29 ม.ค. 69 เวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุมเศาวนิตย์ เศาวนานนท์ ชั้น 3 อาคารเฉลิมพระเกียรติ ม.ราชภัฏนครราชสีมา อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา รศ.ดร.อดิศร เนาวนนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย และคณะ ร่วมแถลงผล “ราชภัฏโพล” ครั้งที่ 2 เป็นการสำรวจข้อมูลจากลุ่มตัวอย่างประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 11,700 คน เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 19 - 25 มกราคม 2569 ดำเนินการโดยที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย
ผลสำรวจพบว่า จำนวนและร้อยละความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการเลือกนายกรัฐมนตรี ให้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาชน นำโด่งถึง 39.2% ตามด้วย
- นายอนุทิน ชาญวีรกุล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย 25.5 %
- นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย 17.0 %
- นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ 9.1%
- นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครวมไทยสร้างชาติ 3.3%
- ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคกล้าธรรม 2.3%
- อื่น ๆ 12.9%
ในขณะที่จำนวนและร้อยละความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการเลือก สส.บัญชีรายชื่อ พบว่า พรรคประชาชนนำโด่งเช่นกัน ด้วยผลโหวต 9,070 คะแนน จากข้อมูลสำรวจ 11,700 คน หรือคิดเป็น 38.8% ตามด้วยพรรคเพื่อไทย 4,190 คะแนน คิดเป็น 17.9% และพรรคภูมิใจไทย 3,642 คะแนน คิดเป็น 15.6% ตามลำดับ
ซึ่งผลสำรวจ “ราชภัฏโพล” ครั้งที่ 2 จะเห็นว่า
1) ภาพรวมการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชนไทยตัดสินใจเลือกตั้งบนฐาน “นโยบาย” มากกว่า “ตัวบุคคล” โดยนโยบายเศรษฐกิจปากท้องและรายได้ เป็นปัจจัยสูงสุด (52.9%) สะท้อนความกังวลดานค่าครองชีพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจครัวเรือน
2) พฤติกรรมการเลือก ส.ส. พบว่า ประชาชน ร้อยละ 71.6 เลือก ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อจากพรรคเดียวกัน แสดงถึงความต้องการเสถียรภาพรัฐบาลและความชัดเจนเชิงนโยบายของพรรค
3) ความพร้อมทางการเมืองของประชาชน พบว่า ประชาชนร้อยละ 70.9 สามารถจดจำหมายเลขผู้สมัครและพรรคที่เลือกได้ สะท้อนถึงการรับรู้ทางการเมืองในระดับสูงและการติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่อง
4) เหตุผลในการเลือก ส.ส. โดย ส.ส.บัญชีรายชื่อ เลือกจากนโยบายพรรค (47.1%) และความน่าเชื่อถือของพรรค (35.5%) ส.ส.เขต เลือกจากนโยบายพรรค (45.3%) และความสามารถของผู้สมัคร (30.2%) แสดงให้เห็นว่า พรรคการเมืองยังคงเป็นศูนย์กลางการตัดสินใจ
5) จุดยืนต่อการแก้รัฐธรรมนูญ พบว่า ประชาชน ร้อยละ 67.8 เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สะท้อนความต้องการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางการเมือง
6) วิเคราะห์การเลือกตั้ง ส.ส. จำแนกตามภูมิภาค อายุ และอาชีพ พบว่า ทุกภูมิภาค ให้น้ำหนักนโยบายเศรษฐกิจเป็นหลัก แต่มีบริบทความต้องการเฉพาะพื้นที่, กลุ่มวัยรุ่นและวัยเริ่มทำงาน มองการเมืองเชิงอนาคตและการเปลี่ยนแปลง, วัยทำงานและผู้สูงอายุ ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพ ความมั่นคง และประสบการณ์, และการเลือก ส.ส. สอดคล้องกับบทบาทชีวิตและอาชีพของประชาชน
7) ข้อสรุปเชิงยุทธศาสตร์ “ราชภัฎโพล” ชี้ชัดว่า การเมืองไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ “การเมืองเชิงนโยบายและผลลัพธ์ที่จับต้องได้” พรรคการเมืองที่สามารถออกแบบนโยบายตอบโจทย์เศรษฐกิจ สร้างเสถียรภาพ และเสนอการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรม จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในระยะยาว