ช่วงนี้กระแส 2016 challenge กำลังมาแรงในโลกโซเชียลมีเดีย ซึ่งในโลกฟุตบอล 2016 ถือเป็นปีที่ ฟุตบอลสอนเราว่า “ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้”
มันคือปีที่โครงสร้างอำนาจของฟุตบอลถูกสั่นคลอน ทีมเล็กท้าทายทีมใหญ่ ระบบแท็คติกใหม่เอาชนะความเคยชินเก่า ๆ และนักเตะบางคนพิสูจน์ว่าคุณไม่จำเป็นต้องเป็นซูเปอร์สตาร์ถึงจะเปลี่ยนเกมได้
นี่คือ 5 โมเมนต์สำคัญของปี 2016 ที่ยังถูกพูดถึงจนถึงวันนี้ จะมีอะไรบ้าง เราไปไล่เรียงกัน
การคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกของเลสเตอร์ ซิตี้ ในฤดูกาล 2015/16 ไม่ได้เกิดจากโชคช่วย หรือความบังเอิญเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการบริหารทีมและการตัดสินใจที่สอดคล้องกันทุกระดับ ตั้งแต่แนวคิดของผู้จัดการทีม ไปจนถึงบทบาทของนักเตะในสนาม
เคลาดิโอ รานิเอรี่ เลือกไม่ฝืนศักยภาพของทีม เลสเตอร์ไม่ได้พยายามครองบอลหรือเล่นฟุตบอลเชิงซับซ้อนแบบทีมใหญ่ แต่ยึดโครงสร้างที่ชัดเจน เกมรับลึก มีระเบียบ
และเปลี่ยนจากรับเป็นรุกอย่างรวดเร็ว พื้นที่ด้านหลังแนวรับคู่แข่งคืออาวุธหลัก ผ่านความเร็วของเจมี วาร์ดี้ และการจ่ายบอลทะลุช่องของริยาด มาห์เรซ
หัวใจสำคัญคือความสม่ำเสมอ เลสเตอร์ไม่จำเป็นต้องชนะด้วยสกอร์ขาด แต่เก็บแต้มได้ต่อเนื่อง ขณะที่ทีมใหญ่หลายทีมในฤดูกาลนั้นมีปัญหาภายใน ทั้งอาการบาดเจ็บ
ความไม่ลงตัวทางแท็คติก และการเปลี่ยนผ่านผู้จัดการทีม เลสเตอร์กลับรักษาแกนหลักได้ตลอดทั้งฤดูกาล
แชมป์พรีเมียร์ลีกของเลสเตอร์จึงไม่ใช่แค่เรื่องของ “ทีมเล็กชนะทีมใหญ่” แต่มันเปลี่ยนวิธีคิดของฟุตบอลยุคใหม่ ว่าการเข้าใจทรัพยากรที่มี การออกแบบแท็คติกให้เหมาะสม
และความชัดเจนในบทบาทของทุกคน สามารถเอาชนะงบประมาณและชื่อเสียงได้จริง
ฤดูกาล 2016/17 คือปีแรกของอันโตนิโอ คอนเต้กับเชลซี และช่วงออกสตาร์ตไม่ได้ราบรื่นอย่างที่หลายคนคาดไว้ เชลซีแพ้ไปถึง 3 นัดใน 6 เกมแรก
หนึ่งในนั้นคือความพ่ายแพ้แบบเสียรูปเกมให้กับอาร์เซนอล 0-3 ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้คำถามเริ่มดังขึ้นว่า ฟุตบอลของคอนเต้เหมาะกับพรีเมียร์ลีกจริงหรือไม่
ก่อนหน้านั้น คอนเต้พยายามใช้ระบบกองหลังสี่คนตามแบบทีมใหญ่ทั่วไป แต่ปัญหาคือ นักเตะเชลซีในเวลานั้นไม่ได้ถนัดเกมรับแบบไลน์สูง การยืนตำแหน่งหลวม
ช่องว่างระหว่างแผงหลังกับแดนกลางเปิดกว้าง และเกมรุกก็ต่อกันไม่ติด เชลซีดูเป็นทีมที่ไม่มีตัวตนชัดเจนหลังเกมแพ้อาร์เซนอล คอนเต้ตัดสินใจเปลี่ยนครั้งใหญ่ เขาหยุดฝืน และหันกลับไปใช้สิ่งที่เขาเชี่ยวชาญที่สุด นั่นคือระบบกองหลังสามคน 3-4-3 การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องแผนบนกระดาษ แต่เป็นการจัดโครงสร้างใหม่ทั้งทีม
