คริสตัล พาเลซ ภายใต้การนำทัพของโอลิเวอร์ กลาสเนอร์ กำลังฟอร์มพุ่งแรงสุด ๆ กับการไร้พ่ายถึง 19 นัดติดรวมทุกรายการ ด้วยการเล่นระบบหลังสาม เช่น 3-4-3 หรือ 3-4-2-1
และในเกมลีกนัดล่าสุดก็เพิ่งยัดความปราชัยให้กับทัพหงส์แดงเป็นทีมแรก ทำให้ตอนนี้ทุกสื่อต่างจับจ้องมาที่ทัพปราสาทเรือนแก้วว่าพวกเขาจะบินไปได้ไกลแค่ไหน
กลาสเนอร์เข้ามาเปลี่ยนพาเลซยังไง พวกเขามีวิธีเล่นแบบไหน ทำไมหลังสามของกลาสเนอร์ถึงดูไปได้ดีกว่าของอโมริม? ไปติดตามพร้อมกันกับ PPTV Sports
ย้อนไปก่อนว่าตอนโอลิเวอร์ กลาสเนอร์ เข้ามารับงานที่คริสตัล พาเลซ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2024 ทีมกำลังรั้งอันดับ 15 ของตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกหลังแพ้ถึง 10 จาก 17 เกมก่อนหน้า
หลายคนกังวลว่าพาเลซอาจต้องหนีตกชั้น แต่เพียงไม่กี่เดือน กลาสเนอร์ก็พาทีมพลิกสถานการณ์ขึ้นมาจบอันดับ 10 โดยชนะถึง 6 เกมและเสมอ 1 จาก 7 นัดสุดท้าย ซึ่งรวมถึงชัยชนะเหนือ ลิเวอร์พูล ถึงถิ่นแอนฟิลด์, การถล่ม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 4-0 และยำใหญ่ แอสตัน วิลล่า 5-0 ที่เซลเฮิร์สต์ พาร์ก
แฟนบอลต่างตั้งความหวังกับเขามากขึ้น เพราะกลาสเนอร์ไม่ใช่โค้ชธรรมดา เขาคือกุนซือที่เคยพา ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต คว้าแชมป์ยูโรป้าลีก 2022 และเคยพาทีมเข้าชิงถ้วยเดเอฟเบ โพคาลอีกด้วย
ทีมของกลาสเนอร์ไม่ใช่ทีมที่ครองบอลเยอะ ตัวเลขเฉลี่ยการครองบอลไม่เคยเกิน 51% ตอนคุม โวล์ฟสบวร์ก เขาใช้ระบบ 3-4-2-1 ที่ถนัด แต่ก็มีปรับไปใช้ 4-2-3-1 เพื่อสร้างความหลากหลาย จุดสำคัญคือแนวรับสี่คนยังคงเคลื่อนที่และผ่านบอลในลักษณะคล้ายหลังสาม และหาทางเจาะระหว่างไลน์หรือแทงไปด้านหลังแนวรับคู่แข่งให้เร็วที่สุด
จุดเด่นอีกอย่างคือหนึ่งในคู่มิดฟิลด์จะดันสูงไปยืนเป็นเหมือนเบอร์ 10 คนที่สอง ทำให้แนวรุกสร้างการเคลื่อนที่ซับซ้อนขึ้น สามารถดึงกองหลังคู่แข่งออกจากตำแหน่ง เพื่อเปิดพื้นที่ให้กองหน้าเป้าหลักอย่าง เวาต์ เวกฮอสต์ ได้เล่นงานตรงกลาง ซึ่งเวกฮอสต์เองก็ยิงได้ถึง 36 ประตูในบุนเดสลีกาตลอดสองฤดูกาลกับที่อยู่กับเขา
