โชเซ่ มูรินโญ่ คือหนึ่งในกุนซือที่ประสบความสำเร็จและเป็นที่ถกเถียงมากที่สุดคนหนึ่งของวงการฟุตบอลยุโรป เขาโดดเด่นทั้งเรื่องแท็กติก การอ่านเกม และจิตวิทยา รวมถึงบุคลิกตรงไปตรงมาและความมั่นใจที่บางครั้งก็ถูกมองว่าเป็นความหยิ่งผยอง
มูรินโญ่มีวิธีคิดในการทำทีมอย่างไร และอะไรคือกฎสำคัญที่ทำให้เขากลายเป็น “The Special One”
ไปติดตาม 6 กฎแห่งการเป็นผู้นำของ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่ไม่ได้ใช้แค่ในสนามฟุตบอล แต่ยังนำไปปรับใช้กับการทำงานและชีวิตได้ จะมีอะไรบ้าง ไปไล่เรียงพร้อมกัน
1. เข้าใจคนที่เรากำลังนำ
ก่อนจะสร้างทีมที่แข็งแกร่ง มูรินโญ่เชื่อว่าผู้นำต้องเข้าใจ “คน” ก่อน ทั้งนักเตะ คู่แข่ง แฟนบอล และสภาพแวดล้อมรอบตัว
ตอนเข้ารับงานกับปอร์โต้ ทีมกำลังอยู่ในช่วงตกต่ำ นักเตะสูญเสียความกระตือรือร้น สิ่งแรกที่มูรินโญ่ทำจึงไม่ใช่การเปลี่ยนแท็กติก แต่คือการสร้างตัวตนของทีมขึ้นมาใหม่
เขามองหานักเตะที่มีความผูกพันกับสโมสร เข้าใจจิตวิญญาณของเมือง และพร้อมทุ่มเทเพื่อทีม จากนั้นจึงผสมผสานนักเตะท้องถิ่นเข้ากับดาวรุ่งและผู้เล่นจากสโมสรเล็ก ๆ จนเกิดเป็นทีมที่เต็มไปด้วยความเชื่อและความเป็นหนึ่งเดียว
ทำให้ปอร์โต้กลับมาเป็นทีมที่แฟนบอลรัก สนามเหย้ากลายเป็นพื้นที่ที่คู่แข่งเอาชนะได้ยาก และท้ายที่สุดพวกเขาคว้าแชมป์ลีกและฟุตบอลถ้วยในประเทศ รวมถึงยูฟ่า คัพ และยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก
สำหรับมูรินโญ่ การสร้างทีมจึงเริ่มจากการเข้าใจว่า คนของเราคือใคร และอะไรทำให้พวกเขาอยากสู้เพื่อทีม
2. ถ้าเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่แย่ที่สุด คุณก็พร้อมสำหรับทุกอย่าง
มูรินโญ่มองว่าการเตรียมทีมที่ดีไม่ได้หมายถึงการวางแผนสำหรับสถานการณ์ที่ดีที่สุด แต่ต้องเตรียมรับมือกับสิ่งที่เลวร้ายที่สุดด้วย
ตัวอย่างชัดเจนเกิดขึ้นในแชมเปียนส์ลีกฤดูกาล 2003/04 ตอนที่ปอร์โต้กำลังจะจับสลากพบคู่แข่งในรอบน็อกเอาต์ มูรินโญ่รู้ดีว่าหากจับเจอแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นักเตะอาจรู้สึกผิดหวัง เพราะตอนนั้นยูไนเต็ดคือหนึ่งในทีมที่แข็งแกร่งที่สุดในยุโรป
แทนที่จะปล่อยให้ลูกทีมกลัว เขากลับพูดซ้ำ ๆ ว่าอยากเจอแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จนบรรยากาศในทีมเปลี่ยนจากความกังวลเป็นความตื่นเต้น
เมื่อผลจับสลากออกมาเป็นยูไนเต็ดจริง ๆ นักเตะปอร์โต้กลับดีใจและพร้อมเผชิญหน้ากับทีมยักษ์ใหญ่ พวกเขาชนะเกมแรก 2-1 และสุดท้ายก็ผ่านเข้าสู่รอบต่อไป
การเตรียมใจให้พร้อมรับมือกับสิ่งที่เลวร้ายที่สุด อาจทำให้สิ่งที่เคยดูน่ากลัว กลายเป็นความท้าทายที่เราอยากเอาชนะ
