ในตอนนี้ชื่อของ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ครองพื้นที่ในทุกโซเชียล อันเนื่องมาจากเจ้าตัวได้โพสต์เฟซบุ๊กยอมรับว่าโทรศัพท์คุยกับ "นายกฯ อิ๊งค์" จริง และมีการบันทึกเสียงไว้ แล้วแชร์ให้ผู้เกี่ยวข้องประมาณ 80 คน ซึ่งคลิปเต็มมี 17 นาที แต่ที่หลุดออกมาตอนนี้แค่ 9 นาที ทีมข่าว PPTV จึงจะพาไปทำความรู้จัก "ฮุน เซน" ให้มากขึ้น
ฮุน เซน เกิดที่จังหวัดกำปงจามทางภาคกลางของกัมพูชาเมื่อปี 1952 เขาเป็นลูกคนที่ 3 จากพี่น้อง 6 คนในครอบครัวชาวนา และมีชื่อเดิมว่า "ฮุน โบนาล" เมื่ออายุ 13 ปี เขาจากครอบครัวไปเรียนหนังสือกับพระที่วัดแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ
ช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 เขาได้เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชา (เขมรแดง) เมื่ออายุ 18 ปี โดยมีข้อมูลว่าเขาเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มเขมรแดงด้วย แต่เจ้าตัวปฏิเสธข้อกล่าวหานี้มาโดยตลอด พร้อมยืนยันว่าเขาไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่าทหารธรรมดาคนหนึ่ง
ช่วงชีวิตในการเป็นทหารนี้เอง ทำให้นายฮุน เซน ต้องสูญเสียดวงตาข้างซ้ายไปในระหว่างการรบ ส่งผลให้เขามองเห็นได้ในระยะที่จำกัดนับแต่นั้นเป็นต้นมา
ในสมัยการปกครองอันโหดร้ายของนายพอล พต อดีตผู้นำเขมรแดง ช่วงปลายทศวรรษที่ 1970 ซึ่งมีชาวกัมพูชาถูกสังหารไป 2 ล้านคนนั้น นายฮุน เซน หลบหนีไปเข้าร่วมกับฝ่ายที่ต่อต้านเขมรแดงในเวียดนาม
ในปี 1979 เวียดนามตั้งรัฐบาลใหม่ในกัมพูชา นายฮุน เซน เดินทางกลับบ้านเกิดในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ก่อนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 1985 ขณะมีอายุ 33 ปี
นายฮุน เซน พ่ายแพ้การเลือกตั้งในปี 1993 แต่ประกาศไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง แล้วใช้วิธีบีบบังคับจนได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ของกัมพูชาร่วมกับสมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ หัวหน้าพรรคฟุนซินเปกที่ชนะการเลือกตั้งและทรงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 ของประเทศ
จากนั้นในปี 1997 นายฮุน เซน ก็เข้ายึดอำนาจในการก่อรัฐประหารนองเลือด แล้วบีบบังคับให้สมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ เสด็จออกนอกประเทศเป็นการชั่วคราว
ในปี 2003 พรรคประชาชนกัมพูชา หรือ Cambodian People's Party (CPP) ของนายฮุน เซน ชนะการเลือกตั้งทั่วไปแต่ได้คะแนนไปไม่ถึง 2 ใน 3 ของคะแนนเสียงข้างมาก ทำให้ต้องทำข้อตกลงกับพรรคฟุนซินเปกในปี 2004 เพื่อปลดล็อกภาวะชะงักงันทางการเมือง และในปีนั้นเองเขาก็ได้รับเลือกจากรัฐสภาให้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย
ในการเลือกตั้งปี 2008 พรรค CPP กวาดที่นั่งที่ลงชิงชัยได้เกือบทั้งหมด ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคณะผู้สังเกตการณ์นานาชาติถึงเรื่องความไม่โปร่งใสของการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยสหภาพยุโรป (อียู) ระบุว่าพรรคของนายฮุน เซน ใช้ทรัพยากรของรัฐในการรณรงค์หาเสียงของตนเองอย่าง "ต่อเนื่องและแพร่หลาย"
ขณะที่ ฮิวแมนไรท์วอทช์ ระบุว่า สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในกัมพูชาถดถอยลงอย่างมาก ในปี 2012 โดยปัญหาความรุนแรงพุ่งสูงขึ้นในช่วงที่พรรค CPP เตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศในปี 2013
การเลือกตั้งปีนั้น พรรคกู้ชาติกัมพูชา หรือ CNRP ซึ่งมาจากการรวมตัวกันของสองพรรคฝ่ายค้านที่เก่าแก่ เกือบจะเอาชนะพรรค CPP ของนายฮุน เซน ได้ ท่ามกลางข้อกล่าวหาจากพรรคฝ่ายค้านว่ารัฐบาลว่าโกงการเลือกตั้ง และออกมาประท้วงบนท้องถนนในกรุงพนมเปญ ซึ่งหลังจากนั้น 4 เดือน พวกเขาก็ถูกปราบปรามอย่างหนักจากทหารและตำรวจ
ตลอดระยะเวลา 33 ปี ที่อยู่ในอำนาจ นายฮุน เซน มีบทบาทสำคัญในการช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจกัมพูชาหลังจากประเทศต้องเผชิญกับห้วงเวลาแห่งความหายนะในยุคเขมรแดงที่มีการสังหารหมู่ประชาชนครั้งเลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในช่วงศตวรรษที่ 20
แต่ขณะเดียวกัน นายฮุน เซน ก็ถูกมองว่าเป็นผู้นำเผด็จการที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างแพร่หลาย โดยเขาถูกกล่าวหาว่าใช้ศาลและหน่วยงานด้านความมั่นคงในการกำจัดศัตรูทางการเมืองและกลุ่มผู้เห็นต่าง ไม่ว่าจะเป็นการสังหาร, ทำร้ายร่างกาย, ข่มขู่คุกคาม และการใช้อำนาจตามอำเภอใจในการจับกุมบรรดานักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนที่ต่อต้านกรณีที่รัฐบาลกัมพูชาใช้สารพัดวิธีเพื่อนำที่ดินของชาวบ้านไปให้เหล่านายทุนใช้ประโยชน์
การเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างประชากร ทำให้มีผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งจำนวนมากขึ้นที่เป็นกลุ่มผู้มีการศึกษาดีและเป็นคนรุ่นใหม่ ซึ่งเปิดรับข้อมูลข่าวสารจากสื่อสังคมออนไลน์ และไม่สนใจกับคำเตือนของนายฮุน เซน ที่ว่ากัมพูชาจะกลับไปสู่ความรุนแรงเหมือนในอดีตหากพรรคของเขาถูกขับออกจากอำนาจ
ในเดือนสิงหาคม ปี 2017 รัฐบาลได้ปิดสถานีวิทยุหลายแห่งที่กระจายเสียงรายการซึ่งได้รับเงินทุนสนับสนุนจากสหรัฐฯ เช่น เรดิโอ ฟรี เอเชีย (Radio Free Asia) และวอยซ์ ออฟ อเมริกา (Voice of America) นอกจากนี้ยังเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง 6.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 220 ล้านบาทจากหนังสือพิมพ์เดอะ แคมโบเดีย เดลี (The Cambodia Daily) ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ส่งผลให้หนังสือพิมพ์ต้องยุติการตีพิมพ์ลง
นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ผ่านกฎหมายใหม่ที่ให้อำนาจในการยุบพรรคการเมืองต่าง ๆ ได้ หากหัวหน้าพรรคถูกตั้งข้อหาอาญา ซึ่งเมื่อเดือน พ.ย. 2017 ศาลกัมพูชาได้ตัดสินยุบพรรค CNRP และห้ามสมาชิกของพรรคยุ่งเกี่ยวกับการเมืองนาน 5 ปีหลังจากนายเกิม โซะคา หัวหน้าพรรคถูกจับในข้อหากบฏ โดยเขาถูกกล่าวหาว่าร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการโค่นล้มรัฐบาล ขณะเดียวกันกลุ่มผู้เห็นต่างจำนวนมากก็พากันลี้ภัยไปอยู่ต่างแดน หนึ่งในนั้นก็คือนายสม รังสี อดีตหัวหน้าพรรค CNRP ซึ่งอยู่ระหว่างลี้ภัยทางการเมืองในประเทศฝรั่งเศส
ในส่วนความสัมพันธ์กับผู้นำประเทศของไทย เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2567 สมเด็จฮุนเซน เช่าเครื่องบินเหมาลำ ด้วยเที่ยวบิน GN 467 จากกรุงพนมเปญ ตรงมายังสนามบินดอนเมือง ก่อนเดินทางไปยังบ้านจันทร์ส่องหล้า เพื่อเข้าเยี่ยมอาการป่วยของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และรับประทานอาหารเที่ยงร่วมกัน
สำหรับ “ทักษิณกับฮุนเซน” มีการรายงานว่า ทั้ง 2 รู้จักกันครั้งแรกเมื่อปี 2535 สมัย ทักษิณ เป็นนักธุรกิจด้านไอทีและโทรคมนาคม โดยไปลงทุนในกัมพูชาสมัยฮุนเซน เป็นนายกรัฐมนตรี จนสานสร้างสัมพันธมิตรไมตรีต่อกัน
ช่วง “ทักษิณ” ถูกรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ต้องลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ “ทักษิณ” มักจะบินมา เยือนกัมพูชาเพื่อพบปะกับ “ฮุนเซน” อยู่บ่อยครั้ง
และครั้งหนึ่งทางการไทย เคยยื่นหนังสือขอตัว ส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปยังกระทรวงต่างประเทศกัมพูชา แต่ทางการกัมพูชาปฏิเสธไม่ส่งตัว “ทักษิณ” กลับไทย ด้วยเหตุผลเรื่องกระบวนการยุติธรรมของไทย พร้อมตั้งให้ “ทักษิณ” เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของกัมพูชา นอกจากนี้ "ทักษิณ" ยังเคยใช้พื้นที่กัมพูชาจัดเวทีปราศรัยและพบปะกับมวลชนคนเสื้อแดงด้วย
ในปี 2555 ทักษิณ ได้เดินทางเยือนกัมพูชา ร่วมงานเทศกาลสงกรานต์ ที่จังหวัดเสียมเรียบ และขึ้นร้องเพลง ‘Let It Be’ กลายเป็นไวรัล มีการแชร์ในสังคมออนไลน์
ก่อนที่ “ทักษิณ” เดินทางกลับไทย เมื่อเดือนส.ค. 2566 ก็ได้บินแวะกัมพูชาเพื่อไปอวยพรและร่วมฉลองวันเกิด “ฮุนเซน” ครบรอบ 71 ปี โดยบรรยากาศในตอนนั้นเป็นอย่างชื่นมื่น สร้างให้เห็นถึงความสัมพันธ์กันอย่างยาวนาน
สำหรับประวัติของ “ฮุนเซน” เกิดในวันที่ 5 ส.ค. 2495 (ในประวัติอย่างเป็นทางการคือวันที่ 4 เม.ย. 2494) ที่เปียมเกาะสนา จังหวัดกำปงจาม ชื่อเดิมคือ ฮุน โบนาล (หรือ ฮุน นาล) เป็นลูกคนที่สามจากลูกทั้งหมด 6 คนของบิดา ฮุน เนียง และภรรยา ดี ยอง เป็นประธานองคมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา และเป็นนักการเมืองชาวกัมพูชา รวมถึงเป็นอดีตผู้บัญชาการทหาร ปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาชนกัมพูชาและสมาชิกรัฐสภากัมพูชา และยังเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่ดำรงตำแหน่งนานที่สุดในโลก