อีกอย่างคือเขาชอบให้ปีกหุบเข้ามาเล่นเหมือนตัวรุกตรงกลาง เปิดทางให้แบ็กเติมขึ้นสูงเพื่อครอสบอล มันยิ่งช่วยสร้างสมดุลระหว่างเกมรุกและเกมรับ เพราะเมื่อเสียบอล ทีมยังมีตัวคุมพื้นที่กลางสนามไว้เสมอ
เมื่อเข้ามาคุมพาเลซ กลาสเนอร์ก็เปลี่ยนทีมจากระบบ 4-2-3-1 ของรอย ฮอดจ์สันไปใช้ 3-4-2-1 แบบที่ถนัดทันที โดยมี มาเตต้า – เอเซ่ – โอลิเซ่ เป็นสามประสานในแดนหน้า สร้างการโจมตีในพื้นที่แคบ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเราเห็นกันอยู่แล้วว่ากลาสเนอร์ไม่ใช่โค้ชที่เน้นครองบอลมากนัก
ทีมของเขาเล่นบอลไดเร็กต์เป็นหลัก โดยใช้ระบบ 3-4-2-1 ที่วิงแบ็กเติมเกมสูง นักเตะหลายคนก็เลยต้องปรับตัวมากขึ้นพอมาเล่นในระบบของกลาสเนอร์ โดยตอนนี้คีย์แมนหลัก ๆ คงหนีไม่พ้นฌอง ฟิลิปป์ มาเตต้า ศูนย์หน้าดาวยิงที่โชว์ฟอร์มแจ่มหลังจากปรับตัวกับระบบของกลาสเนอร์ได้
ตัดภาพมาที่ระบบหลังสามในแบบฉบับของ รูเบน อโมริม กำลังสร้างเสียงวิจารณ์อย่างหนัก เพราะตัวอโมริมเองเป็นคนที่ยึดมั่นในแผนการและปรัชญาของตนเองเป็นอย่างสูง ถึงกับเคยออกมาพูดว่า "ผมจะไม่เปลี่ยนปรัชญาการเล่น เมื่อไรที่ผมอยากเปลี่ยน ผมก็จะเปลี่ยนเอง แต่ถ้ามีคนอยากจะให้ผมเปลี่ยน คุณก็ต้องเปลี่ยนที่คน (กุนซือ) แทนแล้วล่ะ ผมจะทำตามแนวทางของผม จนกว่าผมจะอยากเปลี่ยน"
ย้อนกลับไปตอนรูเบน อโมริมเพิ่งเข้ามาคุมแมนยูใหม่ ๆ เขาใช้ระบบเดิมที่ถนัดตั้งแต่ตอนอยู่ลิสบอนก็คือ 3-4-3 และ 3-4-2-1 โดยไม่เปลี่ยนไปเล่นระบบอื่นเลย แม้ผลลัพธ์มันจะไม่ได้ก็ตาม
ปัญหาแรกคือระบบ 3-4-2-1 ใช้มิดฟิลด์แค่สองคน ซึ่งในพรีเมียร์ลีก มันแบกเกมไม่ไหว เพราะนอกจากคุมแดนกลาง ยังต้องเชื่อมเกม ตัดบอล และคุมจังหวะทั้งหมด ยิ่งวิงแบ็กเติมสูง พื้นที่ตรงกลางที่เหลือก็ยิ่งกว้าง สุดท้ายกองกลางคู่เดียวก็รับไม่ทัน
ยิ่งเจอทีมที่โอเวอร์โหลดแดนกลางใส่เยอะ ๆ โครงสร้างของแมนฯยูก็พังทันที อีกอย่างคือบรูโน่ เขาคือเพลย์เมกเกอร์ที่ต้องการพื้นที่อิสระในการสร้างสรรค์
แต่ในระบบของอโมริม เขาถูกบีบให้ถอยต่ำลงมาเล่นเหมือนกลางคู่ ซึ่งทำให้เสียจังหวะครีเอทีฟไปเยอะ ต้องแบกทั้งรุกและรับ แถมคนที่เล่นข้าง ๆ ไม่ว่าจะกาเซมีโร่, อูการ์เต้ หรือค็อบบี้ เมนู ก็ยังไม่ใช่พาร์ตเนอร์ที่ตอบโจทย์ด้านพละกำลังหรือความเร็วในการคุมพื้นที่ได้ขนาดนั้น
