สำหรับสโมสรระดับ อาร์เซน่อล ถือเป็นเรื่องน่าแปลกไม่น้อยที่พวกเขาประสบความสำเร็จบนเวทียุโรปเพียงไม่กี่ครั้งตลอดประวัติศาสตร์
ซึ่งทัพ “ปืนใหญ่” เคยคว้าแชมป์ยุโรปได้เพียง 2 รายการเท่านั้น ได้แก่ อินเตอร์-ซิตีส์แฟร์สคัพ ปี 1970 และยูโรเปียน คัพ วินเนอร์ส คัพ ปี 1994 ซึ่งทั้งสองรายการเลิกจัดไปแล้ว
และหากพูดถึงแชมป์ยุโรปครั้งล่าสุด หลายคนอาจลืมไปว่า นั่นคือหนึ่งในค่ำคืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสโมสรค่ำคืนที่โคเปนเฮเกนในปี 1994 คือชัยชนะที่แทบไม่มีใครคาดคิด..
วันนั้น อาร์เซน่อลของ จอร์จ เกรแฮม ถูกยกให้เป็นรองอย่างหนัก เมื่อต้องเจอกับ ปาร์ม่า ทีมแกร่งจากอิตาลีที่เต็มไปด้วยแนวรุกระดับท็อปอย่าง จานฟรังโก้ โซล่า, โทมัส โบรลิน และฟาอุสติโน่ อัสปริย่า
ขณะที่ฝั่งอาร์เซน่อลกลับเต็มไปด้วยปัญหา
เอียน ไรท์ ติดโทษแบน, ยอห์น แยนเซ่น และ มาร์ติน คีโอว์น บาดเจ็บ ส่วน เดวิด ซีแมน ยังต้องฉีดยาแก้ปวดหลังซี่โครงร้าวลงสนาม
แต่ภายใต้สถานการณ์ที่เสียเปรียบ พวกเขากลับสร้างหนึ่งในเกมรับที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร
อลัน สมิธ คือฮีโร่ในคืนนั้น นาทีที่ 20 เขาฉวยจังหวะจากความผิดพลาดของแนวรับปาร์ม่า ก่อนซัดเต็มข้อส่งบอลเสียบตาข่าย กลายเป็นประตูชัยให้ อาร์เซน่อล เฉือนชนะ 1-0
หลังจากนั้นคือการยืนหยัดอย่างกล้าหาญ เพราะแนวรับของอาร์เซน่อลรับมือเกมบุกถาโถมของปาร์ม่าได้อยู่หมัด พร้อมเล่นด้วยวินัยและความละเอียดในแท็กติกแบบฉบับของเกรแฮม
จนเสียงนกหวีดสุดท้ายดังขึ้น พร้อมตำนานแชมป์ยูโรเปียน คัพ วินเนอร์ส คัพที่กลายเป็นภาพจำของแฟนบอล
สตีฟ มอร์โรว์ หนึ่งในนักเตะชุดนั้น ยอมรับว่าเกมดังกล่าวคือบทพิสูจน์ของหัวใจนักสู้ เขาเล่าว่า แม้ทุกคนรู้ว่าปาร์ม่าคือทีมเต็ง แต่ความเป็นระบบ ความเชื่อมั่น และการเตรียมทีมอย่างละเอียดของเกรแฮม ทำให้อาร์เซน่อลเล่นได้เกินขีดจำกัด
ด้าน อลัน สมิธ มองว่าทีมอาร์เซน่อลยุคปัจจุบันมีหลายอย่างคล้ายกับชุดแชมป์ปี 1994 โดยเฉพาะการเป็นทีมที่เล่นอย่างมีวินัย เกมรับแข็งแกร่ง และพร้อมสร้างเซอร์ไพรส์ในวันที่ถูกมองว่าเป็นรอง
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่แฟนบอลอาร์เซน่อลหลายคนหวังว่า “ปาฏิหาริย์โคเปนเฮเกน” จะกลายเป็นต้นแบบก่อนเกมนัดชิงยุโรปอีกครั้ง
เพราะแม้คู่แข่งอย่าง เปแอสเช จะเต็มไปด้วยแนวรุกระดับโลกอย่าง อุสมาน เดมเบเล่ และ ควิชา ควารัตสเคเลีย
แต่ประวัติศาสตร์พิสูจน์มาแล้วว่า เมื่ออาร์เซน่อลถูกมองข้าม พวกเขามักหาทางสร้างค่ำคืนแห่งประวัติศาสตร์ได้เสมอ
แชมป์ปี 1994 อาจถูกพูดถึงน้อยกว่าความสำเร็จยุค “ไร้พ่าย” แต่สำหรับแฟน ๆ ปืนใหญ่ มันคือหนึ่งในชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสโมสร
และหากทีมของ มิเกล อาร์เตต้า สามารถเดินตามรอยได้อีกครั้ง มันอาจกลายเป็นฤดูกาลที่ถูกจารึกว่า “ดีที่สุดในประวัติศาสตร์อาร์เซน่อล” เลยก็เป็นได้