ถ้าย้อนเวลากลับไปช่วงตลาดหน้าหนาวเดือนมกราคม ปี 2023เกมรุกของอาร์เซน่อลอาจเปลี่ยนไป หากวันนั้นพวกเขาได้ตัว มิไคโล มูดริก มาร่วมทีมตามแผนที่ตั้งใจไว้
เพราะตอนนั้นอาร์เซน่อลต้องการตัวรุกริมเส้นอย่างเร่งด่วน และดีลของมูดริก ดูเหมือนจะใกล้ปิดดีลได้เต็มที ก่อนที่เชลซีจะเข้ามา “ปาดหน้า” ด้วยค่าตัวมหาศาล 88.5 ล้านปอนด์ อย่างไรก็ดีดีลนี้ต้องบอกว่าไม่เพียงล้มเหลว แต่กลายเป็นฝันร้าย เมื่อมูดริกต้องร้างสนามไปตั้งแต่ปลายปี 2024 จากกรณีตรวจสารกระตุ้น
เป็นที่รู้จักว่านักเตะคนนี้ไว้ใจได้ เล่นได้หลายตำแหน่ง แต่ไม่ใช่ชื่อที่ทำให้แฟนบอลต้องฮือฮาขนาดนั้น
ค่าตัว 27 ล้านปอนด์ ไม่มีการแย่งชิงจากทีมยักษ์ใหญ่ ไม่มีเสียงฮือฮา ทรอสซาร์ ถูกมองว่าเป็นตัวเลือกสำรอง เป็นแผนสอง เป็นดีลแก้ขัดจากความผิดหวังเรื่องมูดริก
แต่ผ่านมาไม่ถึงสองปี เรื่องราวกลับตาลปัตรอย่างสิ้นเชิง
มาวันนี้ แทบไม่มีใครกล้าเถียงว่า เลอันโดร ทรอสซาร์ คือแนวรุกที่ “สม่ำเสมอและไว้ใจได้มากที่สุด” ของอาร์เซน่อล นับตั้งแต่ มิเกล อาร์เตต้า เข้ามาคุมทีมเมื่อปลายปี 2019
ที่สำคัญ เขาไม่ได้เก่งเฉพาะเกมเล็ก หรือยิงใส่ทีมระดับล่าง แต่เป็นนักเตะที่มัก “โชว์ฟอร์มได้ดีในเกมใหญ่” อยู่เสมอ
ตลอดเส้นทางในพรีเมียร์ลีกกับไบรท์ตันและอาร์เซน่อล ทรอสซาร์ ยิงประตูใส่ทีมกลุ่ม Big Six ไปแล้ว 19 ประตู ตัวเลขนี้มากกว่านักเตะระดับตำนานอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ ที่ทำได้ 18 ประตู และ เอแด็น อาซาร์ ที่ยิงได้ 17 ประตูเสียอีก
แม้บทบาทของเขาจะไม่หวือหวา แต่ความสำคัญของทรอสซาร์ ไม่เคยหลุดจากสายตาของอาร์เตต้า
“สำหรับผม มันเป็นเรื่องต้องห้ามเลยที่เขาจะย้ายออก” อาร์เตต้าพูดชัดเจนเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสทีมจากซาอุดีอาระเบียที่ให้ความสนใจ “ไม่มีทาง ผมรู้ดีว่าเขาเป็นนักเตะแบบไหน และเมื่ออยู่กับกลุ่มผู้เล่นชุดนี้ เขาจะสร้างความแตกต่างให้เราได้แน่นอน”
แทนที่จะขาย อาร์เซน่อลกลับเลือกปรับค่าเหนื่อยให้ทรอสซาร์ แม้สัญญาเก่าจะยาวถึงปี 2027 อยู่แล้ว และเขาก็ตอบแทนความเชื่อใจนั้นอย่างเต็มที่
ในปี 2025 นักเตะที่มีส่วนร่วมกับประตูมากที่สุดของอาร์เซน่อล ไม่ใช่ บูกาโย่ ซาก้า ไม่ใช่ ไค ฮาแวร์ตซ์ และไม่ใช่ มาร์ติน โอเดการ์ด แต่คือ เลอันโดร ทรอสซาร์ ด้วยตัวเลข 25 ประตูและแอสซิสต์รวมกัน แบ่งเป็น 13 ประตู 12 แอสซิสต์
