ทูเคิ่ล vs เซาธ์เกต อังกฤษยุคใหม่...แต่คำถามเดิมยังอยู่?

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ทูเคิ่ลเปลี่ยนหลายอย่างในทีมชาติอังกฤษ แต่ความพ่ายแพ้ต่ออาร์เจนตินา ทำให้คำถามเดิมกลับมาดังขึ้นอีกครั้ง

ความพ่ายแพ้ต่ออาร์เจนตินาในรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 ไม่ได้หมายถึงแค่การตกรอบของทีมชาติอังกฤษเท่านั้น แต่ยังทำให้เกิดคำถามที่แฟนบอลอังกฤษเริ่มถกเถียงกันอย่างจริงจังว่า...

หรือ โธมัส ทูเคิ่ล จะทำได้ไม่ดีไปกว่า แกเร็ธ เซาธ์เกต?

ย้อนกลับไปในยุคของเซาธ์เกต แม้เขาจะถูกวิจารณ์เรื่องสไตล์การเล่นที่ระมัดระวังเกินไป เกมรุกไม่ดุดัน และบางครั้งดูขาดความกล้าในการแก้เกม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า

ทัพสิงโตคำราม จอดที่รอบรองชนะเลิศในฟุตบอลโลก 2026 Reuters/Lee Smith
ทัพสิงโตคำราม จอดที่รอบรองชนะเลิศในฟุตบอลโลก 2026

เกาะติดทุกความเคลื่อนไหวฟุตบอลโลก 2026 กับ PPTV

อังกฤษในยุคนั้นประสบความสำเร็จในทัวร์นาเมนต์ใหญ่พอสมควร ทั้งรองแชมป์ยูโร 2020, รอบก่อนรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 2022 และรองแชมป์ยูโร 2024

สิ่งที่เซาธ์เกตถูกตำหนิ ไม่ใช่การพาทีมไปไม่ถึง แต่คือการพาทีมไปถึงแล้ว "ไปไม่สุด" นั่นจึงตามมาด้วยคำครหามากมายจากแฟนบอลสิงโตคำราม

และเมื่อสมาคมฟุตบอลอังกฤษตัดสินใจแต่งตั้ง โธมัส ทูเคิ่ล เข้ามารับงาน หลายคนเชื่อว่า นี่คือการเติมจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย เพราะทูเคิ่ลมีชื่อเสียงในฐานะกุนซือที่เชี่ยวชาญเกมน็อกเอาต์ กล้าเปลี่ยนแท็กติกระหว่างเกม และเคยพาเชลซีคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก มาแล้ว
แต่ฟุตบอลโลก 2026 กลับทำให้คำถามเดิมย้อนกลับมาอีกครั้ง

ทูเคิ่ลเปลี่ยนอะไรจากยุคเซาธ์เกต?

หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุด คือการปรับโครงสร้างเกมรุก

เซาธ์เกตมักเลือกผู้เล่นที่สามารถขยับเข้ามาเล่นด้านในได้ ไม่ว่าจะเป็น ฟิล โฟเด้น, โคล พาลเมอร์ หรือ บูคาโย่ ซาก้า ทำให้ แฮร์รี่ เคน สามารถถอยลงมารับบอลและเชื่อมเกม ขณะที่ตัวรุกคนอื่นสอดเข้าพื้นที่สุดท้าย

แต่ปัญหาคือ เมื่อ จู๊ด เบลลิงแฮม กลายเป็นหัวใจของทีม ทุกอย่างเริ่มทับซ้อนกัน ทั้งเคน เบลลิงแฮม และตัวรุกหลายคน ต่างชอบเข้ามาเล่นในพื้นที่เดียวกัน ส่งผลให้เกมรุกของอังกฤษหลายครั้งดูอึดอัด และสร้างโอกาสได้ไม่ต่อเนื่อง

ทูเคิ่ลจึงพยายามแก้ปัญหานี้ ด้วยการเลือกใช้ปีกธรรมชาติที่เล่นริมเส้นจริง ๆ มากขึ้น ให้ยืนกว้าง ลากบอลหนึ่งต่อหนึ่ง และเปิดพื้นที่ตรงกลางให้ เบลลิงแฮม กับ เคน ได้เล่นอย่างเต็มศักยภาพ

อีกจุดที่เห็นชัดคือบทบาทของ เดแคลน ไรซ์

จากเดิมที่ต้องรับผิดชอบเกมรับเป็นหลัก วันนี้ทูเคิ่ลเปิดโอกาสให้ไรซ์เติมเกมสูงขึ้น มีอิสระในการพาบอลขึ้นหน้า และเชื่อมเกมรุกมากกว่าเดิม ขณะที่แบ็กทั้งสองข้างก็ลดบทบาทการเติมเกมแบบวิงแบ็ก เน้นสนับสนุนปีกมากกว่าการเป็นตัวสร้างเกมหลัก
ในแง่แนวคิด ถือว่าอังกฤษของทูเคิ่ลมีความชัดเจนกว่าเดิม

แล้วทำไมผลลัพธ์ยังไม่ต่าง?

ปัญหาคือ ระบบของทูเคิ่ลต้องอาศัย "เงื่อนไข" หลายอย่าง ปีกต้องชนะการดวลตัวต่อตัว การยืนตำแหน่งต้องแม่นยำ และจังหวะเพรสซิ่งต้องทำงานพร้อมกันทั้งทีม เมื่อทุกอย่างลงตัว อังกฤษสามารถเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม แต่เมื่อองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งหายไป เกมรุกกลับขาดทางเลือกทันที

สิ่งที่หลายคนตั้งข้อสังเกตคือ อังกฤษภายใต้ทูเคิ่ลมี "แผน A" ที่ชัดเจน แต่เมื่อแผนนั้นถูกคู่แข่งหยุดได้ การปรับเกมกลับไม่ได้สร้างความแตกต่างมากนัก และเกมกับอาร์เจนตินาคือภาพสะท้อนที่ชัดที่สุด

เกมนี้ช่วง 50-60 นาทีแรก ทุกอย่างดูเหมือนกำลังเป็นใจให้ทีมชาติอังกฤษ พวกเขารับมือกับความดุดันของอาร์เจนตินาได้อย่างยอดเยี่ยม เกมรับเล่นอย่างมีวินัย จอร์แดน พิคฟอร์ด เซฟจังหวะสำคัญหลายครั้ง ขณะที่แนวรับก็ช่วยกันปิดพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญคือประตูขึ้นนำจากการประสานงานของ มอร์แกน โรเจอร์ส และ แอนโธนี กอร์ดอน ทำให้หลายคนเชื่อว่า นี่อาจเป็นวันที่อังกฤษจะก้าวผ่านฝันร้ายจากยูโร 2024 ได้เสียที 

แต่จุดเปลี่ยนของเกมกลับไม่ได้เกิดจากคุณภาพของอาร์เจนตินาเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากการตัดสินใจของอังกฤษเอง เมื่อ โธมัส ทูเคิ่ล เลือกเปลี่ยนจากทีมที่พยายาม "ปิดเกม" มาเป็นทีมที่พยายาม "รักษาสกอร์" การถอดกอร์ดอนออก เติมกองหลังเพิ่ม และปรับระบบให้ถอยลึก ทำให้อังกฤษค่อย ๆ เสียพื้นที่ เสียจังหวะ และปล่อยให้อาร์เจนตินาเป็นฝ่ายครองเกมอย่างเต็มตัว จนแทบไม่มีโอกาสสวนกลับหรือสร้างความกดดันได้อีก

เมื่ออังกฤษยอมถอย อาร์เจนตินาก็ยิ่งเล่นในเกมที่ตัวเองถนัด ลิโอเนล เมสซี จากที่ถูกจำกัดบทบาทในช่วงต้น กลับมีเวลาคิด มีพื้นที่สร้างสรรค์เกม และใช้คุณภาพของตัวเองสร้างความแตกต่างด้วยการทำสองแอสซิสต์ พา เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ และ เลาตาโร่ มาร์ติเนซ ยิงประตูพลิกเกมได้สำเร็จ 

แต่หากมองให้ลึกกว่านั้น ชัยชนะครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของเมสซี่เพียงคนเดียว หากเป็นภาพสะท้อนของอาร์เจนตินาทั้งทีมที่ไม่เคยหยุดเชื่อว่าจะกลับมาได้ พวกเขายังคงเดินหน้า เพรสซิ่ง และเล่นด้วยความกล้าจนวินาทีสุดท้าย 

ต่างจากอังกฤษที่ยิ่งเข้าใกล้ชัยชนะ กลับยิ่งระมัดระวังและเปิดโอกาสให้คู่แข่งเป็นฝ่ายกำหนดจังหวะของเกม สุดท้ายแล้ว ฟุตบอลระดับนี้อาจไม่ได้ตัดสินกันแค่เรื่องแท็กติกหรือคุณภาพนักเตะ แต่ตัดสินกันที่แนวคิดของทั้งสองทีม ฝั่งหนึ่งเลือกปกป้องสิ่งที่มีอยู่ ขณะที่อีกฝั่งเลือกเสี่ยงเพื่อคว้าสิ่งที่ยังไม่มี และเพียงไม่กี่นาทีนั้นเอง ก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนผู้เข้ารอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกได้ทันที

ความพ่ายแพ้ครั้งนี้จึงไม่ได้ทำให้แฟนบอลตั้งคำถามกับนักเตะเพียงอย่างเดียว แต่ยังย้อนกลับมาที่ตัวของทูเคิ่ลด้วย เขาคือโค้ชที่อังกฤษตามหามานานจริงหรือ? หรือสุดท้ายแล้ว ปัญหาของทีมชาติอังกฤษอาจมีมากกว่าการเปลี่ยนตัวผู้จัดการทีมเพียงคนเดียว

แน่นอนว่ายังเร็วเกินไปที่จะตัดสินว่าโธมัส ทูเคิ่ล ล้มเหลว เพราะการสร้างทีมชาติแตกต่างจากการคุมสโมสรอย่างสิ้นเชิง แต่เมื่อเป้าหมายของการเปลี่ยนโค้ชคือ "ก้าวข้าม" สิ่งที่เซาธ์เกตทำไว้ การจอดป้ายเพียงรอบรองชนะเลิศ ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกนำไปเปรียบเทียบ
 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