ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เวลาพูดถึงอาร์เซน่อล หลายคนมักมองว่านี่คือทีมที่ “เกือบดีพอ” เสมอ พวกเขามีนักเตะพรสวรรค์ มีฟุตบอลที่สวยงาม มีช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้น แต่สุดท้ายก็มักไปไม่ถึงแชมป์พรีเมียร์ลีกอยู่ดี
จนหลายครั้ง คำว่า “โปรเจกต์ระยะยาว” หรือวลีอย่าง Trust The Process เริ่มกลายเป็นคำล้อ มากกว่าคำชม แต่สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ…อาร์เซน่อลอาจไม่ได้กำลัง “รอวันเป็นแชมป์”
พวกเขากำลัง “วางแผน” เพื่อวันนั้นอยู่ต่างหาก และทั้งหมดนี้ มีชื่อเรียกว่า “Win Window”
ที่ทางเจมส์ แม็คนิโคลัส สายข่าววงในของทัพปืนใหญ่ออกมาเปิดเผย
ย้อนกลับไปช่วงปี 2020 ภายในสโมสรอาร์เซน่อลมีการวิเคราะห์บางอย่างเกิดขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องนักเตะของตัวเอง แต่คือการวิเคราะห์ “อนาคตของคู่แข่ง”
ทีมวิเคราะห์ฟุตบอลเชิงลึกของสโมสรเริ่มคำนวณทั้งอายุของนักเตะตัวหลัก สัญญา ไทม์ไลน์ของผู้จัดการทีม และแนวโน้มการโรยราของทีมมหาอำนาจอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และลิเวอร์พูล
พวกเขาดูว่า เควิน เดอ บรอยน์ จะเริ่มเข้าสู่ช่วงขาลงเมื่อไหร่ วิเคราะห์ว่า โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ เฟอร์จิล ฟาน ไดจ์ค จะรักษาระดับเดิมได้นานแค่ไหน รวมถึงประเมินล่วงหน้าถึงความเป็นไปได้ที่ เยอร์เก้น คล็อปป์ จะอำลาลิเวอร์พูล
จากนั้น อาร์เซน่อลจึงสร้างแผนระยะยาวขึ้นมา แผนที่เรียกว่า “Win Window” หรือช่วงเวลาที่พวกเขาเชื่อว่า ทีมจะพร้อมพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด ในจังหวะเดียวกับที่คู่แข่งเริ่มแผ่วลงพอดี
ซึ่งช่วงเวลานั้นถูกกำหนดไว้ระหว่างปี 2023-2027 พูดง่าย ๆ คือ อาร์เซน่อลไม่ได้แค่สร้างทีมของตัวเอง แต่พวกเขากำลังรอ “ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด” ของพรีเมียร์ลีก และสิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ คนที่กลายเป็นศูนย์กลางของโปรเจกต์นี้ ไม่ใช่แค่โค้ชธรรมดา
แต่คือ “มิเกล อาร์เตต้า”
ตอนอาร์เตต้าเข้ามาคุมทีมในปี 2019 สโมสรเต็มไปด้วยปัญหา ห้องแต่งตัวแตกแยก, นักเตะหลายคนหมดแรงจูงใจ, ทีมขาดวินัย และวัฒนธรรมภายในสโมสรเริ่มToxic มากขึ้นเรื่อย ๆ
แต่แทนที่จะรีบสร้างทีมลุ้นแชมป์ทันที อาร์เตต้าเลือกเริ่มจาก “การเปลี่ยนวัฒนธรรม” เขายึดหลักง่าย ๆ คือ “WE x ME” ส่วนรวมต้องมาก่อนตัวเอง
มีเรื่องเล่าว่า อาร์เตต้าใส่ใจแม้แต่รายละเอียดเล็กที่สุด เขาเคยจ้างนักล้วงกระเป๋ามืออาชีพ มาขโมยของนักเตะระหว่างทานข้าว เพื่อสอนเรื่องสมาธิและความตื่นตัว เคยเชิญนักบิน RAF มาพูดเรื่องการสื่อสารภายใต้ความกดดัน รวมถึงเปิดเพลง You’ll Never Walk Alone ระหว่างซ้อม เพื่อจำลองบรรยากาศในแอนฟิลด์
บางครั้ง เขาถึงขั้นวัดความยาวของหญ้าในสนามเยือนทุกแห่ง หรือเอาภาพ “เรือพาย” มาใช้สอนนักเตะว่า ต่อให้เก่งแค่ไหน ถ้าพายไม่พร้อมกัน เรือก็ไม่มีวันไปถึงเป้าหมาย
หลายอย่างอาจฟังดูแปลก แต่สิ่งสำคัญคือ นักเตะ “เชื่อ” เขา มาร์ติน โอเดการ์ด เคยพูดไว้ว่า “มันยากมากที่จะไม่เชื่อในสิ่งที่อาร์เตต้าพูด” และเมื่อวัฒนธรรมเริ่มแข็งแรงขึ้น อาร์เซน่อลก็เริ่มเข้าสู่ขั้นต่อไปของโปรเจกต์
พวกเขาเลิกมองแค่การซื้อดาวรุ่งพรสวรรค์สูง แต่เริ่มสร้าง “ขุมกำลัง” ที่พร้อมลุ้นแชมป์จริง ๆ ทีมถูกสร้างให้มีขุมกำลังที่ลึกขึ้นกว่าเดิม มีนักเตะที่เล่นได้หลายระบบ และมีฟุตบอลที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม
อาร์เซน่อลในยุคนี้ไม่ใช่แค่ทีมที่ครองบอลสวยแบบเป๊ป แต่ผสมความแข็งแกร่ง เกมรับ และลูกนิ่งแบบฟุตบอลอังกฤษเข้าไปด้วย
จนลูกเซ็ตพีซของพวกเขากลายเป็นหนึ่งในอาวุธที่อันตรายที่สุดในลีก ภายใต้การทำงานของ นิโคลัส โจเวอร์ โค้ชลูกตั้งเตะของทีม
ท้ายที่สุดแล้วแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกในรอบ 22 ปีของอาร์เซน่อล อาจไม่ได้เกิดจาก “โมเมนตัม” แต่มันคือผลลัพธ์ของการวางแผนระยะยาว การกล้าทนในวันที่โดนล้อ การเชื่อในโปรเจกต์ และการสร้างทุกอย่างขึ้นมาอย่างเป็นระบบ
ตั้งแต่วัฒนธรรม ห้องแต่งตัว โครงสร้างทีม ไปจนถึงการคำนวณอนาคตของคู่แข่ง บางที นี่อาจไม่ใช่แค่เรื่องของฟุตบอลและทั้งหมดนี้ ก็กลายเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดที่สุดของการสร้าง “ความสำเร็จ” ด้วยการวางแผนระยะยาวในโลกฟุตบอล