ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้ว่า ชื่อของ “ฟลอเรนติโน่ เปเรซ” คือสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ของเรอัล มาดริด
ชายผู้สร้างยุค “กาลาติกอส” ดึงนักเตะระดับโลกเข้าสโมสร รีโนเวตซานติอาโก เบร์นาเบว และพามาดริดกลายเป็นหนึ่งในทีมฟุตบอลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก
แต่วันนี้ บรรยากาศในเบร์นาเบวกลับเต็มไปด้วยคำถาม…?
หลังฤดูกาลอันน่าผิดหวังที่ทีมจบแบบไร้ถ้วยอีกครั้ง เปเรซออกมาแถลงข่าวยาวเกือบชั่วโมงในแบบที่หลายคนเรียกว่า “แปลกประหลาดที่สุดครั้งหนึ่ง” ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลสเปน
แทนที่จะพูดเรื่องฟุตบอล เขากลับใช้เวลาส่วนใหญ่พูดถึง “ศัตรูในเงามืด” ที่กำลังพยายามโค่นเขาออกจากตำแหน่ง
จุดเริ่มต้นทั้งหมด มาจากข่าวลือจากสำนักข่าว ABC ว่าเปเรซอาจเตรียมลาออกจากตำแหน่งประธานสโมสร หลังแรงกดดันทั้งในและนอกสนามเริ่มถาโถมใส่มาดริดหนักขึ้นเรื่อย ๆ
เปเรซประกาศ “เลือกตั้งใหม่” หลังโดนข่าวลือเรื่องลาออก
คำตอบของเขาคือการ “ประกาศเลือกตั้งใหม่” ก่อนกำหนด พร้อมท้าทายทุกคนที่อยากโค่นเขาให้ลงมาสู้กันตรง ๆ
ปัญหาคือ…การลงสมัครชิงตำแหน่งประธานเรอัล มาดริด ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ตามกฎของสโมสร ผู้สมัครต้องเป็นสมาชิกสโมสรต่อเนื่องอย่างน้อย 20 ปี เป็นชาวสเปน และต้องมีเงินค้ำประกันธนาคารสูงถึง 15% ของงบประมาณสโมสร หรือประมาณ 150-180 ล้านยูโร
นั่นทำให้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แทบไม่มีใครสามารถท้าชิงเปเรซได้จริงจัง และเขาก็ชนะเลือกตั้งแบบไร้คู่แข่งมาตั้งแต่ปี 2009
พฤติกรรมระหว่างแถลงข่าว กลายเป็นดราม่าหนักที่สุด
สิ่งที่กลายเป็นประเด็นมากกว่า “การเลือกตั้ง” คือพฤติกรรมของเขาระหว่างแถลงข่าว
เปเรซใช้เวลาหลายช่วงโต้เถียงกับนักข่าว เปิดโทรศัพท์โชว์พาดหัวข่าวที่ตัวเองไม่พอใจ และมีบางประโยคที่ถูกวิจารณ์หนักว่าไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการพูดถึงนักข่าวผู้หญิงในเชิงดูแคลน
หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า ในวัย 79 ปี เปเรซยังควบคุมสถานการณ์ทุกอย่างได้เหมือนเดิมหรือไม่
ระหว่างการพูด เขายังวกกลับไปพูดถึงคดี “เนเกรร่า (Negreira)” ของสโมสรบาร์เซโลน่าอีกครั้ง โดยกล่าวหาว่ามาดริดถูก “ขโมยแชมป์” ไปหลายสมัยจากระบบที่ไม่โปร่งใส
เขายืนยันด้วยว่าสโมสรกำลังรวบรวมเอกสารจำนวนมหาศาลเพื่อยื่นให้ UEFA ตรวจสอบ และต้องการให้มี บทลงโทษทางกีฬาต่อบาร์เซโลน่า
ภายในทีมก็เริ่มมีปัญหารุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
ในขณะเดียวกัน ภายในทีมเองก็ดูไม่สงบเช่นกัน
มีรายงานว่าช่วงซ้อมที่ผ่านมาเกิดเหตุทะเลาะกันรุนแรงระหว่างนักเตะในทีม ซึ่งเอาเข้าจริงในซีซั่นนี้ มาดริดก็มักมีข่าวทำนองนี้ออกมาอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาระหว่าง อาร์เบลัวกับนักเตะบางคน ข่าวว่าแข้งหลายคนเลิกคุยกับโค้ช
และก็มีข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์อันแตกหักของนักเตะ เช่น ระหว่าง อาร์เบลัวกับนักเตะหลายคน ทั้ง ดานี่ การ์บาฆาล และ ดานี่ เซบายอส
ขณะเดียวกัน อันโตนิโอ รือดิเกอร์ก็มีข่าวปะทะกับ อัลบาโร่ การ์เรราส ในสนามซ้อม ก่อนที่สถานการณ์จะหนักขึ้นไปอีก
เมื่อมีรายงานว่าเฟเดริโก้ บัลเบร์เด้ ต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อเย็บแผล หลังปะทะกับ ออเรเลียง ชูอาเมนี่ในสนามซ้อม และในเวลาเดียวกัน ก็เริ่มมีข่าวว่านักเตะหลายคนแทบไม่พูดกับอาร์เบลัวแล้ว
ซึ่งเปเรซยอมรับว่ามีปัญหาภายในจริง แต่สิ่งที่เขาโกรธมากกว่าคือ “ข้อมูลหลุดออกสื่อ” เพราะเขาเชื่อว่ามีคนในสโมสรพยายามทำลายมาดริดจากภายใน
ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องอนาคตของกุนซือก็ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
อนาคตกุนซือยังไม่ชัด และชื่อของ “มูรินโญ่” ก็กลับมาอีกครั้ง
เมื่อถูกถามถึงข่าวลือเรื่องการดึง โชเซ่ มูรินโญ่ กลับมาคุมทีม เปเรซไม่ได้ปฏิเสธตรง ๆ เขาตอบเพียงว่า “ยังไม่ถึงเวลาพูดเรื่องนั้น”
ซึ่งสำหรับโลกฟุตบอล คำตอบแบบนี้มักหมายความว่า “ทุกอย่างยังเป็นไปได้”
ปัญหาคือ ทั้งหมดนี้กำลังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มาดริดควรโฟกัสกับการสร้างทีมใหม่มากที่สุด
ทีมกำลังมีปัญหาเรื่องสมดุล นักเตะแนวรุกระดับซูเปอร์สตาร์มีจำนวนมาก แต่เกมรับกลับเต็มไปด้วยคำถาม ขณะที่บรรยากาศภายในทีมก็เริ่มเปราะบางขึ้นเรื่อย ๆ
และเมื่อผลงานในสนามเริ่มสั่นคลอน ความเชื่อมั่นที่เคยมีต่อผู้นำอย่างเปเรซก็เริ่มถูกตั้งคำถามตามไปด้วย
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แฟนบอลมาดริดจำนวนมากอาจมองว่า ฟลอเรนติโน่ เปเรซ คือคนที่ “เอาอยู่ทุกสถานการณ์” เสมอ แต่ครั้งนี้ สถานการณ์อาจแตกต่างออกไป
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องแพ้ชนะในสนามอีกแล้ว แต่มันกำลังกลายเป็นคำถามว่า “ใครกันแน่ที่ยังควบคุมทิศทางของเรอัล มาดริดได้อยู่”
และบางที นี่อาจเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ที่อำนาจของชายผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในเบร์นาเบว เริ่มถูกสั่นคลอนจริง ๆ