3. เมื่อเป็นรอง ก็จงใช้ความเป็นรองให้เป็นพลัง
เกมนัดที่สองกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปอร์โต้เสียประตูตั้งแต่นาทีที่ 32 มูรินโญ่รู้ว่าทีมต้องเสี่ยง แต่เขาไม่ต้องการให้ลูกทีมรีบร้อนจนเสียรูปเกม
เขารอจังหวะ ก่อนจะค่อย ๆ ผลักทีมขึ้นไปเล่นเกมรุกมากขึ้น เมื่อยูไนเต็ดเริ่มเงียบและกดดัน ปอร์โต้ก็ยิ่งได้ความมั่นใจ พวกเขาเริ่มกล้าเสี่ยงและเดินหน้าใส่คู่แข่งมากขึ้น
จนกระทั่งช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ปอร์โต้ทำประตูได้ และประตูนั้นก็ส่งพวกเขาผ่านหนึ่งในคู่แข่งที่แข็งแกร่งที่สุดในยุโรป พวกเขาอาจไม่ได้เป็นทีมที่ดีที่สุดในรายการ แต่พวกเขาหาวิธีเอาชนะทีมที่ดีกว่าได้
การเป็นรองไม่ได้แปลว่าต้องยอมแพ้ บางครั้งสิ่งที่ทำให้เราไปถึงเป้าหมายคือการหากลยุทธ์ที่เหมาะกับสถานการณ์ของตัวเอง
4. บางครั้งกฎก็ต้องถูกท้าทาย
มูรินโญ่ขึ้นชื่อเรื่องความต้องการชัยชนะ และมีเหตุการณ์หนึ่งที่สะท้อนความมุ่งมั่นของเขาได้ชัดเจนที่สุด
ตอนคุมเชลซี เขาถูกแบน 2 นัดในปี 2005 และไม่มีสิทธิ์เข้าห้องแต่งตัวหรือพื้นที่ข้างสนาม ในเกมสำคัญกับบาเยิร์น มิวนิค มูรินโญ่รู้สึกว่าทีมต้องการเขา เขาจึงตัดสินใจเข้าไปในห้องแต่งตัวทั้งที่รู้ว่ากำลังฝ่าฝืนกฎ
เขาไปถึงก่อนเวลาเพื่อไม่ให้ถูกจับได้ และเมื่อเจ้าหน้าที่ UEFA เข้ามาตรวจ เขาถึงขั้นซ่อนตัวอยู่ในตะกร้าใส่เสื้อผ้า โดยมีเจ้าหน้าที่ทีมช่วยล็อกตะกร้าเอาไว้
มูรินโญ่ยอมรับว่าเขาไม่ได้ภูมิใจกับการทำผิดกฎ แต่เขาภูมิใจกับสิ่งที่ทำในฐานะผู้นำและเพื่อนร่วมทีม เพราะในเวลานั้นเขามองนักเตะเป็นเหมือนครอบครัวอีกหนึ่งครอบครัว
เรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้นำควรละเมิดกฎ แต่สะท้อนว่า เมื่อถึงเวลาที่ทีมต้องการ ผู้นำต้องพร้อมรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตัวเอง
5. โอกาสไม่ได้รอเราถึงสองครั้ง
ปี 2010 มูรินโญ่สร้างอินเตอร์ มิลานให้กลายเป็นทีมที่เต็มไปด้วยความเป็นพี่น้อง และพวกเขากำลังไล่ล่าแชมเปียนส์ลีกที่สโมสรไม่เคยคว้ามานานถึง 45 ปี
ขณะเดียวกัน มูรินโญ่ได้รับข้อเสนอจากเรอัล มาดริด และต้องตัดสินใจว่าจะอยู่ต่อหรือเดินหน้าสู่ความท้าทายใหม่
ท้ายที่สุดเขาเลือกมาดริด และหลังจากอินเตอร์คว้าแชมป์แชมเปียนส์ลีก เขาตัดสินใจเดินทางไปสเปนในทันที เพราะรู้ว่าหากเข้าใกล้นักเตะและทีมมากเกินไป เขาอาจไม่มีแรงใจพอที่จะจากไป
มูรินโญ่เคยฝันว่าจะคว้าแชมป์ลีกในสามลีกใหญ่ของยุโรป เขาทำสำเร็จในอังกฤษและอิตาลี และต้องการทำให้สำเร็จในสเปนด้วย
บางโอกาสจึงมีช่วงเวลาของมันเอง และหากปล่อยผ่านไปแล้ว เราอาจไม่มีโอกาสได้เห็นมันกลับมาอีก..