ระบบนี้ปลดล็อกนักเตะหลายคนพร้อมกัน เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า ถูกขยับมาเป็นเซ็นเตอร์ฝั่งขวา ใช้จุดเด่นเรื่องการอ่านเกมและความเร็ว ดาวิด ลุยซ์
กลายเป็นตัวคุมจังหวะจากแนวหลัง ขณะที่วิคเตอร์ โมเสส ซึ่งแทบไม่มีอนาคตกับทีมก่อนหน้านั้น ถูกขยับมาเป็นวิงแบ็กเต็มตัว
เชลซีเริ่มเล่นเกมรับแน่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พื้นที่ตรงกลางสนามถูกปิด เกมรุกมีทางเลือกชัดเจน ทั้งจากริมเส้นและการเข้าทำเร็วของเอแดน อาซาร์กับดีเอโก คอสต้า
ผลลัพธ์คือชัยชนะต่อเนื่อง 13 นัดติดต่อกันในลีก และเสียประตูน้อยที่สุดในช่วงนั้น และคว้าแชมป์ลีกฤดูกาล 2016-17 ได้สำเร็จ
ก่อนทัวร์นาเมนต์ยูโร 2016 จะเริ่ม โปรตุเกสไม่ได้ถูกยกให้เป็นตัวเต็ง พวกเขามีคริสเตียโน่ โรนัลโด้ก็จริง แต่ฟอร์มโดยรวมถูกมองว่ายังขาดความดุดัน และพึ่งพาซูเปอร์สตาร์มากเกินไป
รอบแบ่งกลุ่ม โปรตุเกสไม่ชนะใครเลย เสมอทั้ง 3 นัด แต่กติกาใหม่ที่เปิดโอกาสให้ทีมอันดับสามที่ผลงานดีผ่านเข้ารอบ ทำให้พวกเขาได้ไปต่อ ซึ่งตรงนี้เองที่หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า ทีมแบบนี้ควรได้เข้ารอบจริงหรือไม่
นัดชิงชนะเลิศกับฝรั่งเศส คือบททดสอบที่หนักที่สุด โรนัลโด้บาดเจ็บจนต้องออกจากสนามตั้งแต่ครึ่งแรก หลายคนคิดว่าความหวังของโปรตุเกสจบลงตรงนั้น แต่ทีมกลับเล่นด้วยความมีวินัยมากขึ้น ทุกคนช่วยกันป้องกันอย่างสุดกำลัง และประตูชัยจากเอแดร์ในช่วงต่อเวลาพิเศษ กลายเป็นจังหวะประวัติศาสตร์
แชมป์ยูโร 2016 ของโปรตุเกส อาจไม่ใช่แชมป์ที่สวยงามที่สุด แต่เป็นแชมป์ที่สะท้อนฟุตบอลอีกแบบหนึ่ง คือฟุตบอลของความอดทน วินัย และการเชื่อมั่นในแผน
จนพิสูจน์ให้เห็นว่า ในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ บางครั้งทีมที่ผิดพลาดน้อยที่สุด ไม่ใช่ทีมที่เล่นสวยที่สุด คือผู้ชนะ
ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2015/16 คืออีกหนึ่งปีที่แอตเลติโก มาดริด ภายใต้การคุมทีมของดีเอโก้ ซิเมโอเน่ แสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ใช่ทีมรองบ่อนอีกต่อไป แต่เป็นทีมระดับท็อปของยุโรปอย่างแท้จริง
ตลอดเส้นทางก่อนถึงรอบชิง แอตเลติโกเล่นฟุตบอลในแบบที่ทุกคนคุ้นเคย เกมรับแน่น วินัยสูง เล่นเป็นทีม และพร้อมสู้กับทุกสไตล์