ส่วนวิงแบ็กที่เป็นหัวใจของระบบนี้ แมนยูแทบไม่มีคนที่สร้างอิมแพ็คได้เลย ซีซั่นก่อนดาโลต์, ชอว์, ดอร์กู และมาซราอุย ยิง+จ่ายรวมกันได้แค่ 4 ลูก ซึ่งถือว่าน้อยมากถ้าเทียบกับทีมที่ใช้ระบบนี้ประสบความสำเร็จ เช่น เชลซีของคอนเต้ที่วิงแบ็กช่วยกันผลิตสกอร์ถึง 14 ลูกต่อซีซั่น นี่คือช่องโหว่อีก
จุดที่ทำให้หลังสามของอโมริมดูไม่เวิร์ก
แผน 3-4-2-1 ของอโมริมยังมีรูรั่วเต็มไปหมด ไม่ว่าจะแดนกลางที่โดนโอเวอร์โหลด วิงแบ็กที่ไร้พิษสง หรือกองหลังที่ไม่มีความคล่องมากพอ ถ้าเขายังยึดมั่นดื้อใช้ต่อไป ผลลัพธ์ที่ออกมาก็คงไม่ต่างจากเดิม…
พาเลซ… ทุกคนในทีมช่วยกันวิ่งเพรส วิงแบ็กวิ่งขึ้นลงทั้งเกมแบบไม่มีบ่นสักคำ กองกลางก็วิ่งบีบพื้นที่ ไล่กดดัน เข้าปะทะ แม้กระทั่งกองหน้า ก็ยังยอมถอยลงมาช่วยเกมรับ ทุกคนทำงานหนักเหมือนกันหมด นี่แหละคือ “ความกระหาย” ที่ทำให้ผลลัพธ์ของพาเลซมันออกมาดี
แต่พอหันมามองแมนฯยู ใช้ระบบเดียวกัน แต่กลับพังยับเยิน อยู่อันดับ 14 ของตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกเพราะนักเตะหลายคนอาจไม่ศรัทธาในระบบนี้อีกต่อไปแล้ว? หลายคนไม่ยอมทำงานหนักเวลาที่ไม่มีบอล แต่ระบบ 3-4-3 จะอยู่ได้ก็ด้วย "ความทุ่มเท" และ "การเสียสละเพื่อทีม" พอนักเตะเล่นไม่ได้ มันก็เลยพังแบบที่เห็น
ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีกองหน้าคนหนึ่งวิ่งจ๊อกเบา ๆ ไม่กดดันจริงจัง แผนทั้งระบบก็พังแล้ว หรือถ้ามีกองกลางคนหนึ่งไม่วิ่งไล่ลงมาช่วย เกมรับก็เปิดช่องโดนทีมตรงข้ามเจาะทันที
ที่พาเลซ นักเตะที่คนมองว่า “ธรรมดา” กลับเล่นด้วยใจนักสู้ แต่ที่แมนยู นักเตะที่ได้ชื่อว่าเป็น “ซูเปอร์สตาร์” กลับเล่นแบบเชื่อว่าตัวเองเหนือกว่าทีม นี่แหละคือความแตกต่าง ฟุตบอลไม่ใช่เรื่องพรสวรรค์อย่างเดียว แต่มันคือเรื่อง "ใจ" ด้วย
พาเลซมีสิ่งนี้ แต่แมนยู? นักเตะหลายคนยังไม่มี และตราบใดที่นักเตะแมนยูยังไม่ค้นหาความหิวกระหายและหัวจิตหัวใจนักสู้ ระบบไหนก็อาจจะไม่เวิร์กทั้งนั้น แต่ถ้าโค้ชยังยึดมั่นกับระบบนี้ต่อไป มันอาจจะยิ่งพังไปกว่านี้ ก็เป็นได้…