หลังจากที่รอคอยกันมานานสำหรับโฉมหน้าของผู้ที่จะมาเป็นผู้ผลิตเสื้อให้กับทีมชาติไทยรายใหม่ หลังสมาคมฯประกาศให้ผู้ที่สนใจยื่นรายละเอียดมาให้สมาคมฟุตบอลฯ พิจารณา ภายใต้ข้อกำหนดต่างๆ ซึ่งภายหลังมีเพียง 4 บริษัทที่ผ่านคุณสมบัติประกอบด้วย บริษัทคาสคาเบล เทรดดิ้ง จํากัด บริษัทแกรนด์สปอร์ต กรุ๊ป จํากัด (เจ้าของลิขสิทธิ์เดิม) บริษัท วาริกซ์ สปอร์ต จํากัด และ บริษัทวาร่า การ์เม้นท์ จํากัด
ผลปรากฎว่า บริษัท วาริกซ์ สปอร์ต จํากัด ผู้ผลิตชุดกีฬาน้องใหม่ไฟแรงเป็นผู้ได้สิทธิ์ในการผลิตชุดแข่งขันทีมชาติไทยไปครองเป็นเวลา 4 ปี โดยมีเงื่อนไขคือ ผลิตชุดแข่ง ชุดซ้อมชุดลําลอง ชุดเดินทาง ถุงเท้า รองเท้า ของนักกีฬาทีมชาติไทยทุกชุด และเสื้อเชียร์ทีมชาติไทย เสื้อที่ระลึก ของสมาคมฯ เพื่อจำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไป ตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม 2560 – 31 ธันวาคม 2563
ว่ากันว่าการแข่งขันแย่งสิทธิ์ในการผลิตชุดแข่งขันให้ทีมชาติไทยระหว่าง "วาริกซ์ สปอร์ต" เจ้าของลิขสิทธิ์ใหม่ กับ "แกรนด์สปอร์ต" เจ้าของลิขสิทธิ์เดิม สู้กันอย่างดุเดือด เฉือนชนะกันด้วยวงเงินไม่กี่บาท
โดยรายละเอียดสิทธิประโยชน์ที่ "วาริกซ์ สปอร์ต" ยื่นให้สมาคมฟุตบอลฯ พิจารณามีมูลค่ารวม 4 ปี 400 ล้าน แบ่งเป็นปีละ 100 ล้าน แยกเป็นเงินสด 40 ล้านบาท และผลิตภัณฑ์ 60 ล้านบาท ส่วน "แกรนด์สปอร์ต" ยื่นข้อเสนอที่ใกล้เคียงกัน แพ้ตรงที่เงินสดน้อยกว่าเท่านั้น เรียกได้ว่าเฉือนกันที่ปลายจมูก
หลังจากนี้ในปีหน้าต้องรอดูว่าชุดทีมชาติไทยจะเปลี่ยนไปใช้ของ "วาริกซ์ สปอร์ต" เลยหรือไม่ เพราะว่าชุดแข่งต่างๆ ต้องผ่านการตรวจของ เอเอฟซี ก่อน หากตรวจผ่านก็จะเห็นทัพช้างศึกภายใต้ยูนิฟอร์มใหม่ทันที
สำหรับ "วาริกซ์ สปอร์ต" ถือว่าเป็นน้องใหม่ในวงการชุดกีฬาไทยที่น่าจับตา เพราะเพิ่งจะลงสู่สนามรบได้ไม่นาน แถมไม่มีหน้าร้านเป็นของตัวเองในกรุงเทพฯ และมีฐานที่มั่นอยู่ อ.สามพราน จ.นครปฐม แต่สามารถคว้าลิขสิทธิ์นี้ไปครองได้
แต่ว่าการได้สิทธิ์ผลิตชุดแข่งขันทีมชาติไทยน่าจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของบทพิสูจน์ใหม่เท่านั้น เพราะ "วาริกซ์ สปอร์ต" ยังต้องเจอบททดสอบอีกหลายอย่าง
อย่าลืมว่าตอนนี้ทีมชาติไทยเปรียบเสมือนหัวใจของคนไทย หากทำอะไรไม่ถูกใจ ไม่ทันใจ มีหวังคงโดนถล่มยับ จำได้มั้ยครับตอนที่ "ตู้บุญเติม" ได้สิทธิ์จำหน่ายตั๋วบอลโลก
ตอนนั้น "ตู้บุญเติม" ให้ผลประโยชน์กับสมาคมฟุตบอลมากที่สุดจึงเป็นฝ่ายชนะไป แต่ด้วยความที่ไม่มีประสบการณ์ จึงทำให้รับมือกับกระแสของแฟนบอลไม่ไหว สุดท้ายก็พังไม่เป็นท่า
ครั้งนี้ก็เช่นกัน "วาริกซ์ สปอร์ต" คงเห็นบทเรียนมาแล้ว คงต้องกลับมาทำการบ้านอย่างละเอียด ทั้งเรื่องช่องทางการจัดจำหน่าย, มาตรฐานในการผลิต, ราคา รวมถึงความรวดเร็วในการผลิต สิ่งเหล่านี้อ่อนไหวในความรู้สึกของคนไทย ถ้าจัดการเรื่องเหล่านี้ได้ รับรองได้ใจแฟนบอล
นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ "เสื้อปลอม" ที่ต้องเจออีกเพราะขนาดเจ้าของลิขสิทธิ์เดิมที่มีประสบการณ์ยาวนาน ยังเอาไม่อยู่
ก็น่าเป็นห่วงว่า "วาริกซ์ สปอร์ต" จะรับมืออย่างไร
ที่เขียนเช่นนี้ไม่ใช่ว่าจะจับผิดแต่อย่างใด แต่ทั้งหมดเขียนบนพื้นฐานความเป็นห่วง ไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนตอนจำหน่ายตั๋วบอลไทย
ที่สำคัญไม่อยากเห็นการแสวงผลกำไรจากแฟนบอลมากเกินไป
จนทำให้ราคาสูงเกินที่แฟนบอลจะจับต้องได้...