ไม่ว่าจะเป็นบาร์เซโลนา หรือบาเยิร์น มิวนิค พวกเขาผ่านทีมใหญ่เหล่านี้มาได้ด้วยความเด็ดขาด โดยเฉพาะรอบรองชนะเลิศที่เขี่ยบาเยิร์นของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ตกรอบ ด้วยการเล่นที่รัดกุมและฉวยโอกาสได้อย่างแม่นยำ
นัดชิงชนะเลิศที่ซาน ซิโร่ ในปี 2016 แอตฯ มาดริดต้องเจอกับเรอัล มาดริด คู่ปรับร่วมเมือง และเป็นการรีแมตช์จากนัดชิงปี 2014 ที่พวกเขาเคยพลาดแชมป์ไปอย่างเจ็บปวดมาแล้ว
ตลอด 120 นาที พวกเขาเล่นด้วยหัวใจ พวกเขาสู้กับเรอัล มาดริด ได้อย่างสูสี และไม่ได้เป็นรองในแง่แท็กติกหรือความทุ่มเท แต่สุดท้ายเกมต้องตัดสินด้วยการดวลจุดโทษ
และตรงนั้นเอง ความอกหักก็เกิดขึ้นอีกครั้ง ฆวนฟราน ยิงจุดโทษไปชนเสา ขณะที่เรอัล มาดริด ยิงเข้าอย่างเฉียบขาด ก่อนที่คริสเตียโน่ โรนัลโด้ จะเป็นคนสังหารจุดโทษปิดเกม คว้าแชมป์ยุโรปให้ทีมชุดขาว
นี่คือครั้งที่สองในรอบสามปีที่แอตเลติโก มาดริด ไปถึงนัดชิงแชมเปียนส์ลีก แต่ต้องพ่ายแพ้ให้กับคู่ปรับร่วมเมือง และเป็นบทพิสูจน์อันโหดร้ายว่า บางครั้งความทุ่มเท ความมีวินัย และความเป็นทีม อาจยังไม่เพียงพอในเกมระดับสูงสุด
อย่างไรก็ตาม ฤดูกาลนั้นก็ยืนยันชัดเจนว่า แอตเลติโก มาดริด คือทีมที่ไม่มีใครอยากเจอ และยุคของซิเมโอเน่ ได้เปลี่ยนสถานะของสโมสรจากทีมกลางตาราง ให้กลายเป็นผู้ท้าชิงถ้วยใหญ่ของยุโรปอย่างแท้จริง
ตลอดฤดูกาล 2015/16 ก็องเต้เป็นนักเตะที่มีสถิติแท็กเกิลและแย่งบอลสูงที่สุดในพรีเมียร์ลีก เขาวิ่งครอบคลุมพื้นที่แทบทั้งสนาม คอยตัดเกมคู่แข่งตั้งแต่ต้นทาง และทำให้แผงหลังของเลสเตอร์เล่นง่ายขึ้นอย่างชัดเจน
สิ่งที่ทำให้ก็องเต้พิเศษ ไม่ใช่แค่การวิ่งเยอะ แต่คือการเลือกจังหวะที่ถูกต้อง เขาไม่เสียฟาวล์พร่ำเพรื่อ ไม่ทิ้งตำแหน่ง และรู้ว่าเมื่อไหร่ควรเข้า เมื่อไหร่ควรถอย
นั่นทำให้เลสเตอร์สามารถตั้งรับต่ำได้อย่างเป็นระบบ และเปลี่ยนจากเกมรับเป็นเกมรุกได้ในไม่กี่จังหวะ
ก็องเต้อาจไม่ใช่นักเตะที่ยิงประตูตัดสินเกม แต่เขาคือคนที่ทำให้ทีม “ไม่แพ้” และในฤดูกาลที่เลสเตอร์คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด
ปี 2016 จึงไม่ใช่แค่ปีของแชมป์หรือถ้วยรางวัล แต่คือปีที่ฟุตบอลสะท้อนให้เห็นว่า เกมลูกหนังยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน กลยุทธ์ที่กล้าต่าง บุคลิกของผู้นำทีม และนักเตะที่ยอมทำงานเพื่อทีมมากกว่าชื่อเสียงส่วนตัว
เหตุการณ์เหล่านี้ร่วมกันสร้างปีหนึ่งที่ถูกจดจำไม่ใช่เพราะความยิ่งใหญ่ของสโมสรเพียงอย่างเดียว แต่เพราะฟุตบอลยังสามารถเล่าเรื่องที่คาดไม่ถึง และทำให้ผู้ชมทั้งโลกเชื่ออีกครั้งว่า ทุกอย่างเป็นไปได้ในสนาม 90 นาที นี่แหละคือเสน่ห์ของโลกลูกหนังในปี 2016 ที่ยังคงถูกพูดถึงจนถึงวันนี้