6. อย่าคุมแค่นักเตะ แต่ต้องคุม “ทีม”
หนึ่งในแนวคิดสำคัญที่สุดของมูรินโญ่คือ “คุณไม่ได้สอนนักเตะว่าจะเล่นฟุตบอลอย่างไร แต่คุณสอนเขาว่าจะเล่นฟุตบอลให้กับทีมอย่างไร”
แม้แต่นักเตะระดับซูเปอร์สตาร์ก็ต้องปรับตัวเพื่อทีม ตอนคุมเรอัล มาดริด มูรินโญ่รู้ดีว่าการใช้ซูเปอร์สตาร์อย่างคริสเตียโน่ โรนัลโด้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ได้หมายความว่าต้องยึดเขาไว้กับตำแหน่งเดิมเสมอไป ในโกปา เดล เรย์ รอบชิงชนะเลิศปี 2011
มูรินโญ่ปรับบทบาทของโรนัลโด้ให้เล่นสูงและเข้าใกล้กรอบเขตโทษมากขึ้น ก่อนที่เจ้าตัวจะโหม่งประตูชัยพาเรอัล มาดริดเอาชนะบาร์เซโลน่า 1-0 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ
สำหรับมูรินโญ่ นักเตะที่เก่งที่สุดไม่สามารถแสดงศักยภาพออกมาได้เต็มที่ หากไม่มีระบบของทีมที่สนับสนุนเขาจึงไม่ได้คิดว่าจะทำอย่างไรให้นักเตะคนหนึ่งเล่นได้ดีที่สุด แต่คิดว่าจะจัดทุกชิ้นส่วนอย่างไรให้ทีมเล่นได้ดีที่สุด
แล้วอะไรทำให้ “The Special One” เป็นผู้นำที่พิเศษ?
หากมองแนวคิดของมูรินโญ่ให้ไกลกว่าฟุตบอล จะเห็นว่าหลายอย่างสามารถนำไปใช้กับชีวิตและการทำงานได้
เขาให้ความสำคัญกับการ เข้าใจคนเป็นรายบุคคล เพราะแต่ละคนมีแรงผลักดัน ความกลัว และเป้าหมายไม่เหมือนกัน
เขาทำให้ทุกคนรู้ว่า ทีมกำลังเดินไปทางไหน และต้องทำอะไรเพื่อไปถึงเป้าหมายนั้น เขาสอนให้คนที่ถูกมองว่าเป็นรองยังเชื่อว่าตัวเองสามารถเอาชนะได้ ขณะเดียวกันก็รู้จักเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด
และที่สำคัญ เขาเข้าใจว่าผู้นำไม่ได้มีหน้าที่ทำให้ตัวเองโดดเด่นที่สุด แต่ต้องทำให้ คนรอบตัวสามารถทำผลงานได้ดีที่สุด
มูรินโญ่อาจถูกเรียกว่า “The Special One” แต่สิ่งที่ทำให้เขาพิเศษจริง ๆ อาจไม่ใช่ความมั่นใจหรือแท็กติกอันโดดเด่น หากเป็นความสามารถในการทำให้คนทั้งทีม เชื่อว่าพวกเขาสามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ร่วมกันได้
เพราะสำหรับมูรินโญ่ ฟุตบอลอาจเป็นทั้งศิลปะ หัวใจ และการแข่งขัน แต่สิ่งที่สวยงามที่สุดคือ การได้เป็นส่วนหนึ่งของทีม