ในปี 2515 ช่วงกัมพูชาตกอยู่ในสงคราม ฮุนเซน ได้เข้าร่วมกับเขมรแดงเพื่อตอบสนองต่อเสียงเรียกร้องของ เจ้านโรดมสีหนุ อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชาที่ถูกยึดอำนาจ วันที่ 16 เม.ย. 2518 ฮุนเซนได้รับบาดเจ็บขณะสู้รบในช่วงการล่มสลายของพนมเปญ ที่ดวงตาข้างซ้ายจนทำให้ตาบอดสนิท หลังจากนั้นสองปีได้เข้าร่วมเป็นทหารให้กับเขมรแดง สู้รบในสงครามกลางเมืองกัมพูชา และเป็นผู้บังคับกองพันของกัมพูชาประชาธิปไตย
ต่อมาในปี 2520 ฮุนเซนไม่พอใจกับระบอบการเมืองที่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของพลพต จึงเป็นผู้นำในการเคลื่อนไหวเพื่อปลดปล่อยประเทศและประชาชนจากระบอบที่ย่ำแย่ ปี 2521 ได้แปรพักตร์เข้าร่วมกับเวียดนาม โดยแอบหนีทัพเข้าชายแดนเวียดนาม และได้กลายเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งขบวนการกู้ชาติกัมพูชาที่เรียกว่า “แนวร่วมสามัคคีสงเคราะห์ชาติกัมพูชา” ร่วมมือกับขบวนการรักชาติหลายกลุ่มที่เวียดนาม ให้การสนับสนุนและกองทัพอาสาสมัครเวียดนามเพื่อเข้าปลดปล่อยดินแดนกัมพูชาจากเขมรแดงของกลุ่มพลพต
ปี 2522 ได้นำ กองกำลังเข้าร่วมกับกองทหารจากเวียดนามโค่นล้มระบอบเขมรแดง ทำให้สามารถปลดปล่อยประเทศและประชาชนกัมพูชาจากระบอบฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของกัมพูชา ตั้งแต่นั้นมาฮุนเซน ได้กลายเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลและมีชื่อเสียง หลังจากนั้นเวียดนามได้เข้ายึดครองกัมพูชาและสนับสนุนให้ฮุนเซนเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ กัมพูชา ตอนอายุ 26 ปี และในปี 2528 ก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรีด้วยวัยเพียง 33 ปี
ส่วนทรัพย์สินของตระกูลฮุนเซน รายงานเดิมเมื่อปี 2016 โดย Global Witness เปิดเผยว่า "การครอบครองกิจการอย่างเป็นปรปักษ์ : อาณาจักรธุรกิจตระกูลผู้ปกครองกัมพูชา" พบว่าครอบครัวตระกูลของฮุนเซน และเครือญาติกว่า 27 ราย ถือหุ้นบริษัทในประเทศอย่างน้อย 114 แห่ง ครอบคลุมภาคธุรกิจกว่า 18 ภาค ทั้งด้านการค้า, พลังงาน, เหมืองแร่, การเกษตร, ป่าไม้, สื่อสารมวลชน, กองทัพ รวมถึงองค์กรการกุศลอย่างสภากาชาด และกว่า 103 แห่งที่เป็นบริษัทในประเทศมีสมาชิกครอบครัว ฮุนเซน ดำรงตำแหน่งประธาน, ผู้อำนวยการ หรือไม่ก็ถือหุ้นกว่า 25% รวมมูลค่าทรัพย์สินมหาศาลกว่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือประมาณ 6,500 ล้านบาท) มีทั้งที่ถูกต้องตามกฎหมาย และละเมิดกฎหมาย