ฟุตบอลโลก 2026 รอบ 32 ทีมสุดท้าย บราซิลเกือบเจองานหนักกว่าที่หลายคนคิด พวกเขาตามหลังญี่ปุ่น 0-1 ตั้งแต่ครึ่งแรก ก่อนจะพลิกกลับมาชนะ 2-1 จากประตูชัยของ กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ ในนาทีที่ 96
แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในเกมนี้ ไม่ใช่ประตูชัย กลับเป็นชายคนหนึ่งที่แทบไม่มีอาการดีใจเลย ขณะที่นักเตะและสตาฟฟ์ทั้งทีมวิ่งกรูลงไปฉลอง อันเชล็อตติกลับหันไปคุยกับผู้ช่วย ก่อนรีบเรียกผู้เล่นสำรองให้ลงสนามเพื่อปิดเกม
ซึ่งมันอาจเป็นภาพที่อธิบาย "บราซิลยุคใหม่" ได้ดีที่สุด
เกาะติดทุกความเคลื่อนไหวฟุตบอลโลก 2026 กับ PPTV
หลายปีที่ผ่านมา เวลาพูดถึงบราซิล คนมักนึกถึง Jogo Bonito หรือฟุตบอลที่เต็มไปด้วยจินตนาการ การเลี้ยงบอล และความสวยงาม แต่ภายใต้การคุมทีมของ คาร์โล อันเชล็อตติ โค้ชชาวอิตาเลียน สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ความสวยงาม
แต่คือ "ชัยชนะ" หลังจบเกม อันเชล็อตติยอมรับว่า ช่วงพักครึ่งหลังจากโดนทัพซามูไรบลูยิงขึ้นนำ เขาไม่ได้สั่งให้ลูกทีมเล่นเสี่ยงหรือเร่งเกมแบบไร้ทิศทาง
สิ่งที่เขาพูดมีเพียงคำเดียว "ใจเย็นเข้าไว้" กาเบรียล มากัลเญส เปิดเผยว่า โค้ชชาวอิตาเลียนพยายามส่งต่อความนิ่งให้กับนักเตะทุกคน เพราะเขาเชื่อว่า เกมฟุตบอลมีเวลา 90 นาที และถ้าทีมยังเล่นตามแผน โอกาสจะมาถึงเอง
คาเซมิโร่ก็ยืนยันเช่นเดียวกันว่า สิ่งที่ยากที่สุดในเกมกับญี่ปุ่น ไม่ใช่แท็กติก แต่คือการไม่ปล่อยให้อารมณ์ครอบงำ "เรารู้ว่าช่องว่างจะมาเอง ถ้าเราไม่รีบร้อน"
อย่างไรก็ดี แม้หลายคนจะมองว่า อันเชล็อตติเป็นโค้ชสายบริหารห้องแต่งตัว มากกว่าจะเป็นโค้ชแท็กติก แต่เกมนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า เขาไม่ได้มีดีแค่การสร้างบรรยากาศในทีม
ครึ่งแรก ญี่ปุ่นเพรสซิ่งสูงจนบราซิลต่อบอลลำบาก และขึ้นนำจากการตัดบอลกลางสนาม ช่วงพักครึ่ง อันเชล็อตติตัดสินใจถอด ลูกัส ปาเกต้า ที่บาดเจ็บ แล้วส่ง เอ็นดริก ลงมา พร้อมปรับเกมรุกให้มีผู้เล่นเข้าไปยืนในเขตโทษมากขึ้น
บราซิลเริ่มเปิดบอลจากด้านข้างมากกว่าเดิม ดึงเกมออกไปริมเส้น ก่อนใช้คุณภาพของผู้เล่นในกรอบเขตโทษเล่นงานแนวรับญี่ปุ่น ซึ่งบรูโน่ กิมาไรส์ เปิดเผยหลังเกมว่า "โค้ชบอกให้เราเติมคนเข้าไปในกรอบเขตโทษ และกล้าเปิดบอลมากขึ้น"
สุดท้าย คาเซมิโร่ก็โหม่งตีเสมอ ก่อนที่ มาร์ติเนลลี่ จะยิงประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บได้
หลายคนยังคงถามว่า "บราซิลควรกลับไปเล่น Jogo Bonito หรือไม่?" แต่อันเชล็อตติมองต่างออกไปสำหรับเขา ฟุตบอลของบราซิลไม่จำเป็นต้องมีอัตลักษณ์เพียงแบบเดียว
ทีมของเขาต้องเล่นเกมรุกได้ ตั้งรับได้ เพรสซิ่งได้ ถอยต่ำได้ และปรับตัวตามสถานการณ์ได้ เขาเคยพูดประโยคที่สะท้อนแนวคิดนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า
"เป้าหมายไม่ใช่การเล่นให้สวย เป้าหมายคือการชนะ"
บางที นี่อาจเป็นเหตุผลที่บราซิลเลือกโค้ชต่างชาติเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก ไม่ใช่เพื่อให้ทีมเล่นเหมือนยุโรป แต่เพื่อให้พวกเขากลับมาเป็น "ทีมที่ชนะ" อีกครั้ง และเกมกับญี่ปุ่น อาจเป็นหลักฐานชิ้นแรกว่า บราซิลของคาร์โล อันเชล็อตติ กำลังเดินไปในทิศทางนั้นจริง ๆ