup

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