น่าสนใจว่า ก่อนจะมาถึงจุดนี้ เขาเคยถูกมองว่า “ยังไม่โหดพอ” ในช่วงอยู่กับไบรท์ตัน
แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับการย้ายทีมเปิดเผยว่า ปัญหาหลักของทรอสซาร์ ในตอนนั้นคือ เขาเล่นฟุตบอลที่ธรรมดาเกินไป เน้นต่อบอลสวยงาม แต่ไม่เด็ดขาดในพื้นที่สุดท้าย ทั้งที่สมัยอยู่กับเกงค์ในเบลเยียม เขาคือผู้เล่นที่ยิงตรงกรอบถึง 50 เปอร์เซ็นต์ สูงกว่านักเตะระดับโลกอย่าง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ในช่วงเวลาเดียวกันเสียอีก
เขาถูกบอกตรง ๆ ว่า ถ้าอยากก้าวไปสโมสรใหญ่ ต้องเล่นแบบเห็นแก่ตัวมากขึ้น ต้องกล้ายิง ต้องกล้าตัดสินใจ
และทรอสซาร์ ก็ทำแบบนั้นจริง ๆ ยิงไป 7 ประตูใน 18 เกมแรกของฤดูกาล 2022-23 จนหลายทีมเริ่มหันมามอง รวมถึงสเปอร์ส ที่ยื่นข้อเสนอเข้ามา แต่ติดตรงที่แดเนียล เลวี่ ไม่ยอมจ่ายตามราคาที่ไบรท์ตันตั้งไว้ สุดท้ายอาร์เซน่อลที่พลาดเป้าหมายหลักจึงเข้ามาปิดดีลในช่วงท้าย
นักเตะที่เคยถูกคิดว่า “อย่างแย่ก็เป็นตัวโรเตชั่น” กลับกลายเป็นหัวใจสำคัญของทีม
แม้ก่อนต่อสัญญาใหม่ ทรอสซาร์ จะถูกบอกตรง ๆ ว่าอาจไม่ได้เป็นตัวจริงสม่ำเสมอ แต่เขาก็ไม่เคยยอมถอยง่าย ๆ จากนั้นเขากลับมาเป็นตัวเลือกแรกของอาร์เตต้าอีกครั้ง และแทบไม่หลุดจากแผนทำทีม
ฤดูกาลที่แล้ว เขาลงเล่นครบทั้ง 38 นัดในลีก เป็นตัวจริงถึง 28 เกม และฤดูกาลนี้ แม้จะมีอาการบาดเจ็บข้อเท้ารบกวน เขาก็ยังยึดตำแหน่งได้อย่างเหนียวแน่น
ตลอดการลงเล่น 147 นัดภายใต้การคุมทีมของอาร์เตต้า ทรอสซาร์ คือผู้เล่นที่ถูกใช้งานมากที่สุดในทีม ยิงไป 35 ประตู แอสซิสต์อีก 29 ครั้ง และที่สำคัญ ประตูของเขามักมาในจังหวะที่อาร์เซน่อล “ต้องการมันจริง ๆ”
ฤดูกาลนี้ เขาถูกใช้งานทางฝั่งซ้ายเกือบตลอด ซึ่งช่วยให้เขาเล่นในพื้นที่ถนัด และรีดศักยภาพการจบสกอร์ออกมาได้สูงสุด จนมีอัตรายิงหนึ่งประตูทุก ๆ 214 นาที ดีที่สุดในทีมชุดนี้
อาร์เตต้าชอบสิ่งหนึ่งในตัวเขามากที่สุด นั่นคือความกระหาย
“เขาอยากเป็นคนที่ดีที่สุดเสมอ และถ้าไม่ได้ลง เขาจะไม่พอใจ แต่ผมชอบตรงนั้น มันคือแรงผลักที่ทำให้เขาพิสูจน์ตัวเอง”
บางครั้ง แชมป์ไม่ได้ถูกตัดสินจากซูเปอร์สตาร์ที่เจิดจรัส แต่อาจมาจากนักเตะที่ไม่เคยหายไปในเกมใหญ่ และรู้ว่าต้องโผล่มาตอนไหนแล้วทีมจะได้รับชัยชนะ
และสำหรับอาร์เซน่อล เลอันโดร ทรอสซาร์ ก็คือคนแบบนั้น…