เงินบาทเปิดเช้านี้ 33.51 บาทต่อดอลลาร์ จับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ–ทิศทางดอกเบี้ย Fed
เงินบาทเปิดเช้านี้ที่ 33.51 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดสัปดาห์ก่อน โดยกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้อยู่ที่ 33.15–33.85 บาทต่อดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 33.51 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 33.53 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน (แกว่งตัวในกรอบ 33.50-33.58 บาทต่อดอลลาร์) ทั้งนี้ เงินบาทมีจังหวะแข็งค่าขึ้นเข้าใกล้โซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ตามจังหวะอ่อนค่าของเงินดอลลาร์
ที่มาพร้อมกับการรีบาวด์ขึ้นบ้างของราคาทองคำ (XAUUSD) ตอบรับการปรับตัวลงบ้างของราคาน้ำมันดิบในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย หลังประธานาธิบดี Donald Trump ออกมาระบุว่า รัสเซียกับยูเครนได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงด้านพลังงาน (แม้จะยังไม่มีรายงานความชัดเจนของข้อตกลงดังกล่าวจากทั้งสองฝั่ง)
นอกจากนี้ ในช่วงก่อนหน้า สหรัฐฯ ยังได้ระงับมาตรการคว่ำบาตรต่อการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง (น้ำมันดีเซล) ของรัสเซียชั่วคราว หลังสหรัฐฯ กับรัสเซีย บรรลุข้อตกลงให้รัสเซียจัดหาน้ำมันดีเซลให้กับสหรัฐฯ และตลาดโลก ซึ่งจะช่วยคุมราคาน้ำมันดีเซล ที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา
สัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ผู้เล่นในตลาดคงมอง Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในปีนี้ ทว่า เงินดอลลาร์ยังคงได้แรงหนุนจากประเด็นการเมืองยุโรป และความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
จับตาสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ประเด็นการเมืองฝรั่งเศสและสเปน พร้อมทั้งรอลุ้นรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ รวมถึงรายงานผลประกอบการบรรดาบริษัทจดทะเบียน และรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางหลัก
ทิศทางเงินดอลลาร์จะขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ Fed อย่างไรก็ดี ควรจับตาประเด็นการเมืองฝั่งยุโรปที่จะส่งผลต่อทิศทางเงินยูโร (EUR) ในระยะสั้น นอกจากนี้ ควรจับตา เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) หากผู้เล่นในตลาดระมัดระวังต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงิน
ในส่วนของค่าเงินบาท เราประเมินว่า แม้โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทได้อ่อนกำลังลงบ้าง ทว่า เงินบาทเสี่ยงผันผวนสูงในลักษณะ Two-way risk ขึ้นกับ การปรับมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย Fed ซึ่งต้องรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ควรจับตาทิศทางราคาทองคำ และฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ รวมถึงการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่นที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางเงินบาทด้วยเช่นกัน
มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 33.15-33.85 บาท/ดอลลาร์ ประเมินกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า 33.40-33.60 บาท/ดอลลาร์
สำหรับแนวโน้มเงินบาทเรามองว่า แม้โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) อ่อนกำลังลงบ้าง แต่เงินบาทยังคงเสี่ยงผันผวนสูงแบบ Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย Fed ที่ต้องรอติดตาม ทั้งพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างอัตราเงินเฟ้อ CPI รวมถึง ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ Fed ทั้งนี้ ความเสี่ยง Two-Way Risk ของเงินบาทที่ยังอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยง
ในระยะสั้น หากรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ไม่ได้สะท้อนการเร่งตัวขึ้นของเงินเฟ้อเป็นวงกว้าง เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดอาจปรับลดโอกาส Fed เร่งขึ้นดอกเบี้ยในเดือนตุลาคม และอาจปรับลดโอกาส Fed ขึ้นดอกเบี้ยโดยรวมบ้าง ช่วยให้เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้น
หากเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง พร้อมกับการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ ทว่า เงินบาทยังไม่สามารถพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ชัดเจน จนกว่าผู้เล่นในตลาดเริ่มมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน นอกจากนี้เงินดอลลาร์อาจยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากความวุ่นวายของการเมืองยุโรป ที่ต้องติดตามสถานการณ์การเมืองฝรั่งเศสและสเปน
โดยปัจจัยดังกล่าวยังคงสร้างแรงกดดันต่อเงินยูโร (EUR) แต่หากความเสี่ยงดังกล่าวทยอยลดลง เรามองว่า เงินยูโร (EUR) มีโอกาสทยอยรีบาวด์แข็งค่าขึ้น นอกจากนี้ เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) หลังอ่อนค่าทะลุโซน 158 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง ทำให้ผู้เล่นในตลาดบางส่วนอาจกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินได้
ขณะที่ ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าเมื่อเทียบกับราคาปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ ที่ 33.52 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายเมื่อวันศุกร์ และเพิ่มขึ้นราว 0.3% ในรอบสัปดาห์ เป็นการปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 4 และเป็นช่วงขาขึ้นรายสัปดาห์ที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค. 2568
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกเป็นวันที่ 2 ติดต่อกันในวันศุกร์ (9 ต.ค.) โดยเพิ่มขึ้น 1.43% แตะระดับสูงสุดในรอบ 1 สัปดาห์ หลังนักลงทุนเข้าซื้อเก็งกำไรเมื่อราคาปรับตัวลงก่อนหน้านี้ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ลดลงจากระดับสูงสุดในรอบกว่า 20 ปี ช่วยหนุนความน่าสนใจของทองคำ
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดเพิ่มขึ้น โดยได้แรงหนุนจากพายุเฮอร์ริเคนอีไซอัส (Isaias) ที่เคลื่อนตัวมุ่งหน้าสู่อ่าวเม็กซิโกตอนเหนือ ส่งผลให้บริษัทน้ำมันระงับการผลิตน้ำมันดิบในน่านน้ำสหรัฐฯ
FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 80.6% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.75-4.00% ในการประชุมเดือนต.ค. นอกจากนี้ นักลงทุนให้น้ำหนัก 70.2% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 4.00-4.25% ในการประชุมเดือนธ.ค.
ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ยอดค้าปลีก ยอดขายบ้านมือสอง ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนก.ย. รายงาน Beige Book ของเฟด ผลสำรวจภาคการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์ก ผลสำรวจแนวโน้มธุรกิจของเฟดฟิลาเดลเฟียเดือนต.ค. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
สถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างสัปดาห์ 5-9 ต.ค. 2569 นั้น ขายสุทธิหุ้นไทย 9,505 ล้านบาท แต่มีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Inflows เข้าตลาดพันธบัตรไทย 5,122 ล้านบาท
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
USD/THB 33.35 – 33.70 แนะนำ ทยอยซื้อที่ 33.35/ขาย 33.70
EUR/THB 37.30 – 37.80 แนะนำ ซื้อ 37.30 / ขาย 37.80
JPY/THB 0.2100 - 0.2140 แนะนำ ซื้อ 0.2100/ ขาย 0.2140
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB