แม้จะเป็นเพียงเกมชิงอันดับ 3 แต่การพบกันระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศสในศึกฟุตบอลโลก 2026 กลับมีความหมายมากกว่าที่หลายคนคิด เพราะนอกจากจะเป็นเกมแห่งศักดิ์ศรีแล้ว ยังมีเดิมพันสำคัญอีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการลุ้นตำแหน่งดาวซัลโวของ คีเลียน เอ็มบัปเป้ หรือโอกาสที่อังกฤษจะจบการแข่งขันด้วยผลงานดีที่สุดในศึกฟุตบอลโลกในรอบกว่า 60 ปี
ศึกชิงดาวซัลโวฟุตบอลโลก
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของเกมชิงอันดับ 3 คือการลุ้นตำแหน่งดาวซัลโวประจำทัวร์นาเมนต์
โดยคีเลียน เอ็มบัปเป้ และลิโอเนล เมสซี ต่างทำไปคนละ 8 ประตู แต่เมสซียังคงรั้งตำแหน่งผู้นำจากการมีแอสซิสต์มากกว่า (4 ต่อ 3) ประตูที่เกิดขึ้นในเกมชิงอันดับ 3 จะถูกนับรวมในการแข่งขันดาวซัลโว เอ็มบัปเป้จึงยังมีโอกาสแซงหน้าเมสซีได้ ก่อนที่กัปตันทีมอาร์เจนตินาจะลงสนามในรอบชิงชนะเลิศ
ขณะเดียวกัน "แฮร์รี่ เคน" และ "จู๊ด เบลลิงแฮม" ซึ่งทำไปคนละ 6 ประตู ก็ยังมีโอกาสลุ้นเช่นกัน แม้ทั้งคู่จะต้องยิงอย่างน้อย 3 ประตูในเกมนี้ เพื่อขยับขึ้นไปคว้าตำแหน่งดาวซัลโวฟุตบอลโลก 2026 ก็ตาม
โอกาสสร้างผลงานดีที่สุดในรอบ 60 ปีของอังกฤษ
แม้ความหวังในการคว้าแชมป์โลกของอังกฤษจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่เกมชิงอันดับ 3 ยังเป็นโอกาสสำคัญให้อังกฤษสร้างผลงานประวัติศาสตร์ หากสามารถเอาชนะฝรั่งเศสได้ อังกฤษจะจบศึกฟุตบอลโลก 2026 ด้วยอันดับ 3 ซึ่งจะเป็นผลงานดีที่สุดของทีมในรอบ 60 ปี นับตั้งแต่คว้าแชมป์โลกเมื่อปี 1966
ที่ผ่านมา อังกฤษเคยลงเล่นเกมชิงอันดับ 3 มาแล้ว 2 ครั้ง แต่ต้องพบกับความพ่ายแพ้ทั้งหมด โดยแพ้อิตาลีในปี 1990 และแพ้เบลเยียมในปี 2018 ทำให้พวกเขายังไม่เคยคว้าอันดับ 3 ในฟุตบอลโลกได้เลย
ดังนั้น หากอังกฤษสามารถเอาชนะฝรั่งเศสได้สำเร็จ นอกจากจะคว้าอันดับ 3 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของชาติแล้ว ยังถือเป็นการปิดฉากฟุตบอลโลก 2026 ด้วยผลงานที่ดีที่สุด นับตั้งแต่การคว้าแชมป์โลกเมื่อปี 1966 อีกด้วย
โอกาสได้เห็นแข้งที่ยังได้รับโอกาสลงสนามไม่มากนัก
เกมชิงอันดับ 3 มักเป็นโอกาสที่ทั้งสองทีมจะหมุนเวียนผู้เล่น พร้อมพักแข้งตัวหลักบางรายที่ลงเล่นมาตลอดทัวร์นาเมนต์ ทำให้นัดนี้อาจเป็นเวทีให้ผู้เล่นที่ยังไม่ได้รับโอกาสมากนักได้แสดงศักยภาพ
ฝั่งอังกฤษ "ค็อบบี เมนู" ยังไม่ได้ลงสนามแม้แต่ครั้งเดียวในฟุตบอลโลก 2026 และมีโอกาสประเดิมสนามในเกมนี้ ขณะที่ "โอลลี วัตกินส์" และ "อิวาน โทนีย์" ซึ่งได้รับโอกาสลงเล่นเพียงไม่กี่นาทีตลอดทัวร์นาเมนต์ ก็อาจได้รับเวลาในสนามมากขึ้นเช่นกัน
ส่วนฝรั่งเศส "เอ็นโกโล ก็องเต้" แชมป์โลกปี 2018 ยังไม่ได้ลงเล่นแม้แต่นาทีเดียวในทัวร์นาเมนต์นี้ และด้วยวัย 35 ปี เกมชิงอันดับ 3 อาจเป็นโอกาสสุดท้ายของเขาในการลงเล่นฟุตบอลโลก นอกจากนี้ "รายาน แชร์กี" ซึ่งลงสนามไปเพียง 85 นาที ก็มีลุ้นได้รับโอกาสมากขึ้น และอาจได้พิสูจน์ฝีเท้าบนเวทีระดับโลกเช่นกัน
แม้เกมชิงอันดับ 3 จะไม่ใช่นัดชิงชนะเลิศ แต่ก็ยังมีความหมายอย่างมากสำหรับทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส เพราะนอกจากจะเป็นโอกาสปิดฉากฟุตบอลโลก 2026 ด้วยชัยชนะแล้ว ยังมีอีกหลายประเด็นที่น่าจับตามอง
เหตุนี้จึงทำให้เกมชิงอันดับ 3 ไม่ใช่เพียงแมตช์ปลอบใจของทีมที่พลาดเข้าชิงชนะเลิศ แต่เป็นเกมที่เต็มไปด้วยศักดิ์ศรี สถิติ และเป้าหมายสำคัญ ซึ่งทำให้ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสพร้อมลงสนามเพื่อคว้าชัยชนะอย่างเต็มที่
ที่มา: BBC Sport